บทที่ 8 แฟนใหม่
พิมพ์ขวัญนิ่วหน้าพลางเหลือบตามองตามมือเขา แล้วตกใจสุดขีดเมื่อเห็นอะไรบางอย่างหล่นอยู่บนพื้นรถ ใบหน้าของเธอแดงก่ำ ผิวหน้าและลำคอร้อนวูบวาบ ดีแต่สมองของเธอยังสั่งการได้อย่างรวดเร็ว เธอรีบหยิบมันขึ้นมาแล้วซ่อนในถุง หัวใจเต้นโครมครามด้วยความอายที่ไม่อาจซ่อน
“ขะ...ขอบคุณค่ะ!”
น้ำเสียงของพิมพ์ขวัญพลิ้วไหวเพราะความเขินอายและเธอไม่กล้าสบตาเขา รีบปิดประตูรถและหมุนตัวเดินลิ่วไปที่ประตูบ้านทันที เธอรู้สึกถึงสายตาของเขาที่มองตามทำให้เธอต้องสูดลมหายใจลึกเพื่อข่มความรู้สึกวุ่นวายในใจ และบอกตัวเองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเป็นเหตุสุดวิสัยหวังว่าเขาจะไม่เข้าใจเธอผิด ๆ คิดว่าเป็นความจงใจของเธอ แต่เหมือนพิมพ์ขวัญจะหนีเสือปะจระเข้เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นรอยยิ้มกับสายตารู้ทันและเสียงสดใสของพีรภัทรน้องชายคนรองดังขึ้นจากหน้าบ้าน
“พี่ขวัญ ใครมาส่งพี่เนี่ย”
เขาเดินเข้ามาใกล้ พร้อมชะโงกหน้ามองคนที่ยังนั่งอยู่ในรถ ดวงตาเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นพฤกษ์ที่กำลังพิงพวงมาลัยด้วยสีหน้าผ่อนคลายและดูดีราวกับนายแบบโฆษณารถยนต์
“โห...พี่ขวัญ นี่แฟนใหม่พี่เหรอ หล่อโคตร! พี่สาวผมนี่รสนิยมดีเวอร์” พีรภัทรพูดพลางยิ้มทะเล้น
“จะบ้าเหรอนายพีร์! เขาไม่ใช่แฟนฉันย่ะ! เขาเป็น...คนของ Volo!” พิมพ์ขวัญรีบสวนทันควันด้วยน้ำเสียงขุ่น ๆ
พีรภัทรยืนจ้องพิมพ์ขวัญด้วยสายตากรุ้มกริ่ม ก่อนจะหันกลับไปมองพฤกษ์ในรถอีกครั้งเหมือนกำลังพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวที่เขาไม่รู้
“หืม...แน่ใจนะพี่ขวัญว่าเขาเป็นแค่คนของ Volo” เขาย้ำคำพร้อมกับยักคิ้วให้ “ไม่ใช่แฟนใหม่จริง ๆ เหรอ ผมดูออกนะ”
“ฉันบอกว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่สินายพีร์!” พิมพ์ขวัญถอนหายใจยาว กอดถุงกระดาษแน่นพลางพูดเสียงขุ่น “เขาเป็น...หัวหน้าทีมคนขับรถของ Volo ที่ฉันต้องทำงานด้วย เข้าใจไหม”
พีรภัทรหัวเราะหึ ๆ ก่อนจะชี้นิ้วไปที่เสื้อเชิ้ตผู้ชายที่พี่สาวสวมใส่อยู่ “แล้วเสื้อที่พี่ใส่นี่ล่ะ มันไม่ใช่ของพี่นี่”
พิมพ์ขวัญชะงักกึก เธอก้มลงมองตัวเองแล้วก็รู้สึกถึงความร้อนที่พุ่งขึ้นมาที่ใบหน้า
“อันนี้มัน...” เธอพยายามหาเหตุผลตอบกลับ แต่น้องชายกลับรีบพูดแทรก
“พี่บอกผมมาตรง ๆ ดีกว่าว่าไปทำอะไรมาถึงได้ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้ากลางวันแสก ๆ ด้วย เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า” น้ำเสียงของพีรภัทรเริ่มจริงจังขึ้น เขามองหน้าพี่สาวด้วยความสงสัยปนเป็นห่วง
“ก็...มันไม่มีอะไรแบบที่นายคิดนั่นแหละ!” พิมพ์ขวัญพูดเร็วปรื๋อพยายามตัดบท “มันเป็นเรื่องที่ฉันต้องเจอในตลาด แค่นั้นเอง”
“เรื่องที่ต้องเจอในตลาด พี่เจออะไรล่ะ” พีรภัทรยังไม่หยุด เขาขยับเข้ามาใกล้พร้อมมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า “พี่เปลี่ยนเสื้อผ้า...แถมยังเอาเสื้อผู้ชายมาใส่ มิหนำซ้ำยังยอมให้เขามาส่งถึงบ้านอีก มันต้องมีอะไรแน่ ๆ!”
“ฉันบอกว่าไม่มีก็ไม่มีสิ ไอ้น้องคนนี้นิ!” พิมพ์ขวัญเริ่มขึ้นเสียงแต่ก็ยังหลีกเลี่ยงสายตาของน้องชาย เธอรู้ว่ายิ่งเธอปฏิเสธเสียงแข็งมากเท่าไร มันยิ่งเพิ่มความสงสัยให้น้องชาย
“โอเค...ถ้าพี่ไม่บอก ผมจะไปถามเขาเอง!” พีรภัทรพูดจบก็หันหลังเดินตรงไปยังรถของพฤกษ์ที่ยังจอดอยู่
“พีร์! กลับมาเดี๋ยวนี้นะ!” พิมพ์ขวัญร้องลั่น เธอรีบคว้าแขนน้องชายไว้แต่เขากลับหัวเราะแล้วหันมายักคิ้วให้
“ทำไมล่ะพี่ ถ้าไม่มีอะไรจริงก็ให้ผมไปถามเองสิ!” พีรภัทรพูดเสียงกลั้วหัวเราะ “หรือว่าพี่กลัวอะไร กลัวว่าเขาจะบอกความจริงอะไรที่พี่ปิดบังไว้”
พิมพ์ขวัญรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกต้อนจนมุม เธอกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ก็ได้! ฉันจะเล่าให้นายฟัง...”
“ดีครับ ผมรอฟัง” พีรภัทรยิ้มกว้างพลางกอดอกยืนรอฟังอย่างตั้งใจ
พิมพ์ขวัญหันไปมองพฤกษ์ที่ยังนั่งอยู่ในรถ เขามองมาทางเธอกับน้องชายด้วยสายตาสงบนิ่งและรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้า แววตาของเขาที่ดูเหมือนอ่านใจคนได้เสมอทำให้เธอต้องเม้มปากแน่น ก่อนจะตัดสินใจดันตัวพีรภัทรให้เดินเข้าไปในบ้าน
“เข้าไปคุยในบ้านดีกว่านายพีร์ ไม่ต้องไปวุ่นวายกับเขา”
พีรภัทรหัวเราะเบา ๆ พลางยกมือขึ้นอย่างยอมแพ้ “โอเค ๆ ผมตามใจพี่ก็ได้” แต่สายตาทะเล้นของเขาที่มองเธอทำให้พิมพ์ขวัญยิ่งรู้สึกว่าต้องอธิบายทุกอย่างให้เคลียร์
ภายในห้องนั่งเล่นที่เต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่น พิมพ์ขวัญวางถุงกระดาษลงบนโต๊ะกาแฟก่อนจะทรุดตัวลงบนโซฟาด้วยท่าทางเหมือนหมดพลัง น้องชายของเธอที่นั่งเล่นมือถืออยู่เงยหน้าขึ้นมองพร้อมรอยยิ้มขี้เล่น
“อะไรกันครับพี่ขวัญ วันนี้ดูเหมือนเพิ่งผ่านสมรภูมิรบมาเลยนะ แล้วเล่ามาเถอะ เกิดอะไรขึ้น ถึงได้ไปใส่เสื้อของคนขับ Volo แบบนี้”
พิมพ์ขวัญถอนหายใจยาว เหมือนพยายามกลบความอาย ก่อนจะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุดเท่าที่ทำได้
“ไม่มีอะไรหรอก เขาแค่ช่วยฉันตอนที่ฉันเปียกน้ำจากทะเลาะวิวาท ฉันไม่มีเสื้อเปลี่ยน เขาเลยซื้อมาทั้งชุดให้...เท่านั้นเอง”
พีรภัทรยิ้มมุมปาก “โห...แค่นั้นเองจริง ๆ เหรอครับ พี่แน่ใจเหรอว่ามันไม่มีอะไรแอบแฝง”
เธอเอามือเท้าสะโพกและพูดเสียงเข้ม “นายเลิกคิดเองเออเองสักที! ฉันไม่ได้มีแฟนใหม่ แล้วฉันก็ไม่ได้อยากให้ใครมาคิดอะไรแบบนั้นด้วย เข้าใจไหม”
แต่พีรภัทรกลับยักไหล่อย่างไม่รู้สึกรู้สา “ผมว่า...พี่ขวัญน่าจะลองเปิดใจดูบ้าง ถึงเขาจะเป็นแค่คนขับรถ แต่บางทีเขาอาจเป็นคนที่ดีจริง ๆ ก็ได้ ใครจะรู้”
คำพูดของพีรภัทรทำให้พิมพ์ขวัญชะงัก ใจหนึ่งอยากจะเถียงน้องชาย แต่ลึก ๆ แล้ว เธอกลับปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่น้องชายพูดนั้นไม่ได้เกินจริง เพราะถึงเธอจะเพิ่งได้เจอเขาไม่นาน แต่พฤกษ์กลับเป็นคนที่เข้าใจเธอ...ในแบบที่สู้ศึกไม่เคยทำได้เลย
เธอเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “นายไม่เข้าใจหรอกพีร์ บางทีการเปิดใจอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับฉัน”
“ผมเข้าใจครับ...” พีรภัทรตอบเสียงนุ่มขึ้น “แต่พี่ขวัญรู้ใช่ไหมว่าพี่ไม่จำเป็นต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียว ผมอยากให้พี่ลองเปิดใจให้คนใหม่ เลิกคิดถึงพี่เล็กเถอะครับ ผมรู้ว่าพี่เป็นคนที่รักใครแล้วทุ่มสุดตัว แต่ผมอยากให้พี่ลองดูสิว่าบางทีการรักตัวเองก่อนอาจทำให้พี่มีความสุขขึ้นนะ”
ชื่อที่พีรภัทรเอ่ยถึงทำให้พิมพ์ขวัญสะอึกไปเล็กน้อยเธอเม้มปากแน่นเหมือนถูกดึงกลับไปยังช่วงเวลาที่เธอพยายามเก็บซ่อนไว้ในส่วนลึกของหัวใจ ใบหน้าที่ดูแข็งกร้าวเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นอ่อนลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว เธอหลุบตาลง มองมือตัวเองที่กำถุงกระดาษไว้แน่น ราวกับมันคือเกราะที่ช่วยเธอปกปิดความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นมาในอก หัวใจของเธอเต้นช้าลง แต่หนักหน่วง ความทรงจำเก่า ๆ ที่เธอไม่อยากจดจำหวนกลับมาอย่างช่วยไม่ได้ ใจหนึ่งอยากจะต่อว่าน้องชายที่พูดอะไรไม่ดูสถานการณ์ แต่ลึก ๆ แล้ว เธอกลับปฏิเสธไม่ได้ว่าความคิดถึงใครบางคนเริ่มไหลเข้ามาในใจ
