บทที่ 1 คลินิกรักษาโรคกระดูกและข้อ

1 คลินิกรักษาโรคกระดูกและข้อ

          ช่วงเวลาเก้าโมงเช้าของวันอาทิตย์ ริมถนนในตัวอำเภอเมือง จังหวัดเล็กๆ ใกล้กรุงเทพฯ สริลนุชพยุงผู้เป็นยายลงจากรถสองแถวประจำทางที่ใช้โดยสารมาจากบ้าน เพื่อมาหาหมอที่คลินิกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากป้ายรถประจำทางที่เธอกำลังจะลงจากรถมากนัก

          หญิงสาวพายายเข้ามายังคลินิกรักษาโรคกระดูกและข้อ จากคำแนะนำของเพื่อนบ้านใกล้เคียงบอกว่าที่นี่รักษาดีและไม่แพง เธอจึงมาตามคำแนะนำ เพราะยายของเธอปวดหัวเข่ามาเป็นเดือนแล้ว และเพิ่งมาบอกเธอกับแม่เมื่อไม่กี่วันมานี้ ยายของเธอกินยาแก้ปวดก็ไม่ดีขึ้น วันนี้พอว่างเธอเลยเป็นคนพายายมาหาหมอเอง ที่เลือกมาคลินิกก็เพราะว่าไม่อยากไปนั่งรอคิวที่โรงพยาบาลรัฐนาน ยอมเสียเงินจำนวนหนึ่งเพื่อที่จะได้พบหมอและรับยาไปทานได้เร็ว

          เธอพายายนั่งรอตรงที่ว่าง แล้วไปกรอกประวัติแทนตรงเคาท์เตอร์ที่มีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น อายุน่าจะยังไม่ถึงสามสิบปีนั่งอยู่ พลางเหลือบไปเห็นป้ายรับสมัครงาน รับสมัครเจ้าหน้าที่ต้อนรับประจำคลินิก จึงจดจำรายละเอียดไว้ให้ได้มากที่สุด เผื่อจะเป็นประโยชน์ในอนาคต

          เมื่อกรอกประวัติของผู้เป็นยายกับเจ้าหน้าที่เสร็จ สริลนุชก็ไปนั่งลงที่ว่างข้างยายของเธอเพื่อรอพบหมอ ขนาดเธอมาช่วงเวลาที่คลินิกเปิดพอดี ก็ยังมีคนมารอก่อนเธอตั้งหลายคิว ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุวัยใกล้เคียงกับยายและมารดาของเธอทั้งนั้น

          หลังจากนั่งรออยู่ประมาณเกือบหนึ่งชั่วโมง ก็ถึงคิวของยายเธอ สริลนุชจึงพยุงพายายเข้าไปในห้องตรวจตามที่พนักงานเปิดประตูห้องรอ เมื่อเข้ามานั่งอยู่ตรงหน้าของหมอเรียบร้อย ก็พอดีกับที่พนักงานปิดประตูห้องสนิทพอดี ทั้งเธอและยายยกมือไหว้ทักทายหมอเป็นอันดับแรก

“สวัสดีครับ เล่าอาการเลยครับคุณยาย เป็นอะไรมาครับ”

คนเป็นหมอเจ้าของคลินิกที่มีหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มเป็นกันเอง พลอยทำให้สริลนุชรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมากจากความกังวล

“ปวดหัวเข่าน่ะหมอ กินยาแก้ปวดก็ไม่หาย”

หญิงชราคนเดียวในห้องตรวจเอ่ยบอก และเป็นคนสนทนากับหมอหนุ่มด้วยตนเอง

“ปวดมานานหรือยังครับ”

“นานแล้ว เมื่อก่อนกินยาก็หาย แต่เดี๋ยวนี้ไม่ดีขึ้นเลย”

“ปวดข้างไหนครับ คุณยายยืดขาวางบนเก้าอี้หน่อยครับ”

หญิงชราค่อย ๆ ยกขาขวาขึ้นวางบนเก้าอี้พลาสติก แล้วหมอหนุ่มก็ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้กดบริเวณหัวเข่าก่อนเอ่ยถาม

“หมอกดตรงนี้เจ็บไหมครับ”

“จะ…เจ็บ”

หญิงชราร้องครางเมื่อรู้สึกเจ็บมากตรงที่คุณหมอหนุ่มใช้นิ้วกด

“คุณยายอยู่บ้านทำอะไรบ้างครับ”

คุณหมอเอ่ยถามถึงชีวิตประจำวันของคนไข้

“ก็ช่วยลูกสาวขายข้าวแกง”

คนเป็นหมอเหลือบมองมาทางสริลนุชเหมือนจะถาม จนหญิงชราต้องรีบบอก

“คนนี้หลานสาวจ้ะหมอ”

“คุณยายเดินเยอะใช่ไหมครับ”

หมอหนุ่มหันมาถามกับเธอโดยตรง สริลนุชเลยต้องตอบไปตามความจริง

“ใช่ค่ะ แต่พอเดินแล้วปวดก็ไม่ค่อยได้เดินค่ะ”

“คุณยายต้องหยุดพักก่อนนะครับ อย่าใช้ขามาก ด้วยอายุของคุณยาย หมอสันนิษฐานว่าข้อเข่าเสื่อม จะเสื่อมมากหรือยังนั้นต้องเอกซเรย์ดู ถ้าเป็นมาก ก็ต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าครับ”

คนเป็นหมอวินิจฉัยอาการของหญิงชราตามความรู้และประสบการณ์ที่เรียนมาให้ทั้งคู่ฟัง

“ถึงขั้นต้องผ่าตัดเลยเหรอคะ”

สริลนุชเอ่ยถามด้วยความเป็นกังวลอย่างชัดเจน กังวลทั้งเรื่องเงินและก็เวลา เพราะครอบครัวของเธอไม่ได้ร่ำรวย ถึงขั้นยากจนด้วยซ้ำ แค่แม่ของเธอมีอาชีพขายข้าวแกงมีเงินเลี้ยงสามชีวิตไปได้ในแต่ละวันเท่านั้น

“ก็อย่างที่บอกครับ หมอต้องขอดูผลเอกซเรย์ก่อนว่าต้องผ่าตัดหรือไม่”

“ถ้าต้องผ่ามีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่คะคุณหมอ”

หญิงสาวตัดสินใจถาม เพื่อที่เธอจะได้กลับไปคุยกับมารดาถูก และหาเงินเพื่อมาเป็นค่าผ่าตัดให้ยายได้ถ้าเกิดว่าต้องได้รับการผ่าตัดจริง ๆ

“รพ.รัฐ สิทธิบัตรทองก็ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่คิวผ่าตัดยาวถึงสิ้นปี ส่วน รพ.เอกชนมีค่าใช้จ่ายประมาณสองแสนห้าถึงสามแสนครับ แต่เบื้องต้นหมออยากให้เอกซเรย์ดูก่อน จะได้รักษาให้ถูกจุด”

คนเป็นหมอเอ่ยอธิบาย พลางเขียนอาการของคนไข้ลงบนกระดาษ จะได้เก็บเป็นประวัติการรักษาต่อไป

“ค่ะ ถ้าไปโรงพยาบาล คุณหมอก็เป็นคนตรวจใช่ไหมคะ”

สริลนุชเอ่ยถาม

“ครับ รพ.รัฐที่นี่ผมออกตรวจวันจันทร์วันเดียว ส่วนเอกชนอังคารถึงศุกร์ หรือจะเปลี่ยนหมอก็ได้ เพราะที่โรงพยาบาลก็มีหมอเฉพาะทางด้านกระดูกและข้ออีกหลายคน”

คนเป็นหมอเอ่ยตอบ

“เดี๋ยวพายายไปตรวจที่ รพ.รัฐกับคุณหมอค่ะ”

สริลนุชตัดสินใจแล้วเอ่ยบอกออกไปทันที ไปเอกซเรย์ดูก่อนก็ดี เธอยังมีความหวังว่ายายอาจจะไม่ต้องผ่าตัดให้ต้องเสียเงินก็ได้

“ได้ครับ เดี๋ยวหมอทำใบนัดให้ ส่วนวันนี้หมอจัดยาให้คุณยายไปกินบรรเทาอาการปวดก่อนแล้วกันนะครับ”

คุณหมอหนุ่มหันมาบอกกับหญิงชราผู้เป็นคนไข้

“จ้ะ”

“ถ้าเป็นไปได้คุณยายพยายามอยู่เฉย ๆ อย่าใช้ขามากนะครับ”

“จ้ะ”

หญิงชรารับปาก

“เรียบร้อยครับ รอรับยาด้านนอกได้เลย อ้อ…ถ้ามีอะไรสงสัยไลน์มาถามหมอได้ ถ้าว่างจะเข้าไปตอบเบอร์อยู่บนถุงยานะครับ”

“ขอบคุณค่ะคุณหมอ”

สริลนุชยกมือไหว้คุณหมอหนุ่มแล้วพยุงผู้เป็นยายออกไปนั่งรอด้านนอก พอเจ้าหน้าที่เรียกชื่อยายของเธอหญิงสาวก็ลุกไปรับยาและใบนัดพร้อมกับจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล ก่อนจะพายายกลับบ้านด้วยรถโดยสารประจำทางเหมือนเดิม

          หญิงสาวเห็นผู้เป็นยายต้องเดินอย่างเจ็บปวดที่หัวเข่าก็สงสาร และคิดว่าเธอตัดสินใจถูกแล้วที่พามาหาหมอ และจะพายายไปเอกซเรย์ที่โรงพยาบาลตามที่คุณหมอที่คลินิกแห่งนั้นแนะนำ จะได้รักษาให้หายขาดไม่ต้องกินยาแก้ปวดเหมือนที่ผ่านมาอีก

           เมื่อกลับมาถึงบ้านสริลนุชก็พายายเข้าไปพักในห้อง แล้วออกมาหามารดาที่กำลังขายข้าวแกงอยู่หน้าร้าน เมื่อเห็นว่ายังไม่มีลูกค้าจึงเล่าให้มารดาฟังทุกอย่าง

“ดีแล้วล่ะลูก พายายไปโรงพยาบาลรัฐ เสียเวลารอเอาหน่อยเพราะคนเยอะ แต่ไม่ต้องเสียเงิน”

ชวนชมเห็นดีด้วยกับความคิดของลูกสาวคนเดียว เพราะการเงินที่บ้านนั้นฝืดเคืองนัก เศรษฐกิจก็ไม่ดี ของก็ขายไม่ค่อยได้ อันไหนพอประหยัดได้ก็ต้องประหยัด

“แล้วถ้าเกิดว่ายายต้องผ่าตัดล่ะจ๊ะแม่”

หญิงสาวปรึกษาอย่างเป็นกังวล

“อย่าเพิ่งคิดไปก่อนเลยลูก อาจจะไม่ต้องผ่าก็ได้”

ชวนชมเอ่ยปลอบลูกสาวและก็ปลอบตัวเองด้วย เพราะการผ่าตัดนั้นเป็นเรื่องใหญ่สำหรับบ้านของนางมาก

“นุชก็ขอให้เป็นแบบนั้นจ้ะแม่”

สริลนุชยกมือพนมขึ้นและภาวนาอยู่ในใจ ขอให้ยายของเธออย่าเป็นอะไรมากเลย ขอให้แค่พักผ่อนและก็กินยาก็หาย

          หลังจากนั้นก็มีลูกค้าเข้ามาในร้าน หญิงสาวจึงช่วยผู้เป็นมารดาขายของ ด้วยการตักอาหารใส่จานตามที่ลูกค้าต้องการแล้วนำไปเสิร์ฟ เมื่อได้ทำงานเธอก็พอจะลืมเรื่องที่เป็นกังวลไปได้บ้าง และพยายามปลอบใจตัวเองว่าอย่าเพิ่งคิดอะไรมาก อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ขอแค่มีสติแล้วแก้ปัญหาให้ได้ก็พอ

บทถัดไป