บทที่ 7 เอาแต่ใจ
เอาแต่ใจ
วันต่อมา
ครืด~ ครืด~ เสียงโทรศัพท์สั่นครืดคราดติดๆ กันทำให้ร่างบางที่นอนหลับเป็นตายสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด เธอทั้งปวดหัวและง่วงนอนเพราะเมื่อคืนหลังจากแยกย้ายกันกับเพื่อนๆ เธอก็รีบตรงกลับคอนโดทันที เรื่องที่เธอพูดคุยกับปุยฝ้ายยังคงรบกวนจิตใจเธออยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจขนาดนั้น อีกฝ่ายอยากจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ แต่ถ้ามันเกินไปก็ค่อยว่ากันอีกที
“ฮัลโหล มึงโทรมาอะไรแต่เช้าฮะอีตูน บ้านมึงไฟไหม้เหรอ” หลังจากควานหาโทรศัพท์บนโต๊ะข้างเตียงได้เธอก็กดรับสายทันทีด้วยความรำคาญ และที่เธอคิดว่าเป็นตั้มเพราะเธอให้มันโทรมาเตือนเธออีกครั้ง เรื่องการไปติวข้อสอบกันที่ห้องของมัน วันนี้พวกเธอหยุดหนึ่งวัน จึงนัดกันไปติวข้อสอบที่ห้องของตั้ม แต่ไม่คิดว่ามันจะโทรมาปลุกแต่เช้าขนาดนี้
(เอ่อ นี่ใช่เบอร์น้องเบลล์หรือเปล่าครับ) แต่แล้วน้ำเสียงที่ดังเล็ดลอดออกมาทำให้เธอตื่นเต็มตาและหายง่วงเป็นปลิดทิ้งเพราะเสียงนี้มันไม่ใช่เพื่อนของเธอ ร่างบางเอาโทรศัพท์ออกจากหูและกดดูหน้าจอโทรศัพท์อีกครั้งก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าเบอร์ดังกล่าว เธอไม่ได้บันทึกชื่อเอาไว้ แล้วใครแม่งโทรมาหาเธอแต่เช้าวะ!
ร่างบางเสยผมยุ่งๆ ของตัวเองก่อนจะตั้งสติอีกครั้งเพราะเหล้าที่ดื่มเข้าไปทำเอาเธอมึนหัวจนแทบไม่อยากลุกไปไหนเลยจริงๆ สุดท้ายเธอก็ปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติและกรอกเสียงลงไปเพื่อถามว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
“เบอร์เบลล์เอง แล้วนี่ใครเหรอ” เธอถามปลายสายไปและแนบหูฟังอย่างตั้งใจเพราะถ้าเป็นพวกมิจฉาชีพหรือคนที่โทรมาก่อกวน เธอจะด่าให้หูชาเลย โทษฐานโทรมารบกวนการพักผ่อนของเธอ
(พี่โฟล์คเองครับ พี่จะโทรมาถามว่า เราไปหาหมอหรือยัง แล้วเจ็บระบมตรงไหนหรือเปล่า) น้ำเสียงห่วงใยที่อีกฝ่ายพูดออกมาทำเอาเธอชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรู้สึกแปลกๆ เพราะปกติจะมีก็แต่คนในครอบครัวที่ชอบถามเธอด้วยความเป็นห่วงแบบนี้ ยิ่งน้ำเสียงอบอุ่นใจดีที่อีกฝ่ายพูดออกมาแทบจะเหมือนพ่อของเธอเลยทีเดียว
“เอ่อ หนูไม่ได้เป็นอะไรมากค่ะ ก็เลยไม่ได้ไปหาหมอ ถลอกนิดๆ หน่อยๆ เอง” เธอตอบเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและรู้สึกแปลกๆ ที่ต้องมาคุยกับผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่แฟนหรือคนในครอบครัว ที่สำคัญทำไมเธอต้องทำเสียงอ้อนๆ เวลาคุยกับเขาด้วยวะ ร่างบางตบตีกับความคิดตัวเองก่อนจะได้ยินเสียงของเขาถามออกมาอีกครั้ง
(ยังไงพี่ขอโทษอีกครั้งนะครับ ถ้าได้เจอกันอีก พี่ขอเลี้ยงข้าวไถ่โทษเรานะ) ปลายสายยังคงพูดจาด้วยน้ำเสียงสุภาพดังเดิม
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูไม่ได้เจ็บอะไรขนาดนั้น อีกอย่างหนูเองก็ผิดที่ไม่ทันระวังเหมือนกัน” จะโทษเขาฝ่ายเดียวก็ไม่ได้เพราะเธอเองก็ไม่ทันระวังเหมือนกัน อีกอย่างเธอเองก็มีแผนที่จะเข้าไปหาเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ถือว่าเจ็บตัวนิดๆ หน่อยๆ เพื่อได้เบอร์เขามาก็แล้วกัน
(ไม่เป็นไรเหมือนกันครับ ยังไงถ้าเจอกันอีก พี่ขอเลี้ยงข้าวนะ ส่วนตอนนี้พี่ไม่รบกวนเราแล้ว ไว้เจอกันเร็วๆ นี้นะครับ) พูดจบก็รีบวางสายไปโดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ตอบรับหรือปฏิเสธ ส่วนเธอยังคงนั่งมึนงงอยู่กับที่เพราะเมื่อสักครู่เหมือนเขาจะเป็นฝ่ายพูดเองเออเองอยู่ฝ่ายเดียวโดยไม่สนใจเธอ อะไรของเขากัน จู่ๆ ก็มามัดมือชกเธอแถมยังเอาแต่ใจตัวเองแบบสุดๆ อีกต่างหาก เธอยังไม่ได้ตอบตกลงอะไรเลยด้วยซ้ำ ร่างบางถอนหายใจและส่ายหัวไปมาก่อนจะทำการบล็อกเบอร์เขาทันที เหอะ! เจอกันเร็วๆ นี้อะไร เธอไม่ได้อยากเจอเขาสักหน่อย…
คอนโดโฟล์ค
ด้านโฟล์คเขาอมยิ้มอยู่คนเดียวจนใครอีกคนที่เดินออกมาจากห้องนอนอีกห้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเพราะดูเหมือนว่าพี่ชายของเธอจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เฟิร์นรีบเดินเข้าไปหาและเอ่ยแซวด้วยรอยยิ้มทะเล้น ส่วนแววตาก็จ้องมองอย่างจับผิดพี่ชายไปด้วย
“อารมณ์ดีจังเลยนะคะ หรือว่าคนที่เฮียโทรหาคือคนพิเศษน้า ถึงได้ยิ้มแก้มปริขนาดนี้” เธอยิ้มล้อเลียนและหยิบเอาขนมปังที่พี่ชายเตรียมไว้ให้มากัดกินไปด้วย เมื่อคืนเธอดื่มหนักมากจนกลับไปนอนที่บ้านไม่ไหวและพี่ชายเธอก็ไม่อยากให้เธอนั่งแท็กซี่กลับบ้านคนเดียวด้วย เธอถึงได้มานอนที่คอนโดพี่ชายเธอแทน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของเธออยู่แล้ว เพราะเวลาไปเที่ยวหรือกลับดึกก็มักจะขอมานอนที่นี่เสมอ เพราะคอนโดพี่ชายเธอห้องใหญ่มากแถมมีสองห้องนอนอีกด้วย เธอจึงยึดห้องนอนเล็กมาเป็นของตัวเองซะเลย
“แซวเฮียเหรอ เดี๋ยวเถอะ!” ร่างสูงหยิกแก้มน้องสาวอย่างมันเขี้ยว แต่ก็ไม่ยอมปริปากบอกเพราะเขายังไม่มั่นใจว่าจะได้คุยกับเธออีกมั้ยเพราะจากที่ได้พูดคุยกันเขาก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้อยากพูดคุยกับเขานัก
“แน่ะ มีพิรุธจริงๆ ด้วย บอกเฟิร์นมาเลยนะ คนที่ทำเฮียยิ้มได้ขนาดนี้คือใคร เฟิร์นรู้จักหรือเปล่า” เธอเขย่าแขนพี่ชายอย่างไม่ยอมแพ้ นานแล้วที่เธอไม่เคยเห็นพี่ชายเธอคบใครอย่างจริงจัง แฟนคนล่าสุดก็น่าจะตอนมัธยมปลายเลยมั้ง จากนั้นก็ไม่เคยเห็นพี่ชายเธอคบกับใครอีกเลย
“ไม่บอก ปล่อยให้อยากรู้แบบนี้แหละ” โฟล์คกระตุกยิ้มก่อนจะลุกไปหยิบน้ำผลไม้มาให้น้องสาวได้กิน เพราะเดี๋ยวเขาจะไปส่งเธอที่บ้านและอยู่ทานข้าวกับครอบครัวเลย หลายวันแล้วที่เขาไม่ได้กลับไปทานข้าวกับที่บ้าน มารดาบ่นคิดถึงและงอแงใส่ไม่หยุดจนเขาต้องรีบกลับไปหา ซึ่งไม่ต้องสืบเลยว่าน้องสาวเขาเหมือนใคร ทั้งนิสัยและหน้าตาได้มารดาเขามาหมดเลย แต่ไม่ว่ายังไงทั้งสองคนก็คือผู้หญิงที่เขารักมากที่สุด
“เฮีย! กลับมาบอกเฟิร์นก่อน เดินหนีแบบนี้ไม่ได้นะ”
“เฮียเดินหนีที่ไหน เดินมาเอาน้ำส้มให้เราเนี่ย” ร่างสูงเดินกลับมายื่นน้ำส้มให้น้องสาว ก่อนจะหลุดขำกับสีหน้าไม่ได้ดังใจของเจ้าตัว
“ขัดใจที่สุดเลย เฟิร์นอยากรู้เนี่ย” เธอยังคงงอแงไม่เลิก แต่มีหรือโฟล์คจะรู้ไม่ทันว่าเจ้าตัวทำงอนไปงั้นเพราะคิดว่าเดี๋ยวเขาก็ใจอ่อนยอมบอก แต่ครั้งนี้เขาจะไม่ใจอ่อนเพราะกลัวว่าบอกไปแล้ว มันไม่ได้เป็นแบบที่เขาหวังเอาไว้ น้องสาวจะพลอยผิดหวังไปด้วย
“ก่อนเราจะอยากรู้เรื่องเฮีย เราน่ะตอบเฮียมาก่อน ว่ามีปัญหาอะไรกับเลโอ ทำไมเมื่อคืนดูมึนตึงใส่กันและมันก็ไม่ค่อยแกล้งเราเหมือนเดิมด้วย” คราวนี้เป็นคนตัวเล็กที่เอาแต่นิ่งเงียบเพราะเธอเองรู้อยู่แก่ใจว่าทำไมพี่เลโอถึงไม่แกล้งเธอเหมือนเดิมและดูจะห่างเหินเย็นชาใส่กันมากกว่าเดิมด้วย
“ไม่มีอะไรค่ะ พี่เลโอคงเบื่อจะแกล้งเฟิร์นแล้วมั้ง อีกอย่างเฟิร์นมีคนคุยแล้วนะ จะไปสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่นได้ไง พี่เลโอก็คงไม่อยากวุ่นวายกับเฟิร์นจนเกินไปนั่นแหละ” เหตุผลที่พอจะทำให้พี่ชายเธอเลิกสงสัยได้ก็คงจะเป็นเรื่องนี้เท่านั้นเพราะตอนนี้เธอมีคนคุยแล้วจริงๆ ไม่ว่าจะกับใครเธอก็ต้องรักษาระยะห่างทั้งนั้น เว้นก็แต่พี่ชายของเธอเพียงคนเดียว
“งั้นเหรอ ถ้าเป็นแบบนั้นเฮียก็สบายใจ เฮียไม่อยากให้เราไปมึนตึงใส่เลโอมัน อย่าลืมว่านอกจากเฮีย ก็มีพี่เลโอที่หวังดีกับเฟิร์นมากที่สุด” มันมีหลายเหตุการณ์ที่เขากับเพื่ิอนคนนี้คอยช่วยกันดูแลน้องสาวเขามาโดยตลอด ตั้งแต่มัธยมจนถึงตอนนี้ก็ว่าได้
“เฟิร์นรู้แล้วค่า เฟิร์นไม่ได้โกรธเกลียดอะไรพี่เลโอสักหน่อย” เธอทำหน้ามุ่ยใส่พี่ชาย ถึงแม้ว่าพี่เลโอจะชอบทำเธอหงุดหงิดอยู่บ่อยๆ แต่เธอก็ไม่เคยเกลียดอีกฝ่ายเลยสักครั้ง เธอรู้สึกอบอุ่นด้วยซ้ำที่มักจะเห็นเขาคอยอยู่ใกล้ๆ เธอเสมอ เมื่อคืนยอมรับว่าเธอเองก็รู้สึกวูบโหวงในใจเหมือนกันที่ได้รับสายตาเย็นชาจากเขา
“โอเคครับ ถ้างั้นกลับบ้านกันเถอะ เฮียหิวข้าวแล้ว” เฟิร์นพยักหน้าและเดินไปหยิบกระเป๋าใบเล็กของตัวเอง จากนั้นก็เดินตามหลังพี่ชายออกไปจากคอนโด เพื่อกลับบ้านที่อยู่ค่อนข้างไกลจากที่นี่ซึ่งมันทำให้เทอมหน้าเธอตัดสินใจที่จะย้ายออกมาอยู่คอนโดเพราะเริ่มทนกับรถติดและระยะทางระหว่างบ้านกับมหาวิทยาลัยไม่ไหว…
