บทที่ 7 สัญชาตญาณของผู้ชาย
พฤกษ์หัวเราะอย่างอารมณ์ดี เสียงทุ้มของเขาทำให้หญิงสาวที่กำลังจัดการกับเสื้อตัวคับของเธอรู้สึกทั้งเขินและหงุดหงิด
“ผมแค่เลือกไปตามสัญชาตญาณของผู้ชายนะคุณ แค่คิดว่าคุณน่าจะใส่สวย”
เธอเม้มปากแน่น รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมอยู่ในหลุมพรางที่เขาขุดไว้ “คนบ้า! ต่อไปคุณไม่ต้องทำแบบนี้อีกนะ”
พฤกษ์ยักไหล่เล็กน้อย ก่อนจะยิ้มมุมปาก “ได้สิครับ ถ้าคุณไม่ทำเสื้อผ้าเปียกอีก...”
คำตอบนั้นทำให้พิมพ์ขวัญหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม เธอรู้สึกว่าการทำงานร่วมกับเขาต่อจากนี้จะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย...ในแบบที่หัวใจของเธอไม่พร้อมรับมือ
“ฮึ...คุณกลับออกไปรอฉันที่โต๊ะเลยไป เดี๋ยวจัดการกับเสื้อผ้าตัวเองเรียบร้อยฉันจะตามเข้าไป”
“โอเค...แน่ใจนะว่าไม่อยากให้ผมช่วยอะไรอีกจริง ๆ”
“แน่ใจค่ะ เพราะฉันชักไม่มั่นใจว่าคุณจะช่วยให้ฉันรู้สึกดีขึ้นหรือแย่ลงกันแน่”
“หึ ๆ อย่างนั้นผมกลับไปนั่งรอคุณข้างในก็แล้วกัน คุณก็รีบออกมาได้แล้ว จะได้ไปทำงานกันต่อ”
พฤกษ์เอ่ยกลั้วน้ำเสียงหัวเราะอารมณ์ดีก่อนจะเดินกลับเข้าไปรอหญิงสาวในร้าน จากนั้นไม่ถึงห้านาทีเธอก็เดินตามมา เขามองหญิงสาวที่ก้าวเดินช้า ๆ ท่าทางไม่มั่นใจ ดูเธอกังวลกับเสื้อเชิ้ตที่รัดรูปจนเน้นทรวดทรงชัดเจนอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าของเธอดูลังเลและไม่มั่นใจเมื่อเดินมาถึง
พฤกษ์เหลือบมองหญิงสาว แววตาของเขาเป็นประกายเหมือนจะขบขัน แต่ก็แฝงความอบอุ่นไว้ เขายกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าของเธอ “เสื้อนั่นดูพอดีตัวมากเลยนะครับ” เขาพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มมุมปาก
พิมพ์ขวัญชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงแผ่วเบา “มันพอดีตัวเกินไปค่ะ...” เธอพยายามดึงชายเสื้อให้คลายตัว แต่ดูเหมือนยิ่งทำยิ่งดูเด่นชัด
พฤกษ์ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะถอดเสื้อเชิ้ตของตัวเองที่เธอคืนให้ก่อนหน้านี้ออกมาอีกครั้ง “ถ้าอย่างนั้น ใส่นี่คลุมอีกทีเถอะครับ คุณจะได้ไม่รู้สึกอึดอัด”
พิมพ์ขวัญมองเขาอย่างตกใจเล็กน้อย ก่อนจะรับเสื้อจากมือเขา กลิ่นจาง ๆ ของน้ำหอมจากตัวเขาทำให้เธอหน้าแดงอีกครั้ง เธอสวมมันคลุมตัว และพบว่ามันช่วยให้เธอรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น
“เฮ้อ...ค่อยยังชั่วหน่อย ขอบคุณนะคะ” เธอพูดเบา ๆ
พฤกษ์เปิดยิ้มมุมปากก่อนจะเอนตัวกลับพิงพนักเก้าอี้ สายตาของเขามองเธอด้วยความเอ็นดู “ยินดีครับ อย่างน้อยคุณก็ใส่มันได้มั่นใจกว่าเดิม”
พิมพ์ขวัญเม้มปากแน่น รู้สึกว่าคำพูดของเขาช่างมีเลศนัยจนเธอไม่กล้าสบตานานนัก แต่หัวใจเธอก็เต้นแรงโดยไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงง่าย ๆ กระทั่งกลับมาขึ้นรถของเขาอีกครั้ง เธอก็นั่งเอนศีรษะพิงเบาะรถ สายตามองออกไปยังถนนที่มีแสงไฟสลัว ๆ สะท้อนจากพื้นเปียกน้ำฝน แต่ความคิดของเธอกลับไม่ได้อยู่ที่วิวข้างทางเลย
เธอเหลือบตามองพฤกษ์ผ่านกระจกมองหลัง ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตพับแขนลวก ๆ ยังคงดูสมบูรณ์แบบแม้จะผ่านวันอันยาวนานมาเหมือนกัน สีหน้าเรียบนิ่งของเขาไม่ต่างจากตอนที่เธอเจอเขาครั้งแรก แต่สายตานั้น...ราวกับคนที่มีแผนการบางอย่างอยู่ในหัวตลอดเวลา
“คุณโกรธผมเหรอ ถึงได้เงียบไปตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว” น้ำเสียงนุ่มทุ้มของเขาดึงเธอกลับมา
พิมพ์ขวัญสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะพยายามปั้นสีหน้าให้ดูเป็นปกติแล้วตอบกลับทันทีแม้ในใจจะรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องที่กำลังคิดอยู่
“ฉันแค่...คิดถึงเรื่องงานค่ะ”
พฤกษ์ยิ้มมุมปากเล็กน้อย สายตายังคงจ้องถนนตรงหน้า แต่ไม่ได้ถามอะไรต่อ ขณะที่พิมพ์ขวัญพยายามหันหน้ามองไปทางอื่นเพื่อเลี่ยงสายตามากความรู้สึกของพฤกษ์ เป็นจังหวะให้เธอเหลือบไปเห็นถุงใส่เสื้อผ้าชุดเดิมที่วางอยู่บนพื้นรถ และเกรงว่าจะลืมจึงหยิบมาวางใกล้มือโดยไม่รู้ตัวว่ามีผ้าชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งของตนร่วงหล่นออกจากถุงไปอย่างไม่ทันสังเกต
พฤกษ์จอดรถหน้าบ้านสองชั้นที่ตั้งอยู่ท้ายซอยที่เงียบสงบ เขาปล่อยมือจากพวงมาลัยขณะทอดสายตามองภาพตรงหน้า บ้านเดี่ยวสองชั้นไม่ได้หรูหราเกินจำเป็น แต่ดูมีชีวิตชีวา สนามหน้าบ้านมีต้นโมกเรียงรายเป็นแนวรั้วสีเขียว กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกไม้ลอยมากับสายลมยามเย็น เขาเห็นรองเท้าหลายคู่วางอยู่บนชั้นไม้ริมประตู สะท้อนให้เห็นถึงบ้านที่เต็มไปด้วยสมาชิกหลายคน
พิมพ์ขวัญเปิดประตูลงจากรถพร้อมกับคว้าถุงเสื้อผ้ามาถือในมือ สีหน้าเธอยังดูเหนื่อยล้าจากวันที่ยาวนาน แต่กลับดูสบายใจขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้กลับถึงบ้าน เธอหมุนตัวมาทางเขา เตรียมจะกล่าวขอบคุณและเอ่ยล่ำลา แต่เสียงทุ้มเรียบของพฤกษ์ดังขึ้นก่อน
“ดูเหมือนคุณจะลืมอะไรบางอย่างไว้นะครับ”
พิมพ์ขวัญหยุดชะงัก ก่อนจะขมวดคิ้วมองเขาด้วยความแปลกใจ
“ฉันคิดว่าไม่นะคะ”
พฤกษ์พยักหน้าแล้วชี้นิ้วไปยังพื้นเบาะด้านหลังรถ
“ผมแน่ใจว่าเจ้าสิ่งนั้นไม่ใช่ของของผมแน่นอน”
