บทที่ 3 คนขับรถแน่นะ
เสียงทุ้มต่ำเรียกชื่อเธอดังขึ้นแม้จะเพียงแผ่วเบาแต่ก็ทำเธอสะดุ้ง และรีบเหลือบตามองเขาผ่านกระจก ใบหน้าร้อนผ่าวเหมือนถูกจับได้ น้ำเสียงที่ตอบตะกุกตะกัก แสดงความไม่มั่นใจนัก
“เอ่อ...คะ”
พฤกษ์เลิกคิ้วแล้วหัวเราะขัน รอยยิ้มมุมปากแต้มบนใบหน้าคมคาย “ผมแค่บอกให้คุณช่วยหยิบเสื้อยืดที่อยู่บนคอนโซนท้ายรถให้หน่อยครับ”
เธอรีบขยับตัวลุกจากเบาะ พยายามไม่สบตาเขาอีก แต่ขณะที่กำลังเอื้อมไปหยิบเสื้อที่เขาว่า หัวใจก็ยังเต้นแรงราวจะหลุดออกจากอก เธอรู้สึกได้ว่าเขากำลังมองเธอด้วยสายตาสบาย ๆ แต่ทำให้เธอว้าวุ่นยิ่งกว่าเดิม และทันทีที่เธอหยิบเสื้อยืดตัวนั้นขึ้นมาจึงรีบยื่นส่งให้เขา แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเอื้อมมือถึง เธอกลับปล่อยมือจากเสื้อที่ยื่นให้ ทำให้เสื้อของเขาตกไปกองอยู่ที่พื้นรถ
“โอ๊ะ!” เธออุทานออกมาเสียงเบา ขณะที่มือรีบก้มเก็บ
พฤกษ์รับเสื้อจากมือเธอด้วยท่าทางสงบนิ่ง แต่แววตาเป็นประกายขบขัน “คุณกำลังประหม่าอะไรอยู่เหรอครับ”
พิมพ์ขวัญเงยหน้าขึ้นมองเขา สีหน้าเธอเริ่มแดงยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าเขายังนั่งเปลือยอก และดวงตาคมกริบของเขากำลังมองมาที่เธอราวกับอ่านความคิดในหัวเธอออกทำให้เธอรีบกลบเกลื่อน
“มะ...ไม่ได้ประหม่าค่ะ! แค่...แค่ตกใจนิดหน่อย”
เขาเผลอหัวเราะเบา ๆ ขณะสวมเสื้อยืดลงกับตัว “ถ้าอย่างนั้นก็ดีครับ เพราะผมไม่อยากให้ผู้โดยสารของผมรู้สึกไม่สบายใจ”
น้ำเสียงของเขาเหมือนจะมีอะไรแฝงอยู่ แต่พิมพ์ขวัญเลือกที่จะไม่ตอบ เธอพยายามปั้นสีหน้าให้ดูเป็นปกติ มองกระจกด้านนอก ปล่อยให้เสียงหัวใจเต้นแรงของตัวเองเป็นเรื่องที่เธอคนเดียวต้องจัดการ
‘ผู้ชายที่หล่อ และมีเสน่ห์ดึงดูดทางเพศขนาดนี้...ถ้าไปทำงานบาร์โฮสน่าจะหารายได้มากกว่ามาทำอาชีพคนขับรถธรรมดา ๆ แบบนี้แน่ เขาเป็นแค่คนขับรถจริงนะเหรอ’
รถเคลื่อนตัวอีกครั้งเป็นเวลาที่พายุฝนเริ่มซา พฤกษ์ขับรถอย่างนุ่มนวล มุ่งหน้าไปยังโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพฯ ที่พิมพ์ขวัญต้องพรีเซนต์งานสำคัญ แม้สภาพถนนยังคงเปียกชื้นและรถยนต์บางคันจอดแช่ติดน้ำ แต่เขาก็ประคองพวงมาลัยด้วยความมั่นใจจนพิมพ์ขวัญเริ่มผ่อนคลาย
“อีกสิบห้านาทีคุณจะถึงที่หมายครับ”
เขาเอ่ยขณะมองกระจกมองหลัง น้ำเสียงเรียบนิ่งของเขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนทุกอย่างอยู่ในการควบคุม ขณะที่เธอพยักหน้าพลางตรวจสอบแฟ้มงานบนตักอีกครั้ง
“ทันเวลาสิ ยังไงก็ต้องทัน!” และในที่สุดเขาก็พาเธอมาถึงที่หมายก่อนเวลาสิบนาที พิมพ์ขวัญก้าวลงจากรถอย่างเร่งรีบ แต่ก่อนที่เธอจะปิดประตู เธอก็เหลือบไปมองพฤกษ์ที่นั่งสงบนิ่งบนที่นั่งคนขับ “ขอบคุณที่ช่วยให้ฉันมาทันเวลานะคะ”
รอยยิ้มเล็ก ๆ ของเขาปรากฏขึ้นที่มุมปาก ก่อนที่เขาจะพยักหน้ารับ “ยินดีครับ ขอให้คุณโชคดีกับการพรีเซนต์งาน”
เธอหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งเพราะคำพูดและน้ำเสียงของเขาที่ฟังดูจริงใจมากกว่าที่เธอคาดคิด ความรู้สึกขอบคุณบวกกับความรู้สึกดี ๆ ที่ได้จากผู้ชายแปลกหน้าทำให้เธอส่งยิ้มจริงใจให้เขาก่อนจะรีบหันหลังวิ่งเข้าไปในอาคาร
เมื่อเข้ามาถึงภายในห้องประชุมกว้างของโรงแรมหรู ที่มีบรรยากาศเต็มไปด้วยความเป็นทางการ เสียงพูดคุยของลูกค้าต่างชาติที่นั่งเรียงรายหน้าจอ โปรเจกเตอร์เบาเงียบลง หลังพิมพ์ขวัญเตรียมตัวพร้อมสำหรับการพรีเซนต์งาน เมื่อเธอเดินขึ้นไปยืนที่ด้านหน้า เธอสูดลมหายใจลึกก่อนเริ่มการนำเสนอ ดวงตาที่ฉายแววมั่นใจมองไปรอบห้องเหมือนกำลังอ่านอารมณ์ผู้ฟังทีละคน
“ขอบคุณทุกท่านที่สละเวลาในวันนี้ค่ะ โปรเจกต์นี้ เราไม่ได้มองว่าเป็นแค่การเพิ่มยอดขาย แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ที่ผู้บริโภคอยากบอกต่อ”
เธอคลิกรีโมตเปลี่ยนสไลด์ ภาพกราฟที่เรียบง่ายแต่ชัดเจนปรากฏบนหน้าจอ
“ปัญหาที่เราเจอคือ ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้นในตลาด แต่ความแตกต่างระหว่างสินค้าไม่ชัดเจนพอ สิ่งที่เราต้องทำคือสร้างความทรงจำที่ตราตรึงใจลูกค้า...และนี่คือวิธีที่เราจะทำให้พวกเขาเลือกเรา”
น้ำเสียงของเธอไหลลื่นและมั่นคง มือขวาชี้ไปที่ภาพบนหน้าจออย่างเป็นจังหวะราวกับกำกับทุกความสนใจในห้องให้จับจ้องที่เธอ “เราแบ่งแผนออกเป็นสามระยะค่ะ ระยะแรก เราใช้โซเชียลมีเดียและอินฟลูเอนเซอร์เพื่อสร้างการรับรู้ ในระยะนี้ เราไม่ได้แค่โปรโมตสินค้า แต่เราจะให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราเข้าใจพวกเขา”
เธอชี้ไปที่ตัวอย่างโพสต์จากแคมเปญสมมติที่ทีมของเธอออกแบบ กราฟิกสดใส พร้อมคำบรรยายที่สื่อถึงการเข้าใจลูกค้าในระดับลึก “ในระยะที่สอง เราจะขยายกลุ่มเป้าหมายด้วยแคมเปญที่เชื่อมโยงอารมณ์ เช่น การเล่าเรื่องของผู้ใช้จริงที่มีความสัมพันธ์กับแบรนด์ สิ่งนี้จะทำให้แบรนด์ของเรากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเขา”
เสียงพิมพ์ขวัญมีจังหวะที่หนักแน่น เธอย้ำจุดสำคัญด้วยน้ำเสียงที่ไม่สูงไม่ต่ำเกินไป เรียกความสนใจจากผู้ฟังให้คล้อยตาม “ท้ายที่สุด เราไม่อยากให้ลูกค้าซื้อสินค้าเพราะลดราคา แต่เราต้องการให้พวกเขาเชื่อในแบรนด์ของเรา และนี่คือสิ่งที่ทำให้โปรเจกต์นี้แตกต่าง”
เธอหันมามองผู้ฟังด้วยรอยยิ้มมั่นใจ จบด้วยคำพูดที่กระชับแต่ทรงพลังเมื่อสไลด์สุดท้ายปรากฏบนหน้าจอพร้อมคำว่า “Your Partner in Success” เสียงปรบมือก็ดังขึ้นทันที พิมพ์ขวัญเงยหน้าขึ้นมองผู้ฟังที่กำลังยิ้มพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ยอดเยี่ยมมากค่ะ” ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของลูกค้าชาวต่างชาติเอ่ยขึ้นก่อนจะหันไปพูดกับทีมงานของเขา
ระหว่างที่เธอกำลังเก็บแฟ้มเอกสารและเตรียมตัวกลับ ผู้จัดการทีมของลูกค้ารายใหญ่เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่เป็นมิตร ท่าทางดูพอใจกับผลการประชุมเป็นอย่างมาก
“คุณพิมพ์ขวัญครับ การนำเสนอของคุณยอดเยี่ยมมาก นี่เป็นหนึ่งใน พรีเซนต์ที่สร้างแรงบันดาลใจที่สุดที่ผมเคยเห็น”
คำชมตรงไปตรงมาทำให้พิมพ์ขวัญอดยิ้มออกมาไม่ได้ แม้จะพยายามควบคุมไม่ให้ดูโล่งใจจนเกินไป “ขอบคุณค่ะ ฉันดีใจที่คุณชอบ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพและมั่นใจ
เขาพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นเล็กน้อย “เราอยากจะชวนคุณช่วยดูโปรเจกต์ใหม่ที่เรากำลังร่วมมือกับ Volo บริษัท แอปพลิเคชันเรียกรถ คุณน่าจะเหมาะมากกับงานนี้”
ชื่อ “Volo” ทำให้พิมพ์ขวัญเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ เธอรู้สึกได้ทันทีว่าชื่อนี้ไม่ธรรมดาในชีวิตเธอ “Volo บริษัทแอปพลิเคชันเรียกรถเหรอคะ”
