บทที่ 4 ตอนที่ 3 เป็นแค่พี่น้อง..
ตอนที่ 3 เป็นแค่พี่น้อง..
ไร่ตะวัน
ร่างเล็กเดินวนเวียนอยู่ภายในบ้านด้วยใจที่ว้าวุ่น คิดหวาดระแวงอสูรขึ้นมาอีกคน ในตอนนี้เธอคิดไม่ออกเลยว่าถ้าอสูรหักหลังเธออีกคน ชีวิตหลังจากนี้จะเป็นยังไง? ไร่ตะวันที่เคยสวยงาม โรงงานที่เคยมีการผลิต บริษัทที่สร้างรายได้ จะค่อย ๆ ทยอยพังลงไปทีละอย่างใช่ไหม? แล้วถ้าต้องสู้คนเดียวจะเป็นยังไง..
ครืด ครืด สองข้อความใหม่ที่ยังไม่ได้เปิดอ่าน
DE : ทำทุกอย่างเหมือนเดิม เหมือนไม่มีผม
DE : อย่าให้มันแตะเนื้อต้องตัว
Tawan : เป็นเอามากนะ
DE : อยากลองไหมล่ะ?
Tawan : ทำทุกอย่างเหมือนเดิม!
เน้นย้ำประโยคของเขาให้เขาได้เข้าใจ ก็คงจะเข้าใจเพราะอ่าน..ไม่ตอบ
17.00 นาฬิกา
เสียงเครื่องยนต์รถเคลื่อนเข้ามาใกล้ทำหญิงสาวที่เผลอหลับใหลรู้สึกตัวตื่น ผงกศีรษะขึ้นมองว่ารถคันนั้นเป็นของใคร ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นว่าที่เจ้าบ่าวของเธอเอง..
ไม่นานนักพี่ธันก็เดินเข้ามาในบ้าน ย่อตัวนั่งลงด้านข้างศีรษะ..
“ไม่สบายเหรอครับ ทำไมนอนตอนเย็น” ธันถามในขณะที่วางมือวัดอุณหภูมิร่างกายของแฟนสาว ร่างเล็กเลยส่ายหน้าดันตัวเองลุกขึ้นนั่งตอบ..
“จะเป็นประจำเดือนน่ะค่ะ”
“ก็ว่าใส่เสื้อผ้ามิดชิดเชียว ปวดท้องไหมครับ ให้พี่ไปกดน้ำอุ่นมาให้ไหม”
“ไม่เป็นไรค่ะ แค่รู้สึกเพลีย ๆ เลยพักงีบสักหน่อย”
“ไหวไหมเนี่ย” วางมือลงบนหน้าขาว่าที่เจ้าสาวยิ้ม ๆ
“ไหวค่ะ ^_^”
“แล้ววันนี้มีงานอะไรให้พี่ช่วยไหม พี่เพิ่งทำแผนการตลาดเสร็จพอดี มีเวลาว่างหลายวันเลย”
“หลายวันเหรอคะ..”
“อยากไปเที่ยวไหมครับ” ถามว่าที่เจ้าสาวที่นั่งทำท่าครุ่นคิด จนได้คำตอบ..
“อยากไปกินข้าวดูหนัง แล้วก็หาอะไรกินก่อนกลับบ้านค่ะ”
“ให้พี่มาค้างด้วยไหมครับ”
“เอ่อ..ไม่เหมาะมั้งคะ”
“พี่นอนอีกห้องก็ได้ เราจะได้ไม่อึดอัด”
“เอาแบบนั้นเหรอคะ” ถามคนทรยศเสียงติดประหม่า
สิ่งที่หวาดกลัวที่สุดตอนนี้คงเป็นการข่มขืน แม้ว่าพี่เขาจะไม่เคยแสดงทีท่าแบบนั้นแต่เธอก็ยังรู้สึกกลัวอยู่ดี ในเมื่อเขาสามารถทำกับผู้หญิงคนอื่นได้ ทำไมจะทำกับเธอไม่ได้..
“พี่บอกแล้วไงครับ..”
“ค..คะ?”
“พี่จะไม่ล่วงเกินเราจนกว่า เราสองคนจะแต่งงานกัน”
“ค่ะอันนี้ตะวันรู้”
“รู้แล้วก็หายห่วงได้แล้ว พี่เป็นสุภาพบุรุษมากพอ หรือสองปีมานี้พี่ทำอะไรให้เราไม่ไว้ใจครับ?”
“ว..ไว้ใจค่ะ ไว้ใจสิคะ พี่ธันไม่เคยทำแบบนั้นเลย”
“งั้นก็วางใจได้แล้ว” ธันคลี่ยิ้มวางมือลงบนศีรษะแฟนสาวอย่างเอ็นดู ต่างจากตะวันที่รู้สึกเกร็ง กลัวการกระทำเหล่านี้
ช่วงเวลาที่หญิงสาวตื่นนอนค่อนข้างเย็นมากแล้ว ทำให้สองเราพอจะมีเวลาร่วมโต๊ะทานมื้อเย็นด้วยกัน ซึ่งก็เป็นอาหารง่าย ๆ ที่เธอไปขอให้คนงานมาช่วยทำให้ โดยปกติแล้วเราไม่ได้อยู่ด้วยกันสองต่อสองแบบนี้บ่อยมากนัก เพราะจะมีเอวาคอยมาอยู่เป็นเพื่อนเหมือนไม้กันหมาให้ตลอด และความสนิทสนมไว้เนื้อเชื่อใจนี้ก็ทำให้ไม้กับหมามัน… ‘ขยะแขยง!’
หลังมื้ออาหารจบลงพี่ธันก็ขอตัวกลับก่อน เธอเลยเดินออกมาส่งโบกไม้โบกมือยิ้มหวานให้เหมือนอย่างทุกครั้ง ทั้งที่สะอิดสะเอียนจนแทบอาเจียน อาหารเมื่อครู่ที่กินเข้าไปตอนนี้ตีขึ้นมาถึงลำคอเหมือนพร้อมขย้อนออกเต็มที ไม่วายต้องไปโก่งคออ้วก
คนอย่างเธอนั้นหากได้เกลียดก็คือเกลียด! ซึ่งไม่ใช่ใครก็ได้ ทุกอย่างมีเหตุผลของมัน
กลายเป็นว่าตะวันต้องเดินเข้าครัวไปต้มมาม่ามานั่งกินแทนการกินอาหารบนโต๊ะที่เหลือไว้ต่อ แค่หันไปเห็นช้อนที่อีกคนจับตัก ที่นั่งที่เขานั่ง เธอก็แทบสำรอกอีกครั้ง
สายวันต่อมา..
ตะวันมีนัดกับว่าที่เจ้าบ่าวในช่วงที่ห้างเปิด โดยคุยกันไว้ว่าเราจะหาอะไรกินรองท้องก่อนเข้าไปดูหนังและเมื่อดูหนังเสร็จก็หาอะไรกินก่อนกลับบ้าน จบด้วยการที่พี่ธันมานอนค้างที่บ้าน ช่วงเช้าก็คง..ออกไปดูไร่ตะวันด้วยกัน
ระหว่างที่กำลังนั่งคิดอะไรเพลิน ๆ ไม้กันหมาที่เคยใช้บ่อย ๆ ก็แวะเวียนมาหา เรียกได้ว่าประจวบเหมาะเจาะมาก
“แต่งตัวสวยจะไปไหนคะคุณว่าที่เจ้าสาว”
“ออกไปหาอะไรกินน่ะ ไปด้วยกันไหม”
“ไปกันสองคนเหรอ”
“เปล่า เดี๋ยวพี่ธันมารับ แกไปด้วยกันสิ ฉันว่าจะโทรชวนพอดี” โกหก! เธอโกหกคำโตเลยล่ะ และคำโกหกนี้ก็ทำเอวายืนยิ้มหน้าบาน
“ได้ ๆ กำลังหิวพอดี”
“วันนี้แกว่างไหมเอวา”
“ก็..ว่างอยู่นะ มีประชุมอีกทีช่วงเย็น”
“ไปดูหนังด้วยกันไหม พี่ธันชวนอะ”
“ชวนแกเหรอ”
“ใช่ ฉันก็เลยชวนแกไง..”
“พี่เขาไม่ทำงานหรือไง เมื่อวานเห็นบอกว่ามีงานด่วนช่วงเย็น”
“เหรอ ด่วนเหรอ พี่เขาแวะมาหาฉันอยู่นะ” ประโยคของเจ้าของบ้านทำเพื่อนสาวหันขวับมามองตาแข็ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนให้กลับเป็นอ่อนโยนดังเดิม ซึ่งมันก็ไม่ทัน..เธอเห็นหมดแล้ว
และในขณะนั้นเสียงบุคคลที่สามก็ดังขึ้น..
“ตะวันครับ พี่มา..อ้าว แวะมาหาตะวันเหรอ” ธันวาเดินคลี่ยิ้มเข้ามาในบ้านก่อนจะชะงักเพราะเอวาที่มาเหมือนกัน จนเผลอถามออกไป
“ค่ะ พอดีว่ามีประชุมอีกทีช่วงเย็นเลยแวะมาหาตะวันสักหน่อย”
“ครับ” ธันพยักหน้า แสร้งมองผ่านไปยื่นดอกไม้ให้แฟนสาว
“ดอกไม้ไถ่โทษที่ไม่ค่อยมีเวลาให้ครับ” ขณะที่ยื่นให้สายตาของเอวาก็ดูไม่ชอบใจ ผิดกับตะวันที่ยิ้มหวานกอดแขนเขาแล้วเอ่ย..
“ขอบคุณนะคะ น่ารักที่สุดเลย ~”
“ครับ หิวหรือยัง ไปกันเลยไหม อ..อ้อ เอวาไปด้วยกันสิ ไปกันเยอะ ๆ สนุกดี”
“ค่ะ เอวาขอจอดรถไว้ที่นี่นะคะ”
“ทำไมแกไม่ขับรถไปล่ะ เผื่อมีงานด่วน” ตะวันแสร้งถามขึ้น ทำให้เอวาที่แสดงออกว่าไม่พอใจกลับมามีทีท่าดังเดิม ก่อนจะพยักหน้าว่าตามที่ตะวันพูด โดยไม่ลืมแก้ตัวว่าเคยชินกับการติดรถคนสองคนเลยเผลอพูดไปแบบนั้น
“ไปกันครับ เจอกันที่ห้างxxนะ”
“ค่ะ ๆ” เอวาพยักหน้าตอบอย่างจำใจ
“รีบเหยียบนะแก ฉันหิวมากไส้จะขาดแล้ว” ตะวันยิ้มตาหยีพูดกับเพื่อนสาว และคำพูดของเธอก็ทำให้พี่ธันรีบเดินเข้ามาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง จนเอวามีสีหน้าไม่พอใจอีกครั้ง
“หิวมากไหมครับ ขนมปังก่อนไหม พี่กลัวเราปวดท้อง”
“ไม่เป็นไรค่ะ ตะวันทนได้ รีบตามมานะเอวา ~” เธอยิ้มหวานบอกเพื่อนสาว ยื่นมือไปจับมือกับพี่ธันเดินผ่านหน้าไป ไม่วายขอช่วยเอวาที่ออกจากบ้านคนสุดท้ายให้ปิดประตูบ้านให้ด้วย
ท่าทางกะหนุงกะหนิงของคนสองคนทำเอวากำมือแน่น กระทืบเท้าไม่พอใจทันทีเมื่อคนสองคนลับตา ก่อนจะพยายามข่มตัวเองให้ไม่สติแตกโวยวายเป็นบ้าเป็นหลังให้เพื่อนรักโง่ ๆ รู้ตัว
คอนโด AmBay
“เร็ว ๆ”
เสียงเรียกทำให้อสูรที่เผลอเหม่อลอยหันกลับไปมองเจ้าของเสียง
“กะอีแค่ให้ไปซื้อโทรศัพท์ใหม่ให้ ทำไมมึงต้องลีลา”
“แล้วทำไมมึงไม่ไปเอง?”
“ถ้าไม่ต้องใช้บัตรยืนยันตัวตนกูก็ไปเองแล้วไหม”
“ลูกน้องมึงล่ะ?”
“มันไม่ได้หรือเปล่า”
“เหตุผล”
“ของสำคัญ ทำไมต้องใช้ในชื่อคนอื่นที่กูไม่ไว้ใจ”
“แล้วมาไว้ใจกูทำไม”
“น่ารำคาญฉิบหาย เร็ว ๆ ซัมไปเดินเลือกรอแล้ว”
“ไปเดินรอหรือหนีไปก่อนแล้ว?”
“เออกูเพิ่งตื่น พอใจมึงหรือยัง”
“แค่นั้นแหละ” อสูรพูดแล้วยืนขึ้นเต็มความสูง เดินไปคว้ากุญแจรถมาใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง
“เร็ว ๆ”
“กูไม่รีบ”
“แต่กูรีบ!” ปีศาจโวยเสียงดัง
“เรื่องของมึง” ว่าแล้วเดินผ่านหน้าพี่ชายสีหน้าราบเรียบ
ห้างxx
อสูรลืมตามองรถที่ขับเคลื่อนเข้ามาจอดในลานจอดซูเปอร์คาร์ ก่อนจะถอนหายใจเสียงดังเพราะเสียงคนด้านข้างที่เร่งให้เขาทำเวลา ทั้งที่กำลังปลดล็อกเข็มขัดอยู่ สีหน้าน้ำเสียงของคนเป็นพี่ดูร้อนรนเหมือนว่ามัน..
“ซัมรออยู่ศูนย์ I มึงไปก่อนเลย กูไม่ไหวล่ะ” ปีศาจพูดและโยนกุญแจรถคืนน้องชาย วิ่งหน้าตื่นขนแขนลุกชันตรงไปยังโถงทางเดินที่มีป้ายบอกทางไปห้องน้ำ
“ถ้ามึงพูดตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องวิ่งหางจุกตูดแบบนี้หรอก หึ..” อสูรหัวเราะในลำคอมองตามหลังปีศาจที่วิ่งหายไปจากสายตา เพราะตลอดทางที่มาเขาเห็นมันนั่งดุกดิก ขนลุกขนชัน เดี๋ยวก็สั่น คงไม่แคล้วข้าศึกบุกชัวร์
อสูรยืนรอลิฟต์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปด้านในตัวลิฟต์และเมื่อถึงจุดหมาย เขาก็สาวเท้าออกมายืนหันมองซ้ายขวา จึงได้เห็นว่าพี่สะใภ้นั่งรออยู่ที่โซนรับลูกค้า..
“ปีศาจเข้าห้องน้ำ” เอ่ยเสียงเรียบนั่งเว้นระยะห่างจากพี่ซัม หญิงสาวหันมาสบตาเพียงครู่หนึ่งแล้วจึงพยักหน้าตอบ
“มานานแล้วเหรอครับ”
“สองชั่วโมง”
“ตั้งแต่ปีศาจยังไม่ตื่นเหรอ”
“ตื่นแล้ว แต่นอนลีลาบนเตียงไม่ลุกสักที” หญิงสาวตอบเหมือนปลง
“ประสาท”
“นี่ปีศาจไปตามนายเหรอ”
“ครับ”
“ขอโทษที่ต้องรบกวนนะ พอดีเมื่อคืน..”
“ไม่เป็นไร ผมเข้าใจ” พยักหน้าสบตาเข้าใจความหมายของคนสองคน ให้เดาเมื่อคืนคงทะเลาะกันหนัก ไอ้ปีศาจก็คงทำลายข้าวของ พาลมาทำโทรศัพท์พี่ซัมแตกจนต้องหอบสังขารไปหาเขาถึงคอนโดเพื่อลากมาช่วยซื้อใหม่สินะ
“ขอบคุณนะ”
“มีอะไรให้ช่วยบอกผมได้ตลอด ไอ้ปีศาจมันประสาท”
“ปีศาจก็เป็นแบบนั้นแหละ”
ประโยคนี้นัยน์ตาพี่ซัมดูสิ้นหวังเหมือนคนหมดศรัทธา ต่างจากเจ้าตัวที่ไม่สะทกสะท้าน พังก็แค่ซื้อใหม่ เสียก็ซื้อใหม่ มีเงินอะไรก็ง่ายคือความคิดของไอ้พี่เวร
ครึ่งชั่วโมงต่อมา..
อสูรยืนยันตัวตนให้เสร็จเรียบร้อยจึงขอตัวแยกออกมาด้วยที่ไม่อยากรบกวนเวลาคลั่งรักของไอ้ปีศาจ อีกอย่างไม่อยากอยู่เป็นก้างขวางคอเวลามันแสดงความรักกับพี่ซัมด้วย ไม่รู้ว่าพี่ซัมรำคาญมันบ้างหรือเปล่า เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ แต่ถ้าเป็นเขา ผัวก็ผัวเถอะ ต้องแดกส้นตีนถึงจะหายบ้า
ในขณะที่เดินคิดอะไรเพลิน ๆ ก็เจอเข้ากับคนสามคนที่เดินมาด้วยกัน..
“อ้าว มาซื้ออะไรเหรอ” ตะวันทักทายรุ่นน้องที่คุ้นเคยยิ้ม ๆ ทว่านั่นไม่ได้ทำให้อสูรสนใจ สิ่งที่สนใจคือรอยบนลำคอและหน้าอกหายไปไหน?
“อสูร..ตื่นยังเนี่ย” เอวาก้าวขามาหยุดยืนหน้าอสูรโบกมือเรียกสติ แล้วก็ต้องตกใจเมื่ออสูรปัดมือที่กำลังโบกให้ได้สติออก
“อ๊ะ!” เอวาร้องเสียงหลงกุมแขนข้างที่ถูกปัดแน่น นัยน์ตาสั่นระริกน้ำสีใสคลอ
“ขอโทษที ลืมตัว” อสูรพูดเหมือนปลง คว้าแขนพี่เอวาขึ้นมาบีบ ๆ นวด ๆ ให้ก่อนจะวางลง
“รับคำขอโทษเป็นการไปกินข้าวดูหนัง ไปเปล่า ~ นาน ๆ เจอกันที”
“…” ประโยคเชื้อเชิญทำอสูรเงยหน้าขึ้นสบตาพี่ตะวันกับว่าที่เจ้าบ่าว ก่อนจะดันลิ้นสากติดกระพุ้งแก้มมองไปที่มือคนสองคน จนพี่ตะวันผละออกมายืนข้างพี่เอวาเอ่ยชวนเขาอีกคน
“ไปไหม? นาน ๆ เจอกันที”
“เหรอ?” เลิกคิ้วถามพี่ตะวัน
“ไปเถอะนะ” เอวาถือวิสาสะมากอดแขนอสูร ทำตาปริบ ๆ
“อืม” ร่างสูงครางรับในลำคอแกะมือพี่เอวาออก นั่นจึงทำให้เธอมีสีหน้าจับผิดจนเอ่ย..
“แอบมีแฟนหรือเปล่าเนี่ย หวงตัวขนาดนี้”
“ยังโสดครับ”
“งั้นพี่ก็กอดได้สิ ตะวันยังกอดได้เลย”
“กอดไม่ได้แล้วครับ พี่ตะวันจะแต่งงานแล้ว”
“พี่ยังนี่”
“ครับ” จำใจพยักหน้าปลง ๆ อยากกอดก็กอดแต่ถ้าโดนปัดหรือผลักออกก็อย่าร้องแล้วกัน
ตลอดมื้ออาหารอสูรนั่งมองรุ่นพี่ที่คุ้นเคยนิ่งแล้วก็มีหลายครั้งที่เผลอไปสบตาเข้ากับคนของเธอ นัยน์ตามันดูมีคำถามมากมายอยากจะถามเพียงแค่ยังไม่มีโอกาส จนกระทั่งเขาขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนเข้าโรงหนัง
“เอวาบอกว่านายเคยชอบตะวัน”
“ก็แค่เคย”
“แน่ใจว่าแค่เคย?”
“กำลังจะแต่งงานไม่ใช่เหรอครับ ยินดีด้วย”
“หวังว่าคงไม่มากเกินคำว่าพี่น้องนะ เพราะตะวันเป็นของผม”
“ครับพี่..ธัน” หันไปตอบเหมือนไม่รู้สึกอะไร แสร้งทำหน้าไขสือล้างมือแล้วสะบัดไปมาเนียน ๆ ทั้งที่ความจริงแล้วอยากกดหัวมันลงมาล้างน้ำมากกว่า แต่ก็ทำได้แค่..ใจเย็นรอเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น
จังหวะที่อสูรเดินออกจากห้องน้ำเป็นจังหวะเดียวกันกับที่พี่เอวาเดินเข้าห้องน้ำหญิงไป เขาเลยรีบสาวเท้าไปยังหน้าโรงหนัง..
“รอยหายไปไหน?” เป็นคำถามแรกที่ถามพี่ตะวัน ทำหญิงสาวหันมาคลี่ยิ้มตอบ
“ใช้คอนซีลเลอร์กลบหมดแล้ว”
“ไม่เหลือเลย?”
“มีอยู่ในร่มผ้า”
“อย่าให้เห็นว่ามีรอยเพิ่ม” เค้นเสียงลอดไรฟันบอกให้เธอรู้ตัว แต่ก็ยังไม่ทันได้พูดคุยอะไรกันมากนักคนสองคนก็เดินมาหยุดยืนด้านข้างชวนเข้าไปในโรงหนังแล้ว
ปัญหาคือพี่เอวาที่เลือกที่นั่งไม่จบไม่สิ้น จะนั่งข้างเขาก็ไม่..ข้างเพื่อนตัวเองก็ไม่ จนได้ไปนั่งริมสุดด้วยเหตุผลที่ว่าปวดฉี่บ่อยจะได้ไม่รบกวน พอพี่ตะวันบอกให้เขามานั่งข้างพี่เอวา เธอก็ส่ายหน้าบอกไม่เป็นไรให้เขานั่งข้างพี่ตะวันเลย แล้วแบบนี้จะยังไง? ที่เกี่ยงไปมานี่คืออยากนั่งข้างผัวเพื่อนถูกไหม?
“ผมนั่งตรงนี้แหละ ใครจะนั่งที่ไหนก็ตามใจ” ตัดความรำคาญนั่งลงซะจบ ใครจะร้องหาผัวใครก็ช่างแม่ง รำคาญ!
“พี่ธันนั่งตรงนี้สิคะ ตะวันมีเรื่องจะถามอสูรหน่อย” ตะวันยิ้มชี้ไปที่ว่างข้างเอวาทำให้พี่ธันยอมนั่งลงแม้สีหน้าจะค่อนข้างลำบากใจ
“มีอะไรเหรอ”
“ตะวันแค่จะถามเรื่องงานน่ะค่ะ”
“ถามพี่ไหม” ธันเสนอตัวเอง
“พี่ธันเครียดพอแล้ว ไม่อยากถามให้เครียดอีกค่ะ”
“หนังมาล่ะ คุยไรกันนักหนา” อสูรตัดความรำคาญด้วยการชี้ไปที่หน้าจอ เลยเป็นเหตุให้ทั้งสองคนที่กำลังคุยกันสงบลง ยอมนั่งมองหน้าจอแต่โดยดี..
ระหว่างที่หนังกำลังฉาย มือใหญ่ก็ขยับไปคว้ามือเรียวเล็กของพี่ตะวันมากอบกุม มือเธอนั้นเย็นเฉียบจนต้องหรี่ตามอง จึงได้เห็นว่าอีกมือของเธอมีว่าที่เจ้าบ่าวกุมอยู่เหมือนกัน
ถามว่าแคร์ไหม ไม่ ไม่แคร์เลยสักนิด แต่ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่มันจะเป็นคนแรกที่เขากระทืบไม่ออมแรงเลยคอยดู!
ตลอดการดูหนังคนที่น่ารำคาญที่สุดสำหรับเขาคือพี่เอวา ในใจคิดอยากถาม ‘เป็นเหี้ยอะไรนักหนา’ เดี๋ยวฟึดฟัดเดี๋ยวลุกเดี๋ยวนั่ง อาการคันมันกำเริบจนนั่งไม่ติดหรือเห็นเพื่อนรักอยู่กับแฟนแล้วทนไม่ได้? กระทั่งหนังจบลง..
“มีไปไหนต่อไหม ไปกินข้าวกัน” เอวาเดินไปสวมกอดแขนอสูรแล้วเอ่ยชวนอ้อน ๆ ท่าทางนี้ทำให้อสูรปัดมือออก
“ไม่หิว”
“กลับเลยหรือเปล่า ขับรถดี ๆ นะ” ตะวันชะเง้อหน้าไปเอ่ยกับอสูร
“อืม” ตอบรับในลำคอ หรี่ตามองคนสามคนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเสียมารยาทเดินห่างออกไปไม่ร่ำไม่ลาเลยสักคน
“อสูรดูอารมณ์ไม่ค่อยดี หึงพี่กับเราหรือเปล่า” ธันแสร้งถามขึ้น ตะวันเลยหันมาส่ายหน้าเอ่ย..
“ไม่หรอกค่ะ อสูรมีคนในใจแล้ว”
“ไม่ใช่เราเหรอ”
“ไม่ค่ะ เราเป็นแค่พี่น้อง..” ท้องชนกัน
“อ๋อครับ”
