บทที่ 3 สมัครงาน
3 สมัครงาน
“เราเอาบ้านหลังนี้ไปเข้าธนาคารดีไหมแม่ แล้วกู้เงินมารักษายาย พอนุชได้งานแล้วจะช่วยแม่ผ่อนเอง”
สริลนุชช่วยคิดหาทางออก ครอบครัวของเธอยังเหลือสมบัติคือบ้านทาวเฮ้าส์สองชั้นหลังนี้ โดยชั้นบนเป็นที่พักอาศัย ส่วนชั้นล่างก็ทำเป็นร้านขายข้าวแกง
“ไม่ได้หรอกลูก”
“ทำไมล่ะจ๊ะ”
“แม่เอาไปวางค้ำกู้นอกระบบกับคนรู้จักเพื่อเอามาจ่ายค่าเทอมและค่าเรียนของลูกไปแล้ว และตอนนี้ก็ไปขอกู้เพิ่มไม่ได้ เพราะแม่จ่ายไม่ค่อยตรงกำหนด แถมค้างเขาอยู่อีกสองเดือน แค่จ่ายผ่อนไม่ให้บ้านโดนยึดตอนนี้แม่ก็แย่แล้ว”
คำตอบของมารดาทำเอาความหวังของสริลนุชพังทลายจนสิ้น
“งั้นเรื่องค่ารักษาของยายเดี๋ยวนุชรับผิดชอบเองจ้ะ รวมทั้งค่าผ่อนบ้านนุชก็จะช่วยด้วย”
มารดาของเธอเหนื่อยมามากแล้ว มันถึงเวลาแล้วที่ต้องเป็นหน้าที่ของเธอเสียที ที่จะเป็นเสาหลักให้ครอบครัว
“นุชจะเอาเงินมาจากไหน เพิ่งเรียนจบ งานก็ยังไม่มีทำ”
ชวนชมเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล ลูกสาวของนางเพิ่งเรียนจบแล้วกลับมาอยู่บ้านหมาด ๆ ก็เกิดความเจ็บป่วยกับยายชบาทันที
“มันต้องมีสักทางจ้ะ แม่ไม่ต้องนั่งกลุ้มแล้วนะ”
สริลนุชเอ่ยปลอบมารดาไปก่อน เธอเองก็ยังไม่มีวิธีหาเงินให้ได้เร็ว ๆ เลยสักทาง
ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์อาการของยายชบาไม่ดีขึ้นเลย พอกินยาที่หมอให้มาก็ได้แค่บรรเทาอาการปวดลง พอหมดฤทธิ์ยาก็กลับมาปวดอีก ยิ่งทำให้สริลนุชรู้สึกเครียด เวลาเห็นยายเดินไม่ได้เพราะปวดเข่า เวลาเดินเข้าห้องน้ำเธอต้องมาช่วยพยุง ไม่เช่นนั้นยายอาจจะลื่นล้มในห้องน้ำได้ เธอไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น จึงต้องคอยอยู่เป็นเพื่อนยาย ผลัดกับลงไปช่วยมารดาขายของด้วย
“ยายกินยาหลังอาหารไปหรือยังจ๊ะ”
หญิงสาวเอ่ยถามเมื่อเห็นถาดอาหารกลางวันที่เธอยกขึ้นมาให้ยายนั้นพร่องไปเกือบหมด
“ยังเลยลูก วานหยิบให้ยายหน่อย”
หญิงชราเอ่ยบอกพร้อมกับใช้งานหลานสาวคนเดียวให้จัดยาให้
“ได้จ้ะ”
สริลนุชหยิบตะกร้าหมากของยายมาวางบนตัก แล้วหยิบถุงยาออกมาจัดยาหลังอาหารกลางวันให้ผู้เป็นยาย แต่พอเห็นข้างถุงยามีชื่อและเบอร์โทรอยู่ จึงนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
พอยื่นยาพร้อมน้ำให้ยายทานเรียบร้อยแล้ว เธอก็เอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกเบอร์ และไลน์ก็เด้งเพิ่มเพื่อนอย่างทันใจ เธอเก็บโทรศัพท์มือถือเข้ากระเป๋ากางเกงไว้ก่อน แล้วหันมาสนใจถามไถ่อาการของยายชบา
“ยายปวดเข่ามากไหมจ๊ะ”
“อืม…กินยาแล้วมันก็ดีขึ้นแหละลูก”
หญิงชราเอ่ยบอกเสียงเบา พยายามปิดบังอาการปวดเอาไว้เพื่อไม่ให้หลานเป็นห่วง นางแก่แล้วไม่ควรต้องมาเป็นภาระลูกหลานแบบนี้เลย
“ยายอยากผ่าตัดเร็ว ๆ ไหมจ๊ะ จะได้ไม่ต้องทรมานแบบนี้”
“ยายรู้ว่าบ้านเราไม่ได้มีเงินมากพอที่จะเอามาจ่ายค่ารักษาให้ยาย รอคิวของโรงบาลนั่นแหละลูก ยายทนได้”
“ถ้านุชหาเงินมาได้ล่ะจ๊ะยาย”
สริลนุชเอ่ยบอกอย่างมีความหวัง ถึงแม้จะริบหรี่ก็ตาม
“ถ้ามีเงินยายก็อยากผ่า จะได้ลงไปช่วยชมมันขายของได้ แต่ถ้ายังไม่มีเงินก็ไม่ต้องไปกู้ยืมให้เป็นหนี้นะลูก เวลามันผ่านไปเร็ว แปบ ๆ เดี๋ยวก็สิ้นปีละลูก”
ถ้านางเดินได้เหมือนคนปกติ ก็ยังพอมีประโยชน์ลงไปช่วยลูกสาวทำอาหารและช่วยขายของได้บ้าง แต่ตอนนี้แค่จะเดินเข้าห้องน้ำยังไปไม่ไหวเลย พออายุมากขึ้นอะไรก็เสื่อมสภาพไปหมด แถมเป็นภาระให้ลูกหลานต้องมาเลี้ยงดูอีก
“นุชไม่อยากให้ยายต้องทรมานแบบนี้เลยจ้ะ”
หญิงสาวน้ำตาซึมอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ด้วยความสงสาร ชีวิตของเธอก็มีแต่ยายกับแม่เพียงเท่านั้น เธอจะทำทุกอย่างเพื่อให้ยายและแม่สุขสบายมากกว่านี้ให้ได้ เธอสัญญากับตัวเอง
“เราต้องยอมรับความจริงให้ได้นะลูก ตอนนี้เรามีแค่นี้ ก็ต้องอยู่แบบนี้ให้ได้”
“จ้ะ ยายพักผ่อนเถอะนะ นุชต้องลงไปช่วยแม่แล้ว”
หญิงสาวตัดบท ไม่อยากให้ยายต้องเป็นห่วงและกังวลอีก เธอจะแก้ปัญหาด้วยตัวของเธอเองให้ได้ ไม่ว่ามันจะยากเย็นแค่ไหนก็ตาม
หลังจากออกมาจากห้องของยาย สริลนุชก็แอบเข้าห้องของตนเองแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง เปิดเข้าโปรแกรมไลน์และห้องสนทนาที่ต้องการ พลางลงมือพิมพ์ข้อความ พิมพ์ได้ประมาณหนึ่งประโยคก็ตัดสินใจลบทิ้ง แล้วปิดโทรศัพท์ทันที พร้อมทั้งเก็บเข้ากระเป๋าตามเดิม ก่อนจะลงไปชั้นล่างเพื่อช่วยมารดาขายของตามที่ตั้งใจ ปัดความกังวลและความเครียดทิ้งไปก่อน ทำหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเพื่อที่มารดาของเธอจะได้สบายใจ
เวลาใกล้หนึ่งทุ่มตรงก่อนที่คลินิกจะปิด สริลนุชรีบลงจากรถสองแถวประจำทางพร้อมกับซองเอกสารในมือ แล้วตรงเข้าไปในคลินิกทันที ก่อนจะแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าเธอมาสมัครงานตามประกาศที่ติดอยู่ตรงเคาท์เตอร์และหน้าคลินิก เจ้าหน้าที่ให้เธอนั่งรอจนคนไข้หมดก่อนถึงจะได้เข้าสัมภาษณ์กับคุณหมอเจ้าของคลินิก เธอจึงไปนั่งรออย่างสงบเสงี่ยม พลางคิดหาคำตอบดี ๆ ไว้ตอนโดนสัมภาษณ์ด้วย
คนไข้คนสุดท้ายของวันออกจากคลินิกตอนทุ่มครึ่ง ซึ่งเลยเวลาปิดคลินิกไปครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็เรียกเธอให้เข้าไปคุยกับคุณหมอเจ้าของคลินิกในห้องตรวจคนไข้ที่เธอเคยพายายเข้ามา
“สวัสดีค่ะคุณหมอ”
หญิงสาวยกมือไหว้คุณหมอเชิญคุณก่อนแล้วจึงค่อยนั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน คิดไว้ไม่ผิดจริง ๆ ว่าคุณหมอเชิญคุณเป็นเจ้าของคลินิกแห่งนี้จริง ๆ ด้วย เธอจำคุณหมอได้ แต่เขาจะจำเธอได้หรือเปล่านั้นเธอไม่แน่ใจ
“สวัสดีครับ เจ้าหน้าที่บอกว่าคุณมาสมัครงาน”
เชิญคุณเอ่ยถามอย่างเหนื่อยล้า ด้วยวันนี้เขามีผ่าตัดทั้งเช้าและบ่าย ตอนเย็นก็ต้องมาตรวจคนไข้ที่คลินิกของตัวเองอีก แต่จะไล่คนมาสมัครงานกลับไปก่อนก็ไม่ได้ เพราะเขาก็ต้องการคนช่วยทำงานเช่นกัน
“ใช่ค่ะ นี่ค่ะประวัติผลการเรียน”
หญิงสาวหยิบเรซูเม่ออกจากซองเอกสารแล้ววางให้ตรงหน้าคุณหมอหนุ่ม วันนี้เธอก็ยังไม่เห็นหน้าของคุณหมอเต็ม ๆ เสียที เพราะเขาใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาในตอนที่เจอกัน
“เคยทำงานที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า”
ชายหนุ่มเอ่ยถามก่อนจะหยิบเอกสารตรงหน้าขึ้นมาอ่านคร่าว ๆ แล้วก็ต้องแปลกใจ
“ยังไม่เคยค่ะ เพิ่งเรียนจบเลยค่ะ”
“แล้วทำไมถึงอยากทำที่นี่ล่ะ”
“เอ่อ…มันใกล้บ้านค่ะ”
