บทที่ 10 เพื่อนร่วมห้อง

เช้าวันรุ่งขึ้น รถ SUV สีดำเคลื่อนตัวออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่รีสอร์ตหรูในต่างจังหวัด ท้องฟ้าสีครามสดใสตัดกับหมู่เมฆสีขาวดูงดงามราวกับฉากในภาพยนตร์ แต่ในหัวของพิมพ์ขวัญกลับเต็มไปด้วยความคิดที่ซับซ้อน 

เธอมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยด้วยสายตาช่างสังเกต เสื้อเชิ้ตพับแขนลวก ๆ ที่เขาสวมดูเรียบง่าย แต่กลับส่งเสริมบุคลิกของเขาให้ดูดีผิดปกติสำหรับคนขับรถทั่วไป 

‘คนขับรถของ Volo...ต้องดูดีขนาดนี้เลยเหรอ’ คำถามแวบเข้ามาในหัวเธอ ก่อนที่เธอจะพยายามเก็บอาการ ไม่ให้ความสงสัยเผยออกมามากเกินไป 

เธอยิ้มบาง ๆ ขณะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงชวนคุยเล่น “คุณพฤกษ์...ก่อนที่จะมาทำงานกับ Volo คุณทำอะไรมาก่อนเหรอคะ” 

พฤกษ์เหลือบมองเธอผ่านกระจกมองหลัง รอยยิ้มบาง ๆ ที่ดูมีความนัยแตะแต้มอยู่บนใบหน้าของเขา “คุณกำลังสัมภาษณ์ผมหรือครับ” 

พิมพ์ขวัญหัวเราะเล็กน้อยพลางเบี่ยงสายตาไปมองวิวข้างทาง “เปล่าค่ะ ฉันแค่สงสัย คนขับรถที่พูดจามีหลักการแบบคุณ ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนที่จะขับรถไปวัน ๆ เพื่อหาเงินค่าข้าวหรอก” 

เขายกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองถนน “ก็แค่เปลี่ยนบรรยากาศจากงานเดิมน่ะครับ” 

คำตอบที่คลุมเครือนั้นยิ่งทำให้เธอสงสัยมากขึ้น เธอจึงลองแหย่ต่อ “งานเดิมของคุณ...คงไม่ได้หมายถึงอะไรที่เกี่ยวกับการตลาดหรือการบริหารใช่ไหมคะ”

พฤกษ์หัวเราะ “ทำไมคุณถึงคิดว่าผมเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนั้นล่ะครับ” 

“ฉันก็แค่เดาน่ะค่ะ” พิมพ์ขวัญยักไหล่ แต่แววตาของเธอยังคงพยายามจับพิรุธ “เวลาคุณพูดเรื่องงาน ดูเหมือนคุณเข้าใจเรื่องการจัดการคนหรือระบบต่าง ๆ มากกว่าคนทั่วไป และที่สำคัญ...คุณสุชาติยังดูให้ความสำคัญกับคุณเป็นพิเศษด้วย” 

พฤกษ์ไม่ตอบในทันที ราวกับกำลังเลือกคำพูด “เป็นเรื่องปกติที่คุณสุชาติจะให้ความสำคัญกับผมซึ่งเป็นตัวแทนของคุณหวัง และตอนนี้หน้าที่หลักของผมคือการสนับสนุนโปรเจกต์นี้ให้สำเร็จ” 

“ตัวแทนคุณหวัง...” คำตอบนั้นยิ่งเหมือนเติมเชื้อไฟให้ความสงสัยในใจของพิมพ์ขวัญ “หมายความว่าคุณเป็นคนสนิทของคุณหวัง เจิ้งหยางอย่างนั้นเหรอคะ” 

“จะพูดแบบนั้นก็ได้ครับ” เขาพยักหน้าอย่างยอมรับ 

เธอพยายามซ่อนความสงสัยที่เพิ่มขึ้น “มิน่าล่ะ...ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง แล้วคุณมาร่วมงานกับ Volo ได้ยังไงคะ มีคนชวน หรือว่าคุณสนใจเอง” 

เขาหลุดหัวเราะอารมณ์ดีก่อนจะเอ่ยกลับ “ผมว่าคุณดูสนใจเรื่องของผมมากกว่าที่ตัวคุณเองจะรู้ตัวนะครับ” 

พิมพ์ขวัญรู้สึกถึงความร้อนผ่าวบนใบหน้า เธอกลอกตาเล็กน้อย “ฉันแค่พยายามเข้าใจเพื่อนร่วมงานเท่านั้นค่ะ” 

พฤกษ์พยักหน้าเล็กน้อยด้วยสีหน้าที่เหมือนจะไม่ยอมเผยอะไรมากไปกว่านี้ “ถ้าอย่างนั้นก็ดีครับ เพราะผมอยากให้คุณรู้สึกสบายใจที่จะทำงานกับผม” 

เธอหันมามองเขาอีกครั้งขณะที่ในใจกำลังสะท้อนความคิดของตัวเองในขณะนี้ ‘ทำไมฉันถึงอยากรู้เรื่องของเขาขนาดนี้นะ มันเหมือนฉันกำลังพยายามไขปริศนา...ทั้งที่เขาอาจไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลยก็ได้’ 

พิมพ์ขวัญหลบสายตาเขาด้วยท่าทีเหมือนกำลังปกปิดบางอย่างจากตัวเอง ‘ฉันไม่ใช่คนแบบนี้...แต่ทำไมถึงรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดให้เข้าใกล้เขา...หรือว่าฉันจะคิดไปเอง’ 

เธอเม้มปากแน่น ‘ถ้าเกิดเขารู้ว่าฉันกำลังคิดอะไร เขาคงจะหัวเราะใส่ฉันแน่ ๆ’ 

พิมพ์ขวัญถอนหายใจหนัก ๆ “คุณนี่...ทั้งลึกลับ ทั้งมีเสน่ห์จนน่ารำคาญชะมัด” 

พฤกษ์หัวเราะขันคำพูดนั้น แต่ยังคงไม่พูดอะไรเพิ่มเติม ปล่อยให้ความเงียบระหว่างพวกเขากลายเป็นคำตอบที่ยิ่งทำให้เธอคิดมากขึ้นกว่าเดิม 

เมื่อรถ SUV สีดำเคลื่อนตัวเข้าสู่ทางเข้าของรีสอร์ตหรูที่ตั้งอยู่กลางหุบเขา ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้พิมพ์ขวัญอดเผลอชมในใจไม่ได้ รีสอร์ตแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่ผสานความหรูหราเข้ากับธรรมชาติได้อย่างลงตัว อาคารไม้ทรงร่วมสมัยล้อมรอบด้วยสวนสไตล์ทรอปิคอล บ่อน้ำเล็ก ๆ ที่สะท้อนเงาของต้นไม้เขียวขจี และระเบียงไม้ที่ทอดตัวไปสู่วิวภูเขากว้างไกล บรรยากาศเงียบสงบ  กลิ่นอายธรรมชาติทำให้ความเครียดที่พิมพ์ขวัญสะสมมาจากการเดินทางเริ่มจางหายไป  แต่...ความสงบนี้อยู่ได้ไม่นาน

“ไม่มีห้องว่างเลยเหรอคะ” พิมพ์ขวัญถามพนักงานต้อนรับด้วยน้ำเสียงที่พยายามระงับความผิดหวัง 

พนักงานสาวในชุดยูนิฟอร์มสีเบจคลาสสิกยิ้มเจื่อน ๆ “ต้องขออภัยอย่างสูงค่ะ ระบบจองของเรามีปัญหา ห้องที่คุณจองไว้เกิดการซ้ำซ้อนกับแขกท่านอื่น ซึ่งตอนนี้เราไม่สามารถย้ายแขกท่านอื่นได้เพราะรีสอร์ตเต็มทุกห้องจริง ๆ ค่ะ”

พิมพ์ขวัญขมวดคิ้ว “ระบบจองของคุณ...มีปัญหาบ่อยไหมคะ”

“ปกติไม่เคยมีปัญหาเลยค่ะ แต่วันนี้ระบบล่มชั่วคราว ทำให้ข้อมูลการจองบางส่วนคลาดเคลื่อน...” พนักงานพูดอย่างไม่มั่นใจนัก 

พฤกษ์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ฟังด้วยท่าทีเรียบนิ่ง ก่อนจะถามขึ้น “ไม่มีทางออกอื่นเลยเหรอครับ” 

พนักงานส่ายหน้าเบา ๆ “เราพยายามแก้ไขเต็มที่แล้วค่ะ แต่ตอนนี้ไม่มีห้องเหลือจริง ๆ ค่ะ” 

“ถ้าอย่างนั้นเราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแชร์ห้องกัน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป