บทที่ 2 ผลเอกซเรย์
2 ผลเอกซเรย์
เช้าวันจันทร์ตามหมอนัด สริลนุชพายายไปที่โรงพยาบาลของรัฐประจำจังหวัดแต่เช้า เธอว่าเธอมาเร็วแล้วแต่พอมาถึงมีคนมารอคิวก่อนหน้าเธอมากหลายสิบคิวเลยทีเดียว ทั้งคนไข้และญาติเต็มโรงพยาบาลไปหมด เมื่อถึงคิวเธอยื่นบัตรประชาชนกับบัตรนัดของยายให้กับเจ้าหน้าที่ห้องทะเบียนบันทึกข้อมูล ก่อนจะได้เอกสารใบนำทางมาหนึ่งใบ และเจ้าหน้าที่แจ้งว่าให้เดินไปที่แผนกกระดูกและข้อได้เลย
“ยายนั่งรถเข็นนะจ๊ะ จะได้ไม่ต้องเดิน”
สริลนุชเอารถเข็นจากบุรุษพยาบาลมาให้ยายชบาของเธอ
“อืม…ยายจะเดินไม่ไหวแล้ว”
หญิงชราครางรับ พลางบ่นอย่างเจ็บปวดทรมานเพราะเดินแล้วจะปวดหัวเข่า
แค่เดินจากหน้าโรงพยาบาลเข้ามาเธอก็เห็นว่ายายต้องอดทนกับความเจ็บปวดขนาดไหน หญิงสาวจึงให้ยายนั่งบนรถเข็นผู้สูงอายุแล้วเธอก็เข็นรถที่ยายนั่งไปตามทางเดินของโรงพยาบาล เมื่อมาถึงแผนกกระดูกและข้อก็เจอกับคนไข้ที่มารอหาหมอกันเต็มแผนกไปหมดแล้ว ที่นั่งก็เต็ม เธอยื่นเอกสารให้พยาบาลแล้วไปยืนรอเรียกไม่ไกลนัก โชคดีที่เธอให้ยายนั่งรถเข็น เพราะมาถึงตรงนี้แล้วไม่เหลือที่นั่งว่างเลยสักที่ ญาติคนไข้บางคนก็ยืนเหมือนกันกับเธอ
สักพักหนึ่งพยาบาลก็เรียกชื่อยายให้ไปชั่งน้ำหนักและวัดความดัน พร้อมกับซักประวัติ เมื่อเสร็จเรียบร้อยพยาบาลก็แจ้งให้เธอทราบ
“ตามใบนัดคุณหมอให้เอกซเรย์ด้วย น้องพายายไปห้องเอกซเรย์ก่อนนะ เอาเอกสารนี้ไปยื่น เสร็จแล้วก็กลับมารอพบหมอที่นี่”
“ค่ะ ห้องเอกซเรย์ไปทางไหนคะ”
หญิงสาวเอ่ยถามเพราะเธอไปไม่ถูกจริง ๆ แต่พยาบาลกลับทำหน้าเหวี่ยงใส่ก่อนตอบ
“เดินตรงไปตามทางแล้วเลี้ยวซ้าย จะอยู่ตรงตึกที่สร้างใหม่”
“ขอบคุณค่ะ”
หญิงสาวเอ่ยขอบคุณตามมารยาท กดความรู้สึกกรุ่นโกรธที่พยาบาลทำไม่ดีใส่ไปเสีย คิดในทางที่ดีไปว่าพี่พยาบาลคงเหนื่อยจากการต้องรับคนไข้เยอะ เลยอารมณ์ไม่ดี
หลังจากนั้นสริลนุชก็พายายไปห้องเอกซเรย์ตามทางที่พยาบาลคนนั้นบอก ที่นี่มีคนไข้รอเอกซเรย์ไม่มาก เธอเลยมีที่นั่งให้พักขาได้บ้าง หลังจากต้องยืนและเดินมาตลอดตั้งแต่มาถึงโรงพยาบาล
เมื่อยายทำการเอกซเรย์เสร็จ เธอก็รับเอกสารกลับพร้อมกับเข็นรถนั่งของยายกลับไปที่แผนกกระดูกและข้อด้วย ระหว่างทางเธอก็ดูเอกสารในมือไปด้วย และก็ได้รู้ชื่อหมอที่จะทำการวินิจฉัยให้ยาย ‘นายแพทย์เชิญคุณ’
สริลนุชยื่นเอกสารที่ถือมาให้กับพยาบาลหน้าเหวี่ยงคนเดิม แล้วเข็นยายไปหาที่ยืนรอ ไปเอกซเรย์กลับมาก็ไม่มีที่ให้เธอนั่งเหมือนเดิม หญิงสาวถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ร้อนก็ร้อนเพราะคนเยอะมาก
ตั้งแต่มาถึงโรงพยาบาลตอนเจ็ดโมงเช้าผ่านไปแล้วสามชั่วโมงก็ยังไม่ได้พบหมอ จนเวลาเลยมาถึงใกล้เที่ยง พยาบาลถึงเรียกยายของเธอเข้าไปพบหมอได้ เธอจึงรีบเข็นยายเข้าห้องตรวจไปทันที
ภายในห้องตรวจนายแพทย์เชิญคุณนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน มีคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะวางอยู่ด้านข้างเปิดภาพเอกซเรย์ค้างไว้ คุณหมอนั่งก้มหน้าอ่านเอกสารของคนไข้ จนเมื่อสริลนุชเข็นรถนั่งที่มียายของเธอนั่งอยู่เข้าไปถึง เขาถึงได้เงยหน้าขึ้นจากเอกสาร
“สวัสดีครับคุณยายชบา”
“สวัสดีจ้ะ”
“สวัสดีค่ะคุณหมอ”
สริลนุชยกมือไหว้คุณหมอที่ดูหน้าตาอ่อนล้า แม้จะมีหน้ากากปิดบังไว้ครึ่งหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถปิดบังแววตาเหนื่อยอ่อนเอาไว้ได้ ก็คนไข้เยอะมากจนไม่มีที่ให้นั่ง คุณหมอคงตรวจคนไข้มาตั้งแต่เช้ายังไม่ได้พักเป็นแน่
เชิญคุณพยักหน้ารับเบา ๆ ให้ญาติของยายชบา ก่อนจะเอ่ยถามอาการต่อ เพราะยังมีคนไข้รอคิวตรวจอีกหลายคน
“เป็นไงบ้างครับคุณยาย กินยาแล้วดีขึ้นบ้างไหม”
“ดีขึ้น แต่พอหมดฤทธิ์ยาก็กลับมาปวดเหมือนเดิม ตอนนี้ก็ยังปวดอยู่เลยหมอ”
หญิงชราเอ่ยบอกอาการไปตามความจริง จนคนเป็นหมอยิ้มอ่อนภายใต้หน้ากากอย่างเห็นใจ
“หมอเห็นผลเอกซเรย์แล้วนะ คุณยายข้อเข่าเสื่อมมากแล้ว เสื่อมระยะสุดท้ายเลยด้วย การกินยาอย่างเดียวเลยไม่หาย”
คนเป็นหมอเอ่ยบอก พลางเลื่อนฟิล์มเอกซเรย์ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้ทั้งคนไข้และญาติได้ดู
“หมายความว่าต้องผ่าตัดเหรอคะ”
สริลนุชเอ่ยถามอย่างตกใจ ขนาดเธอทำใจมาจากบ้านบ้างแล้ว แต่พอมาเจอความจริงก็ยังตกใจอยู่ดี พร้อมกับความกังวลตามมาอีกมากมาย
“ก็อยู่ที่คนไข้จะเลือกครับ แต่หมอแนะนำว่าควรผ่า จะได้เดินได้ปกติและใช้ชีวิตไม่ลำบาก”
“…”
“ระหว่างรอผ่าตัด คุณยายก็อย่าเดินมาก ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าเดินเลย”
คนเป็นหมอเอ่ยแนะนำออกมาอีกครั้งเป็นการย้ำถึงการใช้ขาต่อจากนี้
“จะได้ผ่าเมื่อไหร่คะคุณหมอ”
“อย่างที่เคยบอกไป คิวที่นี่ยาวถึงปลายปี”
ตอนนี้เพิ่งกลางปี ยายของเธอต้องรออีกครึ่งปีเชียวหรือ
“แต่ถ้าเสียเงินผ่าที่เอกชนก็ผ่าได้เลย”
“ผ่าที่นี่ค่ะ”
หญิงสาวตัดสินใจแล้วบอกออกไป เพราะครอบครัวของเธอไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น ยายของเธอก็รู้ข้อนี้ดี
“ครับ เดี๋ยวหมอลงคิวให้”
หลังจากกลับจากโรงพยาบาลมาถึงบ้านในตอนบ่าย คุยกับมารดาพักหนึ่งถึงผลการตรวจของยายแล้วจึงพายายเข้าห้องไปพักผ่อนเรียบร้อย สริลนุชก็เข้าห้องของตนเองเพื่อพักผ่อนเช่นกัน การไปหาหมอที่โรงพยาบาลนั้นดูดพลังงานของเธอไปมากเลยทีเดียว ทั้งร้อนและเหนื่อย ปวดขาเพราะต้องยืนตลอดเวลาอีกต่างหาก ขนาดพอมีที่นั่งว่างแล้วเธอรีบไปนั่ง ก็โดนพยาบาลดุบอกว่าเอาไว้ให้คนไข้นั่ง คนปกติเช่นเธอเลยต้องยืนไปตามระเบียบ
หญิงสาวพักอยู่ในห้องประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ออกไปช่วยมารดาขายของต่อ แต่กลับต้องมาเห็นมารดานั่งกลุ้มใจ ถอนหายใจเฮือก ๆ อยู่หน้าตู้อาหาร โชคดีที่ภายในร้านไม่มีลูกค้า
“เป็นอะไรคะแม่”
สริลนุชเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง แล้วลงนั่งที่เก้าอี้ข้าง ๆ มารดา
“แม่สงสารยาย ต้องทนทรมานไปอีกตั้งครึ่งปีกว่าจะได้ผ่าตัด บ้านเราน่าจะมีเงินให้มากกว่านี้นะ จะได้ไม่ต้องลำบากแบบนี้ เจ็บป่วยก็มีเงินรักษาได้เลย”
ชวนชมตัดพ้อในโชคชะตาชีวิตของตนเอง หลังจากที่เสียสามีซึ่งเป็นเสาหลักของบ้านไปเมื่อสิบปีก่อนจากโรคร้าย ชีวิตของนางกับลูกก็เปลี่ยนไปทันที จากที่เคยสุขสบาย มีเงินใช้ไม่ขาดมือ เพราะสามีเป็นข้าราชการ ส่วนนางก็ขายข้าวแกงเหมือนตอนนี้ มีรายได้เข้าบ้านสองทาง พอหมดสามีไปหนึ่งคน รายได้หลักก็หาย แล้วนางยังต้องเป็นเสาหลักของครอบครัวแทน เงินเก็บที่เคยมีก็ค่อย ๆ หมดลง เพราะลูกต้องเรียนและใช้หนี้บางส่วน อีกทั้งต้องกัดฟันผ่อนบ้านหลังนี้มาได้แบบเลือดตาแทบกระเด็น เพื่อให้มีที่อยู่อาศัย
