บทที่ 3 ใครก็ไม่ต้องการ 3
“มะ...ไม่ค่ะ หนูกำลังจะกลับบ้าน” เธอไม่มีที่ไปด้วยซ้ำ หากว่ากลัวป้าหน้าสวยคนนี้ ไม่กล้าไว้ใจ บอกไปก่อนดีกว่าว่าจะกลับบ้าน เธอมีบ้านนะ ไม่ใช่เด็กต่างจังหวัดเพิ่งเข้ากรุง
“กลับบ้าน ?” สภาพแบบนี้ไม่น่ามีบ้าน สาวเปรี้ยวมองมันตาตั้งแต่หัวลงไปจนถึงรองเท้าแตะเก่าๆ “เอางี้ ถ้าสนใจทำงาน ติดต่อมาหาพี่นะ ที่นี่มีงานให้คนสวยอย่างน้องทำเยอะแยะ ขอแค่อยากทำไม่เกี่ยงงานเป็นพอ” อาบน้ำแต่งหน้าใส่เสื้อผ้าสวยๆ หน่อย ท่าจะสวยน่าดูนะน้องคนนี้ สาวเปรี้ยวคิดหากำไรจากความสวยของสาวหน้าเฉี่ยวคนนี้
มันตาไม่รับนามบัตรอันนั้นมา ปฏิเสธด้วยการบิดตัวทำท่าจะเดินหนี หากว่าโดนยัดนามบัตรใส่มือมาหน้าตาเฉย
“สักวันเธอจะนึกถึงฉัน อย่าเพิ่งทิ้งมัน เก็บไว้ก่อน มันไม่ทำให้กระเป๋าเธอหนักเพิ่มมากนักหรอก” แล้วสาวเปรี้ยวจี๊ดชุดดำเซ็กซี่จึงเดินจากไป พร้อมกับผู้ชายพุงพุ้ยหุ่นอาเสี่ยหนีบกระเป๋าที่รักแร้
นับแต่วันนั้นมันตาทำงานกับพี่เปรี้ยว ร่วมหกเดือนแล้ว แบ่งเวลาทำงานกลางคืน เรียนกลางวัน รายได้อยู่ในเกณฑ์ดี ครั้นพอมีเงินแต่ดันไม่พอใช้ ไหนจะค่าห้อง แล้วยังค่าแต่งตัว แถมยังมีค่าเทอม ทีนี้กลายเป็นผู้หญิงมีค่าใช้จ่ายมากมายเกินเงินที่หาได้ มันเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว จากเดิมทีเมื่อก่อนเคยฝันว่าถ้าตัวเองจะมีเงินคงมีชีวิตดีขึ้น
“แกเอาเงินที่ไหนมาซื้อกระเป๋าแพงๆ ใช้วะ” เพียวเดินมาเจอมันตาตรงโต๊ะประจำหน้าคณะนิเทศศาสตร์
“ของก็อป” มันตาตอบเลี่ยงไป ปกติคนเราก็ดูของจริงของก็อปไม่เป็นอยู่แล้ว หลอกมั่วไปเพียวน่าจะเชื่อ
“ก็อปเนียนซะขนาดนี้ ต้องเกรดพีเมียมป๊ะวะ”
“ก็อปเนียนจนแกเข้าใจว่าเป็นของจริงเลยหรือเพียว”
“เนียนสิ ดูหนังสิ ถ้ามองไกลๆ นึกว่าแกซื้อของจริงราคาเป็นหมื่นๆ เลยนะ”
“โอ๊ยยย ยาจกอย่างฉัน 150 ก็หรูแล้ว”
“นี่นะ 150 ฉันว่าห้าหมื่นสิไม่ว่า”
“บ้าแก เออ วันนี้ฉันโดดคาบอาจารย์นารานะ แกเช็คชื่อให้ฉันด้วย”
“แกโดดวิชานี้จนจะหมดสิทธิ์สอบแล้วนะ ขืนโดดอีกได้หมดสิทธิ์สอบของจริงแน่”
“ฉันต้องทำงานนี่หว่า เอาน่าฝากเช็คชื่อให้หน่อยแล้วกัน ถือว่าช่วยเพื่อนทำไงได้ ฉันไม่ได้มีพ่อแม่เปย์ให้”
“งานอะไรของแกวะ ต้องไปทำทั้งที่เรียนอยู่”
“เออน่า ฉันมันต้องกินต้องใช้ เดี๋ยวค่าห้อง ค่าโน่น นี่ นั่น เยอะแยะไปหมด ฉันมันผู้หญิงมีค่า ไม่ขยันเป็นได้อดตาย” พูดจบมันตาก็เก็บของ ตวัดสายกระเป๋าหรูขึ้นสะพายไหล่ กระเป๋าใบนี้เพิ่งถอยออกมาหนังยังหอมกรุ่นอยู่เลย มันตาสั่งเพื่อนเสร็จจึงโบกมือลาเดินจากไป ทิ้งให้เพียวงงอยู่กับการรีบร้อนของมันตา แถมยังโดดเรียนคาบภาษาฝรั่งเศสของอาจารย์นาราอีกด้วย
“ทำไมเรียกตัวเร็วคะพี่เปรี้ยว” เธอกำลังจะไปเรียนสองคาบสุดท้าย พี่เปรี้ยวดันโทร.เรียกตัวเสียก่อน สั่งแต่ให้รีบเข้าร้านเร็วกว่าทุกวัน
“มีแขกเยอะนะสิหนูตา” พี่เปรี้ยวแจงธุระที่เรียกเด็ก เพื่อนให้เร่งเข้ามาทำงาน นั่นเร็วกว่าเวลาทำงานจริง ก็เพื่อมาเตรียมตัวรับแขกวีวีไอพี (VVIP)
“โอกาสอะไรคะเนี่ย” ปกติเวลาเริ่มงานหกโมงเย็น เธอจะมาแต่งตัวก่อนเวลาทำงานราวหนึ่งชั่วโมง
“แขกพาลูกค้ามาเอนฯ ที่ร้านเรา” พี่เปรี้ยวแกหาลูกค้าเก่ง เมกโอเวอร์รูปสาวขึ้นบอร์ดอยู่ประจำ ราวว่ามีเด็กใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา อันที่จริงก็เด็กเก่าทั้งนั้น แค่อาศัยแต่งรูปให้สวยเลิศมุมใหม่เท่านั้นเอง
“โห...สมัยนี้เค้าพาลูกค้ามาเอนฯ ตามอาบอบนวดหรือคะ”
“แหม หนูเลิฟ” มันตาถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อใช้ในงานบริการ เกี่ยวกับการหว่านเสน่ห์และเอนเตอร์เทรนลูกค้า เนื่องด้วยหญิงสาวยังเป็นนักศึกษา เกรงว่าจะส่งผลถึงสถานศึกษา “หนูเป็นตัวทำเงินของเรา พี่ต้องเรียกหนูมาสิจ๊ะ” คนสำคัญนี่
“วันนี้ใส่ชุดนี้นะจ๊ะ” พี่เปรี้ยวหยิบชุดพิเศษมาชูไว้ตรงหน้า
“มีชุดใหม่ให้ด้วยหรือคะ ปกติหนูก็หยิบจากในตู้ใส่” เดรสสั้นสีเงินเปิดแผ่นหลัง สายที่ไหล่เล็กเท่าเส้นสปาเก็ตตี้ ใส่ไว้ให้เซ็กซี่เรียกสายตาแขก ดึงดูดให้เลือกเด็กสาวผู้เป็นดาวเด่นของ ‘เปรี้ยวซ่า’ ชุดนี้เหมาะกับหุ่นแบบบาง แถมผิวขาวเนียนอย่างน้องเลิฟเป็นที่สุด ใครใส่คงไม่สวยเท่าสาวน้อยคนนี้
“ไม่ได้ วันนี้ต้องใส่ชุดใหม่ ต้อนรับแขกวีไอพีสิ จะใส่ชุดเดิมๆ ได้ยังไง เอาไปจ้ะ แต่งหน้าสวยๆ ด้วยนะ” พี่เปรี้ยวกระซิบข้างหูมันตา
“เอาแบบนั้นหรือพี่” มีมันตาเท่านั้นที่เรียกเปรี้ยวว่าพี่ ส่วนใหญ่เด็กในร้านเรียกเจ๊เปรี้ยวกันทั้งนั้น
“แต่งให้ดูเป็นเด็ก ลูกค้าแก่ๆ ชอบ” พร้อมกับยิ้มหวานสำทับคำสั่ง
“ได้สิคะ ไสยๆ ใช่ไหมคะ” ไม่ใช่ใสๆ แต่เป็นไสยศาสตร์ เล่นของเล่นมนตร์ดำ เพื่อให้แขกรักแขกหลงเงินแขกจะได้ออกจากกระเป๋ามาอยู่ในกระเป๋าเธอให้มากที่สุด จะได้มีเงินซื้อของดีราคาแพงเพื่ออัปเกรดตัวเองเป็นคุณหนูบ้านรวย สาวน้อยยิ้มรับทรัพย์
คืนแห่งการทำงานเอนเตอร์เทรนลูกค้ากระเป๋าหนัก มันตาได้ทิปมาตุงเต็มในกระเป๋า พอได้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว และค่าเช่าห้อง กำลังนับเงินอยู่ในห้องพักหลังจากกลับมาจากทำงาน จู่ๆ ห้องก็ถูกเคาะเสียงดังรัวๆ จนต้องตกใจ ลนลานเก็บเงินยัดในลิ้นชัก ช่างใจว่าจะเปิดประตูดีไหม ยังไม่ทันได้คิดตัดสินใจ เสียงประตูถูกเคาะรัวๆ อีกครั้ง
“มาแล้วๆ” หญิงสาวมองดูลิ้นชักที่เก็บเงินอีกที มั่นใจแล้วว่าล็อกดีแล้ว จึงเดินไปยังประตู ส่องตาแมวแล้วก็ถอนหายใจทำหน้าเซ็งเอามากๆ
“ทำอะไรอยู่มาเปิดช้า รู้ไหมยืนจนขาแข็ง” ผู้ชายคนหนึ่งก้าวเข้ามาในห้อง ถอดแจ็กเก็ตหนังออกจากตัว ปาไปตรงโซฟามุมห้องด้วยเพลิงโทสะ
“หลับอยู่” หญิงสาวตอบเลี่ยงความจริง
“ไม่ใช่แชทกับผู้ชายอยู่ล่ะ”
“ดูโทรศัพท์ได้เลย เธอนี่ขี้ระแวง วันๆ ฉันทำงานกับเรียนหนักจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน เอาเวลาที่ไหนมาทำเรื่องไร้สาระอย่างที่เธอว่า” เมื่อก่อนทำไมเธอรักผู้ชายคนนี้จนโงหัวไม่ขึ้น สำหรับตอนนี้แม้แต่หน้าก็ไม่อยากเห็น
“ไม่รู้สิ” ชายหนุ่มเจ้าอารมณ์ไหวไหล่
“มาหาฉัน มีอะไรก็ว่ามา” หลายวันแล้วที่นายไม่แวะมา มันตาดีใจอย่างมาก ได้อยู่แบบไม่ต้องคอยปั้นหน้าเอาใจแฟนที่ไม่เหมือนแฟน
“มีเงินไหม” ประโยคประจำที่นายพูดเวลาเจอหน้ามันตา แฟนกันภาษาอะไร ไม่พูดคำว่าคิดถึง รักจัง มากอดทีกับแฟนตัวเอง เจอหน้าขอแต่เงิน
