บทที่ 12 ตอนที่ 12 เริ่มมีใจ
1 สัปดาห์ต่อมา
ชายหนุ่มเดินทางกลับมาที่ประเทศไทยอีกครั้ง โดยเขาจะอยู่ที่เซี่ยงไฮ้สองสัปดาห์และอยู่ที่ไทยสองสัปดาห์เป็นการเพิ่มระยะเวลาในการใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทยนานขึ้นเป็นหนึ่งอาทิตย์ เหตุผลเพราะอย่างเดียวเลยก็คืออาหารของยี่หวา
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“ ขออนุญาตเข้าไปนะคะคุณเฉิน” เสียงหวานเอ่ยเรียกจากด้านหน้าประตูห้องทำงาน วันนี้เธอตั้งใจทำเมนูโปรดให้เขาโดยเฉพาะเป็นการต้อนรับการกลับมาเมืองไทยของชายหนุ่ม
“ เข้ามาสิยี่หวา” เขายกยิ้มขึ้นแล้ววางปากกาลง มองทางประตูรอให้เธอเปิดประตูเข้ามาอย่างใจจดใจจ่อ วันนี้เขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีสมาธิในการทำงานเอาเสียเลยซึ่งมันเป็นครั้งแรกที่เขาเป็นแบบนี้ ปกติจิตใจเขาจะนิ่งสงบมาก เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่
“ ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะคะคุณเฉิน” เธอเข็นรถอาหารเข้ามาในห้องทำงานพร้อมกับพูดต้อนรับการกลับมาด้วยรอยยิ้มอันสดใส ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้เธอถึงรู้สึกดีใจเป็นพิเศษอาจจะเป็นเพราะเขากลับมาก็ได้เพราะตลอดสองสัปดาห์ที่เขาไม่อยู่ก็เอาแต่คิดถึงเขาอยู่เรื่อย
“ อะนี่ ให้เธอ” พอได้ยินเสียงหวานที่พูดต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ชายหนุ่มก็ยกมุมปากขึ้นพร้อมกับลุกขึ้นยืน หยิบบางกล่องเล็ก ๆ มาจากกระเป๋าเสื้อสูทยื่นมาให้เธอ เฉินตั้งใจเลือกของขวัญชิ้นนี้ให้เธอโดยเฉพาะ
“ เอ่อ...จะดีเหรอคะ?” ยี่หวามองกล่องนั้นสลับกับมองใบหน้าด้วยความลังเลว่าจะรับดีไหม
“ ดีสิ รับไปซะ” เฉินก้าวเท้าไปหาเธอหนึ่งก้าวเพื่อให้เธอได้รับสิ่งนี้จากตน
“ ขะ...ขอบคุณค่ะ” ในที่สุดเธอก็ยอมรับของขวัญจากมือเขา
“ วันนี้ทำอะไรมาให้ฉันทานอย่างนั้นเหรอ?” เฉินนั่งลงกับโซฟาจ้องมองหญิงสาวที่เปิดฝาครอบอาหารด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย
“ ยี่หวาถามของโปรดมาจากป้าสาก็เลยทำแต่ของชอบของคุณ เป็นการต้อนรับการกลับมาของคุณเฉินด้วยค่ะ” เธอค่อย ๆ วางเมนูลงบนโต๊ะอย่างเบามือไว้ต่อหน้าเขา
“ อา มีแต่ของที่ชอบจริง ๆ ด้วยแฮะ” เขามองอาหารพวกนั้นด้วยรอยยิ้ม ความเหนื่อยที่สะสมมานานหายไปปลิดทิ้ง
“ เชิญทานให้เต็มที่นะคะคุณเฉิน”
“ มานั่งตรงนี้สิ” เขาชี้ตรงที่นั่งข้าง ๆ ให้เธอมานั่ง
“ ค่ะ” ยี่หวาเข้าไปนั่งข้าง ๆ เฉินอย่างว่านอนสอนง่าย เธอไม่ได้รู้สึกเกร็งอีกต่อไปแต่กลับดีใจที่ได้นั่งใกล้ ๆ เขาแทน เธอนั่งมองเขาที่กำลังตักชิมอาหารขึ้นมาทีหนึ่งแล้วยิ้ม ทันใดนั้นเธอก็สังเกตถึงความผิดปกติจึงเอ่ยทักขึ้น
“ ดูคุณเฉินจะผอมลงทำงานหนักอย่างนั้นเหรอคะ?” เธอถามด้วยความเป็นห่วงเพราะตอนนี้ดูเหมือนแก้มเขาจะตอกลงอย่างเห็นได้ชัด ยี่หวาจำได้ว่าเมื่อเดือนที่แล้วแก้มของเขาไม่ตอกขนาดนี้
“ ก็ทำงานปกติ แต่เพียงแค่ทานอะไรไม่ค่อยลงน่ะ” ชายหนุ่มพูดตามความเป็นจริง เขาไม่ได้รู้สึกว่างานที่เขาอยู่ตอนนี้จะหนักหนาสาหัสแต่อย่างใดแม้จะทำงานทุกวัน วันละมากกว่า 9 ชั่งโมงก็ตาม แต่ที่รู้ว่าทำให้ไม่ปกตินั่นก็คืออาหาร อาหารที่ไทยกับเซี่ยงไฮ้ไม่เหมือนกัน แม้จะจ้างเชฟไทยชื่อดังเชฟพวกนั้นก็ไม่สามารถทำรสชาติให้เหมือนกับยี่หวาได้เลยสักคนเดียว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาดูผอมลง
“ อาหารที่นั่นทานไม่ได้เลยอย่างนั้นเหรอคะคุณเฉิน?” เธอขมวดคิ้วถาม ถึงขั้นทำให้เขาหน้าตอกจนเห็นได้ชัดขนาดนี้ก็หมายความว่ากินไม่ได้เลยหรือกินได้น้อยมาก ๆ
“ ก็ไม่ถึงกับกินไม่ได้หรอก รสชาติมันไม่ได้อร่อยเหมือนกับที่เธอทำ” เขาพูดพร้อมกับตักแกงกะทิเข้าปากแล้วมองเธอ
“ ยะ...อย่างนั้นเหรอคะ?” เมื่อถูกชมว่าอาหารอร่อยใบหน้าสวยก็แดงระเรื่อขึ้นด้วยความเขิน นี่เป็นครั้งแรกที่ถูกชมแล้วเสียอาการแบบนี้ เธอเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงได้ใจเต้นกับชมของเฉิน ทั้งที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ถูกชมมาเยอะแล้ว คิดว่าตัวเองจะชินกับคำชมพวกนั้นเสียอีก
“ อื้อ แกงกะทิ อร่อยกลมกล่อมดีนะ ฉันชอบ”
“ ถะ...ถ้าอร่อยก็ทานเยอะ ๆ นะคะคุณเฉิน ไม่พอเดี๋ยวยี่หวาไปทำให้ใหม่กี่ครั้งก็ได้” ใบหน้าเดิมก็แดงอยู่แล้ว ตอนนี้กลับลามแดงไปทั่วใบหูและลำคอ
“ แล้วทำไมหน้าเธอถึงแดงอย่างนั้นล่ะ ไม่สบายเหรอ?” ชายหนุ่มที่เห็นใบหน้าของหญิงสาวแดงก่ำก็แอบเป็นห่วงคิดว่าเธอไม่สบายอีกแล้ว เขาเอื้อมมือเพื่อจะสัมผัสกับหน้าผากของเธอ
“ มะ...ไม่ใช่ค่ะ ยี่หวาสบายดี ยี่หวาสบายมากเลยค่ะ เอ่อ...ยี่หวาขอตัวก่อนนะคะ เจอกันพรุ่งนี้ค่ะ” หญิงสาวเด้งตัวลุกขึ้นยืนอย่างไวด้วยท่าทีที่ลุกลี้ลุกลนจากนั้นก็รีบขอตัวออกไปจากห้องทำงานของชายหนุ่มทันที ปล่อยให้เฉินนั่งมองด้วยความงุนงงในห้องเพียงลำพัง
1 สัปดาห์ต่อมา
“ สาว่าไหมว่าอาเฉินช่วงนี้ดูมีความสุข” พิมพาถามป้าสาที่กำลังยกขนมมาเสิร์ฟให้ที่ห้องหนังสือ
“ สาก็คิดแบบนั้นเหมือนกันค่ะคุณผู้หญิง” ป้าสาเองก็คิดเดียวกับกับพิมพาเหมือนกัน
“ ฉันรู้สึกว่าอาเฉินน่ะยิ้มมากขึ้นและพูดคุยกับฉันมากขึ้น ซึ่งอาเฉินไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน สาคิดว่าทุกอย่างมันเป็นเพราะหนูยี่หวาหรือเปล่า?”พิมพาอยากได้ยินคำตอบจากป้าสาว่าหล่อนคิดเหมือนกับที่ตนคิดไหม
“ สาก็คิดแบบนั้นเหมือนกับคุณผู้หญิงเป๊ะเลยค่ะ สาไม่เคยเห็นคุณเฉินยิ้มอย่างมีความสุขขนาดนี้มาก่อนในชีวิต” ตั้งแต่เฉินโดนพรากจากพิมพานับตั้งแต่นั้นมาเขาก็ไม่เคยยิ้มหรือพูดคุยกับคนอื่นได้อย่างมีความสุขอีกเลย แต่พอเขาได้เจอกับยี่หวาเขาก็เปลี่ยนไปจากเดิมมาก ซึ่งมันเป็นผลดีต่อทั้งตัวเขาและทุกคน
“ ฉันว่านะสาอาเฉินกับหนูยี่หวาต้อง เริ่มมีใจ ให้กันเป็นแน่ ช่วงนี้ปล่อยให้ทั้งสองใกล้ชิดกันไปเรื่อย ๆ ฉันว่าหนูยี่หวาเนี่ยแหละจะเป็นคนที่รักษาบาดแผลของอาเฉินให้เขากลับมาเป็นคนปกติที่มีอารมณ์และความรู้สึกเหมือนกับคนทั่วไปเขา” พิมพาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม หากคนรักของลูกชายเป็นยี่หวาหล่อนจะไม่ขัดขว้างเลยและจะยินดีเป็นอย่างดีหากเป็นผู้หญิงที่จิตใจดีแบบเธอ
