บทที่ 17 ตอนที่7 ดูแลสามี 1

ถึงแม้ไม่มีวรยุทธ์หรือวิชามารอันใดเหมือนร่างเดิม

หากแต่ซานซานในร่างชิงหลินยังคงมีความทรงจำเกี่ยวกับเคล็ดวิชามารทุกอย่างกระทั่งการจัดทำค่ายกลทุกค่าย ยามนี้ค่ายกลแบบง่าย นางจึงสร้างขึ้นมาได้ไม่ยาก

ชาติที่แล้ว ซานซานคือจอมยุทธ์หญิงที่มีฝีมือร้ายกาจ ได้รับฉายาว่านางมารอย่างช่วยไม่ได้

พอมาชาตินี้ถึงแม้จะอ่อนแอไปหน่อย หากแต่ออกแรงมากๆ ก็เท่ากับได้ฝึกฝน มือเท้าของร่างกายนี้ยังมีครบ ไม่มีอะไรต้องกังวล ทั้งนี้การสร้างค่ายกลยังนับเป็นการฝึกวิชาเบื้องต้น ซานซานที่ชอบฝึกยุทธ์เป็นทุนเดิมจึงแช่มชื่นในการทำเรื่องเหล่านี้

หญิงสาวมีความคิดที่จะเริ่มต้นฝึกยุทธใหม่อีกครั้ง            ทำเหมือนเมื่อก่อนที่เริ่มจับกระบี่ฟันดาบตั้งแต่จำความได้

เพียงแต่แรกเริ่มที่พยายามออกแรงทำงาน ซานซานถึงกับหมดพลังล้มลง หลังจากพักจนหายเหนื่อย ก็เริ่มทำใหม่ เมื่อไม่ไหวก็หยุดก่อน พอมีแรงขึ้นมาก็ทำใหม่ วนเวียนไปเช่นนั้น

ยามนี้นางกำลังเดินไปเดินมาระหว่างบ้านกับริมลำธาร ทั้งยังเดินขึ้นลงระหว่างลานหน้าบ้านกับเชิงเขาไม่หยุดหย่อน             จากเช้าจรดเย็น เย็นจรดค่ำ กระทั่งทำค่ายกลพื้นฐานเสร็จในหลายวันต่อมา จนร่างกายที่เคยอ่อนแอเริ่มแข็งแรงทีละน้อย กำลังวังชาก็มีเพิ่มขึ้นมา ข้อมือข้อแขนก็เริ่มมีพลังขึ้นมาก

จ้าวเหว่ยมองการกระทำของซานซานอยู่เงียบๆ ไม่คิดสอบถามหรือห้ามปรามอันใด นัยน์ตาคมดำยังคงลึกล้ำดุจห้วงมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง ในใจคิดเพียงว่า นางอยากทำสิ่งใดในบ้านของเขาก็ตามใจเถิด แต่อย่ามายุ่งกับเขาก็พอ

ทว่าชายหนุ่มกลับคิดผิดไป เมื่อคืนหนึ่งมาเยือน                      ในจังหวะที่กำลังจะเข้านอน ซานซานพลันใช้ร่างเล็กของตนตะครุบร่างใหญ่ของเขาเอาไว้บนเตียง จับข้อมือหนามาพลิกก่อนตรวจชีพจรอย่างรวดเร็ว

“เจ้าจะทำอะไร?” จ้าวเหว่ยถามเสียงเข้ม สีหน้าไม่พอใจ

“อยู่นิ่งๆ” ซานซานหลับตาฟังเส้นสายโลหิตของอีกฝ่าย

เนื่องจากพวกเขาเป็นสามีภรรยาที่เคยเข้าหอกันแล้ว และทั้งบ้านก็มีเพียงเตียงเดียว แม้มิได้ทำกิจกรรมเคาะจังหวะอันแสนจะรัญจวนระหว่างชายหญิง แต่ยังต้องนอนด้วยกันอยู่ดี

กอปรกับคืนนี้ว่างจากงานค่ายกลแล้ว ซานซานจึงมีเวลาให้ชายผู้เป็นสามีเต็มที่

ภายใต้แสงเทียนที่สาดส่องในห้อง ใบหน้าของหญิงสาวจริงจังมาก แววตาแน่วนิ่ง ขึงขังเป็นพิเศษ ราวกับกำลังจะทำเรื่องที่ต้องใส่ใจที่สุดในใต้หล้า มิอาจทำพลาดได้แม้แต่นิดเดียว

จ้าวเหว่ยหรี่ตามองอย่างงุนงง ขมวดคิ้วแน่น

ซานซานเปลี่ยนจากจับชีพจรตรงข้อมือ มาจับชีพจรตรงลำคอ แล้วเลื่อนปลายนิ้วไปตามร่างกายของคนตัวสูง ไล้แผ่วเบาตามแนวกระดูก

“อะไรของเจ้า?”

จ้าวเหว่ยถามเสียงขรึม สร้างบรรยากาศให้เคร่งเครียด สะกดความรู้สึกร้อนวูบวาบจากสัมผัสของปลายนิ้วนาง

“ที่แท้เหย่หนิวของข้าก็ถูกทำลายวรยุทธ์มา”

ซานซานเอ่ยอย่างแปลกใจ คล้ายกับเจอเรื่องประหลาด ทว่ากิริยากลับสงบนิ่ง

“เจ้า...”

ครานี้เป็นจ้าวเหว่ยที่นึกแปลกใจมองนางตรงหน้าด้วยแววตาตะลึงงัน

อันที่จริง นางก็ทำตัวแปลกประหลาดตั้งแต่วิ่งไปวิ่งมา   วิ่งขึ้นลงภูเขาแล้วสร้างกับดัก ทว่าเขาเพียงมองอยู่ห่างๆ คิดว่านางแค่เล่นสนุกก็เท่านั้น แต่ยามนี้นางกลับมิใช่สตรีอย่างที่เห็น

นางมิใช่ชิงหลินผู้โง่เขลา

เป็นที่แน่นอนว่าจ้าวเหว่ยไม่อาจล่วงรู้ ว่าซานซานเคยสำเร็จวิชามารสารพัด ฝึกศาสตร์แห่งยุทธ์มาทุกแขนง การจับเส้นชีพจรแค่นี้ย่อมล่วงรู้ได้ไม่ยาก ทั้งยังสามารถรักษาได้อีกด้วย

คนผู้หนึ่งซึ่งเคยเป็นจ้าวสำนักอันยิ่งใหญ่ทั้งยังปกครองสมุนมากมาย เรื่องเล็กน้อยเท่านี้ หากไม่รู้ คงดูแลลูกสมุนที่เสี่ยงตายเพื่อนางมิได้แล้ว

บางคนยังถูกนางหักกระดูกแล้วจับมาต่อเองด้วยซ้ำ                เส้นเอ็นทั้งหลายนางยังสะบั้นกับมือแล้วจับต่อเองกับมือ

วิชายึดเส้นต่อกระดูกเปลี่ยนเอ็นเป็นความรู้พื้นฐานของวิชาฝ่ามือมรณะที่ซานซานเคยฝึกสำเร็จเมื่อชาติที่แล้ว

ถึงแม้ว่ายามนี้ยังมิทันได้เริ่มฝึกฝนวิชายุทธ์ ทว่าทุกสิ่งยังอยู่ครบภายในสมองของนาง การงัดมาใช้กับสามีย่อมดีแน่นอน

ซานซานในชาติก่อนนั้น มักจะสร้างศัตรูไปทั่ว นำภัยเข้าสำนักเสมอ ทำให้ลูกน้องต้องต่อสู้จนบาดเจ็บเกือบตายมากมาย

นางจึงต้องดูแลจนหายดี จะได้ออกไปกรำศึกทำเรื่องชั่วๆ เพื่อนางตลอดไป

มิรู้ว่าเจ้าพวกนั้นจะร้องไห้หรือหัวเราะที่นางตายเสียแล้ว

นานครู่ใหญ่ที่เรียวนิ้วของซานซานเพียงไล้แผ่วไปตามกล้ามเนื้อตึงแน่นของจ้าวเหว่ย

เบาราวปีกภมรบินผ่าน คล้ายหยอกเย้ามวลบุปผา

ทำเอาชายหนุ่มเกือบเคลิ้มตาม ทว่าพริบตาพลันได้ยินเสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบ!

“อ๊า...”

ค่ำคืนมืดมิดรอบด้านวังเวงบ้านไม้ไผ่อันโดดเดี่ยวริมธาร พลันมีเส้นเสียงแหบพร่าถูกเปล่งออกมาจากลำคอหนาแกร่ง             ฟังออกว่าเจ็บปวดสุดแสน ดังจนทะลุเรือนออกมาไกลโข

คืนนั้นทั้งคืน ไม่มีใครล่วงรู้ว่า กำลังมีชายชุดดำผู้หนึ่งนามว่าอู๋เจี๋ย ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการเข้าไปช่วยองค์รัชทายาทของเขา

ทว่าการฝ่าด่านค่ายกลแปดทิศขจัดมารไม่ง่ายดาย องครักษ์หนุ่มถึงกับบาดเจ็บสาหัสเลือดท่วมโทรมกาย

หมดเรี่ยวหมดแรงลอยไปกับสายน้ำ

“อะ...องค์ชาย กระหม่อมมิอาจปกป้องท่านได้...”

เสียงนั้นแผ่วเบาไม่อาจดังไปกว่าเสียงลมราตรี

บทก่อนหน้า
บทถัดไป