บทที่ 5 ตอนที่ 5 หน้าหล่อเย็นชา

ณ ห้องทำงานส่วนตัว

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

           “ ขออนุญาตเข้าไปนะคะ” เสียงเคาะประตูจากหน้าประตูห้องทำงานทำให้มือหนาที่จับปากกาเซ็นเอกสารชะงักไปสักครู่ก่อนที่จะกลับมาขีดเขียนลงบนกระดาษเหมือนเดิม

           “ เข้ามา” เขาตอบกลับคนหน้าประตูอย่างไม่ใส่ใจ

           “ คุณเฉินเรียกยี่หวามามีเรื่องอะ... แค่ก แค่ก แค่ก” ทันทีที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของห้อง ยี่หวาก็ค่อย ๆ เปิดประตูแล้วเดินเข้าไปภายในห้องทำงานสีดำหรูหรา ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยถามให้จบหญิงสาวก็ถึงไอออกมาด้วยความสำลักควันบุหรี่ของชายหนุ่ม

           “ อา” เฉินรับรู้และได้ยินเสียงไอของยี่หวาแต่เขาก็ไม่สนใจหรือดับครันบุหรี่ของตัวเองลงในทันที ชายหนุ่มไม่ได้เป็นเดือดเป็นร้อนกับอาการของคนตรงหน้าเล็กสักนิด แต่กลับพ่นควันบุหรี่ออกมาเรื่อย ๆ

           “...” ยี่หวาได้แต่เอามือตัวเองปิดจมูก

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

           “ มาใกล้ ๆ” เขาดับบุหรี่ลงในที่เขี่ยบุหรี่และวางปากกาลงจากนั้นก็เคาะลงบนโต๊ะไม้หรูสามทีเป็นการเรียกให้คนตรงหน้าเข้ามาใกล้ ๆ เพื่อจะได้เห็นใบหน้าชัดเจนของคนที่ทำอาหารได้ถูกปากของเขาได้เป็นครั้งแรก

           “ ค่ะ” เธอค่อย ๆ เดินเข้าไปหาเขาใกล้ ๆ ทำให้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาไร้ที่ติของเฉินซึ่งดูดีกว่ารูปถ่ายเสียอีก เขาหล่อแต่กลับเย็นชาไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ ราวกับตายด้านยังไงยังนั้น

           และเขาเองก็เห็นใบหน้าของผู้หญิงที่ทำให้เขาพึ่งพอใจในอาหารเป็นครั้งแรก ใบหน้าของเธอสวยหวานแบบไทย ๆ ปากนิดจมูกหน่อย ดวงตากลมโต ผมดำยาวสลวยจนถึงเอว ร่างผอมบางทว่าก็ยังมีน้ำมีนวล ผิวสีน้ำผึ้งสวยเรียบเนียน ซึ่งรูปลักษณ์ภายนอกตรงตามสาวในอุดมคติของเฉินเป๊ะ

           “ ชื่ออะไร?” การเอ่ยถามชื่อบ่งบอกว่าชายหนุ่มกำลังเกิดความสนใจในตัวหญิงสาว เป็นครั้งแรกที่เขาเกิดความสนใจในหมู่มวลมนุษย์ ปกติเขาจะไม่ใจมนุษย์คนไหนเลยนอกจากแม่และตัวเอง

           “ ชื่อยี่หวาค่ะ” เธอตอบท่าทางที่เกร็ง ๆ เล็กน้อยเพราะน้ำเสียงที่เขาถามดูดุ ๆ เล็กน้อยทั้งที่เป็นน้ำเสียงปกติของเขา เผลอ ๆ อาจจะอ่อนโยนด้วยซ้ำไป

           “ อื้ม ยี่หวาสินะ” ชายหนุ่มเอ็นหลังพิงเก้าอี้พร้อมกับมองยี่หวาที่ยืนตัวเกร็งเพราะถูกสายตาของเฉินมองตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับกำลังหารอยตำหนิบนร่างกายของหญิงสาว

           “ ค่ะ คือว่ามีเรื่องอะไรอย่างนั้นเหรอคะคุณเฉิน?” ยี่หวารู้สึกอึดอัดที่อยู่ห้องโดยลำพังกับเฉินจึงรีบถามให้จบให้สิ้นสักทีหวังอยากจากห้องนี้ไว ๆ

           “ ที่เรียกเธอให้มาพบก็เพราะฉันอยากให้เธอมาทำงานทุกวัน ห้ามหยุด เว้นเสียแต่ไม่สบายจนไม่สามารถหอบสังขารมาที่นี่ไม่ได้เท่านั้น เข้าใจใช่ไหมยี่หวา?” ชายหนุ่มแค่อยากให้เธอทำงานที่นี่ไปนาน ๆ เนื่องจากมันเป็นผลดีต่อแม่ของเขา แต่กลับสื่อสารในทางที่อ่อนโยนไม่เป็นเลยดูเหมือนเป็นออกคำสั่งออกไปในทางบังคับมากกว่า

           “ เอ่อ...ได้ค่ะ” เธอก้มหน้าตอบรับ ในหัวของเธอก็มีความคิดอยากทำงานที่นี่ไปเรื่อย ๆ อยู่แล้ว ทั้งพิมพาป้าสาและคนอื่น ๆ ต่างใจดีด้วยทั้งนั้น มีเวลาพักผ่อนอ่านหนังสือและเงินเก็บอีก ทว่ามีเพียงแค่ที่ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอก็มีแค่เฉิน ยี่หวาไม่อยากคิดมากเนื่องจากเขาไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่อยู่แล้วจึงไม่ได้ซีเรียสอะไรมากนัก บวกกับไม่อยากตัดสินเขาในทางที่ไม่ดีเพียงเพราะเขาเย็นชาเท่านั้น

           “ อื้ม ไปได้แล้ว” เมื่อเห็นว่าตรงหน้าแสดงท่าทางอึกอัดอย่างเห็นได้ชัด เฉินจึงให้เธอออกไป ตัวเขาไม่ถือสาอะไรที่ผู้อื่นรู้สึกอึดอัดที่อยู่กับเขาตามลำพัง ซึ่งมันเป็นแบบนี้กับทุกคนแม้ขนาดนักลงทุนที่ต้องพูดคุยสื่อสารเรื่องงานก็มักจะเป็นแบบนี้ทุกครั้ง ชายหนุ่มชินกับมันแล้วก็รู้ตัวอยู่เสมอว่าตัวเองไม่ได้ดีอะไร

           “ งั้นยี่หวาขอตัวก่อนนะคะ อยากทานอะไรเพิ่มเติมก็สั่งมาได้เลยค่ะ” เธอพูดทิ้งท้ายไว้ก่อนที่จะเดินออกไปจากห้องทำงานของเขาไป

           “ ...” ชายหนุ่มไม่พูดอะไรได้แต่มองตามแผ่นหลังเล็กที่เดินออกไปด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย ภายในใจก็แอบมีความรู้สึกดีอยู่เล็กน้อยที่ยี่หวายังใส่ใจถามถึงเมนูที่เขาอยากกิน ปากหนายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย พอรู้ว่าตัวเองเผลอคิดเรื่องไร้สาระเฉิยก็รีบสะบัดความคิดนั้นออกจากหัวให้หมดพร้อมกับนั่งทำงานเหมือนเดิม

1 วันต่อมา

           ครึ่งเช้าเฉินนั่งทำงานของตัวเอง จากนั้นช่วงบ่ายก็ออกไปข้างนอกกับแม่ แม้เขาจะงานเยอะมากเท่าไหร่ในช่วงเวลาสัปดาห์สุดท้ายชายหนุ่มก็จะหาเวลาอยู่กับมารดา

           “ ขอบใจนะอาเฉินที่มาเดินเล่นเป็นเพื่อนแม่ ว่าแต่อยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ถ้าอยากกินให้บอกหนูยี่หวาได้นะลูก” ลูกชายกลับมาทั้งทีหล่อนก็อยากให้เขาได้กินของอร่อยดี ๆ ยิ่งถ้าเป็นฝีมือแสนอร่อยของยี่หวาก็จะดีขึ้นไปใหญ่

           “ ไม่เป็นไรครับ ผมกินอะไรก็ได้ขอแค่ได้อยู่กับแม่ก็พอ” ชายหนุ่มเอ่ย ในชีวิตเขาไม่มีอะไรสำคัญเท่าแม่อีกแล้ว ในใจอยากจะให้แม่ไปอยู่กับเขาที่เซี่ยงไฮ้แต่ด้วยเหตุผลหลายอย่างจึงไม่สามารถพาหล่อนไปอยู่ด้วยได้ ทำได้มากที่สุดก็แค่กลับมาหาพิมพาเดือนละครั้งเท่านั้น

           “ จ้า แม่รู้ลูกรักแม่รู้” พอได้ยินและเห็นแววตาของเฉิน พิมพาก็รู้ราวกับอ่านใจเขาออก หล่อนโอบกอดคนตรงหน้าอย่างหลวม ๆ เป็นการปลอบประโลมหัวใจของเฉินที่บอบช้ำจากเรื่องราวต่าง ๆ มากมายที่เคยเกิดขึ้นกับเขา หล่อนรู้ทุกอย่างแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

           “ อย่าเศร้าไปเลยครับแม่ ผมไม่อยากให้แม่เศร้าเพราะผม ฉะนั้นอย่าเศร้าเลยนะ ผมไม่เป็นอะไร ไม่เป็นอะไรเลย” เขาซบลงที่ไหล่ของแม่อย่างอ่อนโยน ปากบอกไม่เป็นอะไรทว่าเขาได้สูญอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

           “ อะ นั่นหนูยี่หวามาแล้ว” พอพิมพาเห็นรถคันหรูขับเข้ามาหล่อนก็ผละออกจากลูกชาย ยิ้มอย่างดีใจ หล่อนโบกมือทักทายเธอ

           “...” ชายหนุ่มไม่พูดอะไรได้แต่มองยี่หวาในชุดนักศึกษาที่เดินลงมาจากรถ พอเธอเห็นเขากับแม่ก็ยกมือไหว้สวัสดีด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม รอยยิ้มแสนหวานของยี่หวาทำเอาเขาชะงักไปก่อนจะได้สติตอนแม่เรียกชื่อเขา

           “ อาเฉิน อาเฉินลูก”

           “ ครับแม่”

           “ กำลังมองหนูยี่หวาเหรอลูก?” คนเป็นแม่เอ่ยแซว รอฟังคำตอบจากลูกชายซึ่งคำตอบที่ได้ทำเอาหล่อนถึงประหลาดใจไม่น้อย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป