บทที่ 4 โอกาส ความท้าย

“ใช่ครับ ทางเราได้รับฟีดแบ็กที่ดีมากจากบริการของแอป Volo และตอนนี้บริษัทกำลังพัฒนาโปรเจกต์ใหม่ในตลาดนี้ คุณเจเรมี หวัง ซีอีโอของ Voloต้องการคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และเข้าใจตลาดท้องถิ่นเหมือนคุณ”

พิมพ์ขวัญนิ่งไปชั่วครู่ คำว่า “Volo” เหมือนเป็นคำที่ติดอยู่ในหัวมาตั้งแต่เมื่อเย็นนี้แล้ว 

เธอคิดถึงความเร่งรีบที่ต้องพึ่งพาบริการเรียกรถจากแอปนี้ และ     ชายหนุ่มคนขับรถที่หล่อจนเธอเผลอใจเต้นแรงอย่างไม่ตั้งตัว ความเป๊ะของการเดินทางที่ทำให้เธอไปทันเวลาพรีเซนต์ และตอนนี้ Volo กำลังนำเสนอโปรเจกต์ใหม่ให้เธอได้ร่วมงาน 

‘นี่มัน...เหมือน Volo เป็นเครื่องรางนำโชคในวันนี้ของฉันแท้ ๆ เลยนะ’ เธอคิดในใจ 

ใบหน้าของพฤกษ์ผุดขึ้นมาในหัว เธออดคิดไม่ได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในทีมไดรเวอร์ที่บริษัทนี้ต้องภูมิใจแน่ ๆ คนขับที่มีทั้งความสุภาพและเสน่ห์เหลือร้ายแบบนั้น คงไม่แปลกถ้าลูกค้าคนไหนจะติดใจ 

“ฉันยินดีค่ะ” พิมพ์ขวัญตอบด้วยรอยยิ้มมั่นใจที่ปั้นไว้อย่างมืออาชีพ ขณะสะกดความคิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับชายหนุ่มคนขับรถที่แสนแซบเอาไว้ 

“ดีมากครับ เดี๋ยวเราจะนัดหมายประชุมร่วมกับทีมของ Volo ในเร็ว ๆ นี้”

เธอพยักหน้ารับ ก่อนจะหันกลับไปพร้อมรอยยิ้มที่ไม่สามารถห้ามไว้ได้ “Volo ทั้งช่วยชีวิตฉันไว้ และยังพาฉันมาถึงโอกาสใหม่อีกด้วย” 

หลังจากการประชุมที่เต็มไปด้วยความกดดันและความสำเร็จ      พิมพ์ขวัญยืนรออยู่หน้าโรงแรม เธอมองดูไฟจราจรบนถนนอย่างเหม่อลอย ก่อนเสียงทักจากชายหนุ่มคนหนึ่งจะดึงเธอกลับมา 

“พี่ขวัญ! นี่ผมยืนโบกมือเป็นบ้าตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว” เสียงทุ้มที่เต็มไปด้วยพลังนั้นมาจากพีรภัทรน้องชายคนรองของเธอ 

พิมพ์ขวัญหันกลับมาเห็นน้องชายในเสื้อยืดลายกราฟิกกับกางเกงยีนสีซีด ร่างสูงใหญ่ที่เต็มไปด้วยพลังงานของวัยหนุ่มตรงข้ามกับท่าทางเหนื่อยล้าของเธออย่างสิ้นเชิง 

“ดูสิ! นี่มารับพี่นะ ไม่ได้มาส่งพี่ไปสนามรบ ทำหน้าให้สดใสหน่อย!”   พีรภัทรพูดพลางยิ้มทะเล้น 

“ไม่ใช่ทุกคนที่ว่างแบบนายไง”  พิมพ์ขวัญตอบกลับอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ในใจเธอรู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้เห็นน้องชาย 

พีรภัทรเปิดประตูรถให้เธอ ก่อนจะเร่งเครื่องขับกลับบ้าน ครอบครัวของเธออยู่ในบ้านสองชั้นหลังใหญ่ที่สร้างบนพื้นที่กว้างขวางของคุณปู่ ซึ่งรวมครอบครัวใหญ่อยู่ด้วยกัน เมื่อรถของพีรภัทรแล่นเข้ามาในรั้วบ้านสองชั้นหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่กว้างขวาง แสงไฟส่องสว่างจากระเบียงและหน้าต่างทุกบานเป็นสัญญาณว่าทุกคนยังรวมตัวกันเพื่อรอพิมพ์ขวัญกลับบ้าน 

“ดูสิ ทั้งบ้านเปิดไฟรอเราเหมือนฉลองปีใหม่” พีรภัทรหันไปพูดกับพี่สาวพลางยิ้มกวน 

“นายก็พูดซะเวอร์ ทุกคนแค่เป็นห่วงเราเท่านั้นเอง” พิมพ์ขวัญตอบเสียงเรียบ ขณะก้าวลงจากรถ มือของเธอสะพายกระเป๋าแฟ้มแน่น

“ผมนะไม่เท่าไหร่ คนที่พวกเราห่วงที่สุดก็คือพี่นี่แหละ ก็พี่เป็นหัวใจของกุลพิพัฒน์เรานินะ” พีรภัทรยักคิ้วและยิ้มกว้างกล่าวแทนความรู้สึกของทุกคนในครอบครัว

ทันทีที่พิมพ์ขวัญเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น เธอก็พบภาพปู่กับย่าที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้โยกในมุมโปรดของพวกท่าน ในมือย่ามีไม้เรียวเล็ก ๆ ที่ใช้กำราบและขู่น้อง ๆ พร้อมเสียงหัวเราะคิกคักของฝาแฝดทั้งสามที่ยังทำตัวเป็นเด็กเล็กวิ่งไล่กันรอบโซฟา ทั้งที่พวกเขาอายุย่าง 15 กันแล้ว 

ขณะที่พ่อของเธอนั่งขรึมอยู่บนโซฟาอีกฝั่ง ข้างกันคือแม่ผู้ให้กำเนิดเธอกับพีรภัทร ขณะที่แม่เล็กซึ่งเป็นแม่ของภีมวัฒน์กับเจ้าสามแฝดที่กำลังจัดขนมของกินเล่นสำหรับทุกคนไว้ที่โต๊ะกลาง 

“กลับมาแล้วเหรอ ขวัญ! พี่ขวัญ!” เสียงเจื้อยแจ้วของ ภัทรพลแฝดคนโตดังขึ้นทันทีที่เขาเห็นเธอเดินเข้ามา 

“พี่ขวัญกลับมาแล้ว!” ภัทรพงศ์ แฝดคนกลางร้องลั่น ขณะที่ภัทรดนัย แฝดคนเล็กวิ่งตามหลังพร้อมปาหมอนอิงใส่แผ่นหลังภัทรพงศ์ 

“เฮ้ย! พวกนายเลิกวิ่งไล่กันเป็นเด็กประถมสักทีได้ไหม” พีรภัทรรีบปรามขณะหันไปเก็บหมอน 

“เราสามคนพอได้แล้ว!” พิมพ์ขวัญตะโกนเสียงดังจนทุกคนหยุดชะงัก 

เธอเท้าเอวหันมามองฝาแฝดทั้งสามด้วยสายตาดุ ก่อนที่สายตาจะเลื่อนไปหาภีมวัฒน์ ซึ่งนั่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่ข้างโต๊ะเล็กในมุมห้อง 

“ภีม นายก็อีกคน ทำไมไม่ช่วยกำราบเจ้าสามแฝดหน่อยล่ะ”

“ผมเป็นลูกชายเจ้าของบ้านนะครับ ไม่ใช่พี่เลี้ยงเด็ก” ภีมวัฒน์ตอบกลับเสียงนิ่ง พลางเปิดหน้าหนังสือเรียนที่เขาทำทีเหมือนกำลังอ่านอยู่ 

อดีตครูใหญ่โรงเรียนสตรีล้วนชื่อดังซึ่งเป็นย่าของหลานทั้งหกลุกขึ้นจากเก้าอี้ มองพิมพ์ขวัญด้วยสายตาเรียบเฉยแต่แฝงความห่วงใย 

“ขวัญ ทำไมกลับมาดึกนัก นี่มันเลยเวลามื้อค่ำไปตั้งนานแล้ว”

“งานประชุมเลิกช้า แล้วก็ฝนตกหนักมากค่ะ” พิมพ์ขวัญตอบพลางยกยิ้มอ่อน ๆ เพื่อไม่ให้ย่าตำหนิอีก 

“โชคดีที่นายพีร์ไปรับมา ไม่อย่างนั้นคงได้กังวลกันทั้งบ้าน” คุณปู่อนันต์พูดขึ้น ขณะวางแท็บเล็ตที่ใช้ติดตามข่าวสารบนสื่อออนไลน์

พิณแก้วมารดาของพิมพ์ขวัญเดินเข้ามาพร้อมแก้วใส่น้ำอุ่นยื่นส่งให้บุตรสาว “ดื่มก่อนนะลูก จะได้คลายหนาว” 

“ขอบคุณค่ะ แม่”

น้องชายทั้งห้ากระจุกตัวรอบพิมพ์ขวัญ “พี่ขวัญ พี่ไม่ได้ซื้อขนมมาให้พวกเราด้วยเหรอ” ภัทรพงศ์ถามด้วยสายตาเป็นประกาย

“นี่พวกนายโตเป็นหนุ่มกันแล้วนะ จะมาเรียกหาขนมเป็นเด็กเล็ก ๆ ไปได้ พี่ไม่ได้แวะซื้ออะไรมาทั้งนั้นแหละ”เธอเท้าเอวมองน้องชายด้วยสายตาดุ 

“เฮ้อ...พี่ขวัญดุจัง” ภัทรดนัยบ่นพึมพำ แต่ยังคงส่งยิ้มทะเล้น 

“ถ้าพวกนายไม่อยากโดนดุ ไปเก็บห้องตัวเองได้แล้ว”

เมื่อฝาแฝดทั้งสามวิ่งกลับไปยังห้องของตัวเอง หญิงสูงวัยผู้เป็นย่าของหลาน ๆ ทั้งหกก็หันมาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด 

“เราก็ไปอาบน้ำอาบท่า เตรียมตัวนอนได้แล้ว พรุ่งนี้จะได้ลงมาช่วยย่าเตรียมอาหารแต่เช้า”

“ค่ะ ย่า” พิมพ์ขวัญรับคำด้วยท่าทางเชื่อฟัง 

แสงแดดอ่อน ๆ ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องครัว พิมพ์ขวัญที่ตื่นตั้งแต่เช้ากำลังล้างผักในอ่างน้ำ เสียงเครื่องปั่นกระเทียมดังคลอกับเสียงของคุณย่าที่ยืนสั่งงานอยู่ใกล้ ๆ 

“หั่นให้เป็นชิ้นเท่ากัน ขวัญ อย่าให้เล็กไป ใหญ่ไปก็ไม่ดี เข้าใจไหม” น้ำเสียงเด็ดขาดของย่าดังขึ้น 

“ค่ะย่า” พิมพ์ขวัญตอบรับ มือที่จับมีดก็ยังคงเคลื่อนไหวอย่างมั่นใจ 

ย่าของเธอเป็นผู้หญิงวัย 70 ปีที่ยังคงกระฉับกระเฉงและเป๊ะไป        ทุกกระเบียดนิ้ว ท่านเป็นคนปลูกฝังให้พิมพ์ขวัญมีความเป็นระเบียบและรับผิดชอบมาตั้งแต่เด็ก และนี่คือเหตุผลที่พิมพ์ขวัญสามารถจัดการทุกอย่างในชีวิตได้อย่างเด็ดขาด 

หลังอาหารเช้า ทุกคนในบ้านก็มารวมตัวกันที่โต๊ะอาหารขนาดใหญ่  พิมพ์ขวัญนั่งหัวโต๊ะเป็นตัวแทนในการแจกแจงงานบ้านให้น้องชายทุกคน       พีรภัทรน้องชายคนรอง เป็นหนุ่มสายลุยที่มักเป็นตัวป่วน แต่ก็มีความรับผิดชอบมากที่สุดในบรรดาน้อง ๆ ส่วนภีมวัฒน์เป็นลูกชายคนโตของแม่เล็ก เป็นน้องชายคนที่สองของเธอ ภีมวัฒน์เป็นหนุ่มมาดเนี้ยบที่มักแข่งเป๊ะกับพิมพ์ขวัญ แต่ก็ชอบแอบแซวพี่สาว 

ส่วนเจ้าสามแสบฝาแฝดวัย 15 ปี ภัทรพล กับ ภัทรพงศ์ เป็นคู่หูสุดแสบประจำบ้านที่ชอบทำทุกอย่างพร้อมกัน ขณะที่ภัทรดนัยเป็นเด็กเงียบ ๆ นิสัยโตเกินตัวกว่าพี่น้องฝาแฝด พิมพ์ขวัญเคาะโต๊ะเบา ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง 

“นายพีร์วันนี้นายต้องเอารถไปล้าง เข้าใจไหม” 

“ครับแม่” เขาแกล้งตอบ ก่อนจะยักคิ้วข้างเดียวพร้อมรอยยิ้มทะเล้น 

“ส่วนนาย ภีม นายต้องดูแลเอกสารสำคัญของพ่อให้เรียบร้อย” 

“โอเคครับ ผมจะทำแบบละเอียดระดับทศนิยมสองตำแหน่งเลย” น้องชายคนนี้พูดด้วยน้ำเสียงล้อเลียน 

“ส่วนพวกนายสามคนก็.. ห้ามเล่นเกมจนลืมเวลาทำการบ้านอีกนะ”

“คร้าบบบบ!” สามหนุ่มตอบรับเสียงประสาน

บ่ายโมงตรงของวันนี้ เธอมีนัดกับสุชาติ หัวหน้าโปรเจกซ์ของ Volo พิมพ์ขวัญเดินผ่านประตูกระจกของสำนักงาน Volo เข้าไปในพื้นที่โปร่งโล่ง      ที่ตกแต่งด้วยดีไซน์ล้ำสมัย ทุกอย่างดูทันสมัยและมีกลิ่นอายของเทคโนโลยีระดับโลก เธอก้าวเข้าไปในห้องประชุมที่กำหนดไว้ ด้วยหัวใจที่ตั้งใจว่าจะเริ่มงานนี้ด้วยความเป็นมืออาชีพเต็มที่ 

ขณะกำลังเตรียมเอกสารและตั้งสติอยู่หน้าห้องประชุม เธอรู้สึกถึงสายตาที่มองมา เธอหันกลับไปตามสัญชาตญาณ และนั่นคือเขา... พฤกษ์ ยืนอยู่ตรงนั้น ความทรงจำจากเมื่อวานเหมือนถูกรีเพลย์ในหัว

เสื้อเชิ้ตสีกรมท่าที่ถูกพับแขนขึ้นแบบลวก ๆ เน้นให้เห็นแขนแกร่งและลำตัวที่เธอเคยเห็นตอนถอดเสื้อเมื่อวาน รอยยิ้มมุมปากที่เคยติดตากลับมาอีกครั้ง ขณะเขาสบตาเธอเหมือนจะล้อเลียน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป