บทที่ 7 ลุงหล่อ 3
แม่บ่นอยากอุ้มหลาน เขาได้แต่ผลัดวันกับท่าน หยิบโทรศัพท์ติดมือออกไปนอกห้อง หวนคิดถึงเด็กสาวน่ารักสดใส รูปร่างช่างเย้ายวนหัวใจ ร่างกายหนุ่มใหญ่สั่นสะท้าน เพียงแค่นึกถึงเธอคนนั้น ป่านนี้จะนอนหรือยังนะ
“สวัสดีค่ะ” มันตาทำงานเอนฯ แขกอยู่ในผับกึ่งอาบอบนวด ช่วงพักจึงแยกตัวออกมานั่งผ่อนคลายอยู่ด้านนอก บังเอิญเสียงโทรศัพท์ดัง หยิบขึ้นมาดูหน้าจอ “ลุง !” ตายจริงเขาโทรมาเวลาแบบนี้นี่นะ ยกข้อมือดูนาฬิกา “ห้าทุ่ม” เป็นเวลาที่แขกเยอะ เอาไงดีมันตามองรอบตัวด้วยอาการเลิ่กลั่ก เสียงจากด้านในลอดออกมาไม่ดังมาก น่าจะกดรับสายได้
อะแฮ่ม เอ่อ สวัสดีค่ะคุณลุง มันตาซ้อมทำเสียงสอง สาม สี่ ก่อนจิ้มรับสายลุง ไม่เห็นหน้าแต่ปั้นหน้าสวย ทำแววตายั่วยวน เพื่อ ?
“สวัสดีค่ะ ใครคะ” ทำเป็นถามแต่ใจระเริง เนื้อเต้นร้อนผ่าวๆ
“ลุงเอง” เสียงทุ้มตอบ
“ลุงไหนคะ” ก็นะทำไก๋ แกล้งโง่ไปตามจริตมารยาหญิงสาววัยรุ่น
“แยกกันไม่กี่ชั่วโมง จำลุงไม่ได้แล้วหรือคะ หรือหนูตามีลุงคนอื่นอีกหลายคน” ลุงตัดพ้อมีความน้อยใจ
“ใช่ลุงณุหรือเปล่าคะ” แกล้งถามไปอย่างนั้น จำได้ตั้งแต่คำแรกที่เขาพูด
“คนนั้นแหละ” ภาณุยิ้มอย่างดีใจที่สาวน้อยจำเขาได้
“อ๋อค่ะ ก็หนูไม่คุ้นเสียงลุงนี่คะ ส่วนลุงอื่นๆ ก็มีค่ะ อย่างพี่ชายพ่อค่ะ” เธอมีพี่ชายพ่อตอนไหน
“อยากคุ้นไหมละ ลุงจะไปพูดอยู่ใกล้ๆ หูหนูเลย”
“แค่ใกล้หูเท่านั้นหรือคะ” มีความแหย่คนรุ่นลุง จริงๆ เขาแค่รุ่นอา แต่อยากเรียกลุง ดูน่าเกรงขาม น่าปอกลอกดีจะตาย
“หนูตาอยากให้ลุง ใกล้แค่ไหนล่ะ”
“หนูตามใจลุงค่ะ”
ทั้งสองคุยโทรศัพท์หัวร่อต่อกระซิก ทำเสียงสองเสียงสาม แม้ว่าภาณุไม่เคยทำเสียงอย่างหนุ่มจีบสาว พอคุยกับมันตาเขายังสามารถทำได้เมื่อใจพาไป หนูมันตาทำให้เลือดความหนุ่มวิ่งพล่าน จนอยากวิ่งไปเจอหน้าเธอมากกว่าคุยโทรศัพท์อยู่แบบนี้ ได้ยินเสียงจะชื่นใจเท่าเห็นหน้าเป็นไม่มี
“หนูตาว่างไหม” ได้คุยกับเด็กสาว หัวใจหนุ่มใหญ่ช่างกระชุ่มกระชวย การแอบคุยถือเป็นความท้าทายของผู้ชายชนิดหนึ่ง
“ตอนไหนคะ” ก็ทำไก๋ไปแหละ เพื่อให้ตัวเองดูไร้เดียงสาอย่างที่สุด ผู้ชายมักตายเพราะเด็กโง่ทั้งนั้น
“ตอนนี้” คนแก่อยากเจอเด็กใจแทบขาด เด็กนักศึกษาเวลานี่ก็ต้องนอนแล้ว ทำไมมันตายังคุยโทรศัพท์อยู่ อาจจะเป็นเพราะเขาที่โทรปลุกหรือเปล่า ลุงโทษตัวเองด้วยความหลงเด็ก
“หนูทำงานค่ะลุง”
“อะไรเป็นนักศึกษา ไม่ได้มีหน้าที่เรียนหรือ” เด็กของเขาลำบากต้องทำงานด้วยเรียนด้วยแบบนี้ น่าสนับสนุนทุนการศึกษา จะได้เห็นความเจริญเติบโตของเด็ก
“นั่นคนอื่นค่ะ หนูต้องทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเอง” การสร้างดราม่า มักจะทำให้ผู้ชายสงสาร และเธอต้องปูทางนำเข้าเรื่องไปทีละเล็กละน้อย
“จริงหรือโม้เนี่ย” อยากโอนช่วยค่าเทอมชมัด ลุงแอบคิด แต่ยังไม่กล้าออกตัวแรง เกรงเด็กดีๆ ตกใจเสียก่อน
“ลุงคะ”
“ว่าไงคะ”
“หนูต้องทำงานแล้ว แค่นี้นะคะลุง” เสียงพี่เปรี้ยวเรียกไปทำงาน เกือบแทรกเข้าไปในโทรศัพท์ ดีที่ปิดไว้ทันไม่ทำให้เสียงพี่เปรี้ยวเล็ดลอดให้ลุงได้ยิน ไม่งั้นแหที่หว่านเอาไว้พานจะทำให้ปลาตัวใหญ่ลอดออกไปได้
“ค่ะ เสียดายจังอยากคุยกับหนูตานานๆ” คุยไม่รู้เบื่อเลย เด็กเสียงอ้อน คุยน่ารักมาก เจอคนถูกใจก็ไม่อยากปล่อยมือไป
หญิงสาวกดตัดสาย เพื่อไปทำงานตามหน้าที่ ใช่ว่าจะอยากทำ แต่เพราะความจนมันน่ากลัว การไม่มีกิน การไม่มีใครต้องการมันเจ็บปวด เดินกลับเข้าไปปั้นหน้ายิ้มต้อนรับแขกร้อยแปดพันเก้า ไม่ใช่ว่าลูกค้าจะสุภาพสุขุมทุกคน บางคนลามก มือไว ดื่มอย่างเดียวไม่ได้มือยังแอบลูบคลำอย่างหน้าด้านๆ
หน้าที่ของเธอนั่งดื่มกับลูกค้า คอยเชียร์ให้ซื้อเหล้า เด็กที่ร้านนี้ออกไปกับลูกค้าได้ ทว่าเธอไม่เคยออกไปกับลูกค้า ทำงานเอนฯ อย่างเดียว พี่เปรี้ยวเคยเชียร์ให้ออกไปกับลูกค้า เพราะได้เงินเยอะกว่าการเชียร์เครื่องดื่ม สำหรับมันตา ยังไม่กล้าพอ เงินทิปเก็บไว้เพื่อซื้อของที่อยากได้ถือว่าพอได้อยู่ ถ้าประหยัด
เธอเป็นผู้หญิงมีค่า ต้องขยันทำงาน ตั้งแต่ออกจากบ้านแม่ ไม่เคยย้อนกลับไปอีกเลย รู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีใครต้องการ ยิ่งทางพ่อหลงครอบครัวใหม่ ไม่มีเธอเป็นลูกอีกต่อไป เธอไม่มีที่ไปห้องเช่าเล็กๆ คือที่ซุกหัวนอนหรูสุด สำหรับฐานะลุ่มๆ ดอนๆ อย่างเธอ
“ไง...หนู...เลิฟ” เสียงเด็กในร้านมีความอาวุโสกว่า อาจจะเรียกว่าเก่าแก่ค้างร้านเลยก็ว่าได้ เดินผ่านมันตาแล้วก็เรียกด้วยเสียงหยามๆ
“ตกแขกได้กี่คนล่ะ” ถือเป็นเด็กใหม่ อายุน้อยสดใส มึงคิดจะทำอะไรเหยียบหัวกูก็ได้สินะ อีเด็กเวร “ยิ้มแบบนี้ เยาะเย้ยกูสินะ”
“เปล่านะพี่ หนูไม่คิดจะทำแบบนั้น”
“ตอแหล เห็นอยู่ว่ามึงเดินผ่านกูแล้วยิ้มเยาะเย้ย”
“พี่เอาอะไรมาพูด หนูแค่คุยโทรศัพท์กับเพื่อน”
“มึงเถียงกู อยากโดนตบใช่ไหม” อารมณ์เสีย ลูกค้าไม่เรียก เมื่อกี้เดินมา พี่เปรี้ยววานเธอให้ช่วยตามอีเด็กเลิฟ มารับลูกค้า อีเด็กนี่มันก็แค่ใส และเด็กกว่าเท่านั้นแหละวะ ไง...เธอก็เคยเด็ก อย่าหยามกันให้มาก
“อีแมท อีนก จับมันกูจะตบสั่งสอนมัน มันจะได้รู้ที่นี่ใครคุม อย่าได้ข้ามหัวกู” มันนี่สั่งเพื่อนทั้งสองที่ยุยงให้สั่งสอนอีเด็กเลิฟ คนโปรดของพี่เปรี้ยวให้รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการเอนฯ เสียบ้าง
เพื่อนทั้งสองลังเลนิดหน่อย แต่เพื่อปากท้อง จึงยอมพุ่งตัวเข้าไปจับ ล็อกตัวมันตา มันนี่เงื้อฝ่ามือตั้งใจจะตบระบายอารมณ์ เรื่องใครใหญ่ ใครคุมอันที่จริงไม่ใช่สาระ แต่ทั้งหมดแค่ความหมั่นไส้ เด็กสาวกว่าเท่านั้น
มันตาหลับตาเบี่ยงหน้าหนี ต่อให้พยายามดิ้นหนีจากวงล้อมคนของพี่มันนี่แค่ไหน โดนรุมสามแบบนี้ถือว่าหนีไม่ง่าย เด็กสาวดิ้นแต่ก็ไม่สำเร็จ
มันนี่เตรียมตบเต็มที่ ทันใดนั้นกลับต้องชะงัก ยกฝ่ามือค้างไม่ต่างกับนักวอลเล่บอลจะตบลูกหนัง
“แกจะทำอะไรมันนี่” พี่เปรี้ยวโผล่มา พอเห็นว่ามันตาไม่มารับลูกค้าเสียที วานให้มันนี่มาตาม ก็ยังไม่โผล่หน้าไปทั้งสองคน จึงเดินตามหาด้วยตัวเอง
“ปะ...เปล่าค่ะพี่เปรี้ยว ก็พี่เปรี้ยววานให้มันนี่มาตามน้อง...เลิฟไงคะ นี่ไงเจอตัวแล้ว” เจ็บใจนักพี่เปรี้ยวมาเจอซะก่อน ไม่อย่างนั้นได้ตบระบายอารมณ์ไปแล้ว
“ทำไมต้องจับตัว”
“กลัวน้องหายไปอีก แขกจะโวยวาย เดือดร้อนพี่เปรี้ยวอีก มันนี่เลยจะพาตัวไปส่งให้พี่เปรี้ยวค่ะ”
