บทที่ 23 ตอนที่9 อดีตคู่หมั้น 3

ซานซานยังไม่หยุด นางว่าต่อ “ในเมื่อข้าเปิดทางให้แล้ว พวกเจ้าย่อมพร้อมแต่งได้ทุกเมื่ออย่างไม่ต้องรู้สึกผิดอันใด                 แต่อย่าลืมเสียเล่า ต่อให้ผู้คนทั้งหลายมีดวงตามืดบอด ทว่าฟ้ารู้ดินรู้ ว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นเช่นไร พวกเจ้าย่อมรู้ดีกว่าใคร ละอายใจบ้างก็ดี ยามตายเป็นผีจะได้ไม่ถูกนรกสูบ”

จบคำก็แสยะยิ้มมุมปาก แววตาคมกริบ

ได้เป็นสตรีบ้านป่าเมืองเถื่อนช่างดีกว่าสตรีชั้นสูงจริงๆ

ไม่ต้องรักษาจริต ระวังวาจา สะใจยิ่ง!

ชิงลี่ได้ฟังยิ่งหน้าเขียวคล้ำ โทสะลุกโชนในแววตา ไม่คิดว่าพี่สาวผู้ขลาดเขลาไร้ปากเสียงมาตลอด กลับมีวาจาร้ายกาจเยี่ยงนี้ นางจึงหันไปทางจางฉวน เห็นเขาเพียงยืนเงียบงัน ไม่เอ่ยวาจาสักคำ สองตายังมองชิงหลินอย่างตื่นตะลึง คล้ายกับได้เจอสิ่งอันน่าประทับใจ

แววตาของชิงลี่ยิ่งฉายแววชิงชังต่อชิงหลิน

ส่วนจางฉวนนั้น ยามนี้กำลังอึ้งงัน เขาคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าถ้อยคำที่ได้ฟัง จักเกิดจากสตรีตรงหน้า ซึ่งเป็นอดีตคู่หมั้นผู้โง่งมของเขา นางเผ็ดร้อนเยี่ยงนี้ตั้งแต่เมื่อใด

อา...ช่างถูกใจ

คนเราเมื่ออ่อนแอจนถึงระดับหนึ่ง พอเจอกับเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างที่สุด ก็สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และหลุดพ้นจากความขลาดเขลาได้ภายในคืนเดียว

เมื่อทำความเข้าใจได้ จางฉวนจึงผ่านพ้นภาวะตกตะลึง มุมปากผุดรอยยิ้มบางเบา นำพาความหล่อเหลาเพิ่มหลายส่วน เขาคลี่ยิ้มอบอุ่นส่งให้สตรีตรงหน้าอย่างจงใจ ด้วยรู้ดีกว่าใคร                                      ว่ามันได้ผลเสมอ

ชิงหลินมักมองเหม่อเขาไม่วางตา…

ทว่าทุกสิ่งพลันเปลี่ยนไป เมื่อสตรีตรงหน้าแค่นเสียงออกมาคำหนึ่ง ก่อนยกยิ้มเยียบเย็น แล้วเอ่ยเนิบช้าอย่างเย็นชา “เก็บรอยยิ้มหลอกลวงของท่านเอาไว้ใช้กับสตรีโง่งมคนอื่นเถิด ข้าเห็นแล้วอยากอาเจียนยิ่ง”

จบคำก็จากไป ปล่อยให้คู่ชายหญิงทำหน้าราวกับเห็นผี

ซานซานกลับเข้าบ้านมาพร้อมม้วนกระดาษหมึกพู่กันครบครันก็ลงมือวาดภาพร่ายอักษรทันที

ภายในห้องหับอันคับแคบของเรือนไม้ไผ่ที่ทรุดโทรม                มีสตรีร่างอรชรอ้อนแอ้นปล่อยผมดำขลับแผ่สยายเคลียไหล่ กำลังนั่งเขียนอักษรด้วยท่าทางขึงขัง เรียวนิ้วจับพู่กันอย่างมั่นคง ท่วงท่าทรงพลัง ทว่ายามสะบัดพู่กันกลับพลิ้วสบายคล้ายริ้วคลื่นของสายน้ำที่รินไหล ดวงตาที่หลุบลงเห็นเพียงแพขนตางามงอนบนดวงหน้าอ่อนหวาน

แต่กระนั้นกลับเผยให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวเฉียบคมเด่นชัด กลีบปากสีแดงเรื่อที่เม้มแน่น บ่งบอกได้ดีว่านางจริงจังปานใด

มุมห้องห่างออกมาเล็กน้อยมีบุรุษร่างใหญ่ยืนมองนางอย่างเย็นชา สายตาคล้ายจับผิดตลอดเวลา ใบหน้าไร้อารมณ์

จ้าวเหว่ยกอดอกมองซานซานอย่างเยือกเย็น สังเกตเห็นอีกฝ่ายตั้งใจเขียนอักษรประหนึ่งจะไปสอบจอหงวน จึงอดใจมิได้ สุดท้ายก็ถามเสียงต่ำ

“เจ้าเป็นใครกันแน่?”

“หืม...”

ชายหนุ่มแผ่กลิ่นอายกดดัน แววตาทอประกายคมกริบ เอ่ยถามอีกครา

“เห็นได้ชัดว่าเจ้ามิใช่ชิงหลิน” เขาหรี่ตา “ใครส่งเจ้ามา?”

“หา”

“ที่แท้มีเจตนาอะไร?”

“...”

ซานซานได้ยินก็ชะงักนิ่ง กะพริบตาปริบๆ อึ้งงันครู่ใหญ่

จ้าวเหว่ยจับสังเกตนางทุกกิริยา

เนิ่นนานทีเดียวกว่าซานซานจะได้สติ แต่แทนที่จะตระหนก นางกลับมีสีหน้าสงบ เอ่ยปากเนิบช้าว่า

“ฟ้าดินกว้างใหญ่ มีเรื่องราวเหลือเชื่อนับหมื่นนับพัน หนึ่งในเรื่องเหล่านั้นก็คือเรื่องของข้า”

ยามเอ่ยยังจรดพู่กันเขียนอักษรไปด้วยท่วงท่าเบาสบาย ไม่มีวี่แววตื่นลนหรือกระวนกระวายแม้แต่น้อย ความสุขุมนุ่มลึกนี้ คือนิสัยของซานซาน

จ้าวเหว่ยยิ่งเพ่งพินิจแน่วนิ่ง แววตาลึกล้ำขึ้นเรื่อยๆ

เดิมทีเขามิใช่คนที่นิยมพูดจามากมายกับใครง่ายๆ ยิ่งมีเส้นเสียงแหบพร่าเพราะลำคอถูกทำลายก็ยิ่งทำตัวคล้ายกับเป็นใบ้ไปเช่นนี้ แต่กับซานซาน เขากำลังรู้สึกแตกต่าง จึงเอ่ยอีกว่า

“เจ้าเป็นแค่หญิงชาวบ้านธรรมดา ทั้งยังไม่ประสีประสา ใครๆ ต่างก็มองว่าเจ้าเป็นตัวโง่งมประจำหมู่บ้าน หรือที่ผ่านมา   เจ้าแค่เสแสร้งแกล้งทำ ให้ผู้คนดูแคลน เพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ”

ซานซานได้ฟังถึงกับหลุดยิ้ม แต่มือยังเขียนอักษร พลางเอ่ยคำเรียบเรื่อย “เหย่หนิวของข้ารูปร่างสูงใหญ่สง่างามเป็นเอก เคยมีฝีมือเชิงยุทธ์สูงส่งแต่กลับถูกทำลายวรยุทธ์ไปสิ้น จนต้องมาหลบเร้นซ่อนกายที่นี่”

ประโยคนี้ทำเอาจ้าวเหว่ยขมวดคิ้ววูบ

หญิงสาววางพู่กัน ยกกระดาษขึ้นเป่าเพื่อให้น้ำหมึกแห้ง แล้ววางเอาไว้เบื้องหน้าแผ่วเบา หยิบกระดาษแผ่นใหม่ขึ้นมาจรดพู่กันเขียนต่อ ยังไม่ลืมช้อนสายตามองสามีแวบหนึ่ง ก่อนส่งเสียงออดอ้อนว่า

“ตัวข้าไม่มีสิ่งใดปกปิดและก็ไม่มีสิ่งใดจะบอกกล่าว                                             ในเมื่อท่านเองยังมีเรื่องราวมิอาจเผย และข้าก็ไม่คิดถาม เหตุใดเราสองไม่ลืมทุกอย่างในอดีตไปเสีย แล้วอยู่ร่วมกันด้วยดีเล่า”

ถ้อยวาจาของซานซานแทนที่จะทำให้จ้าวเหว่ยโกรธกรุ่น แต่เขากลับนึกขัน ถึงแม้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นยังคงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ หากแต่ในอกกลับรู้สึกพึงพอใจไม่เบา

เขาจึงไม่คิดถามอีก เพียงขยับกายเตรียมเดินจากไปด้วยท่าทางเรียบนิ่ง พลางเอ่ย “เจ้าคงหิวแล้วกระมัง”

หญิงสาวได้ยินพลันชะงักเล็กน้อย นางกำลังสัมผัสได้ว่าสามีที่แสนจะเย็นชา เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว

“อืม...ข้าอยากกินโจ๊กปลา”

“วันนี้ไม่มีปลา มีแต่เนื้อกวาง”

“หือ...เนื้อกวางเชียวรึ?” ซานซานตาโต “ยามบ่ายท่านพี่ให้ข้าไปขายไก่กับกระต่าย ที่แท้ก็เหลือเนื้อกวางไว้รึ?”

จ้าวเหว่ยไม่ตอบแต่สั่งเสียงเย็น “เจ้าไปก่อไฟ”

“อา...ได้เลยๆ”

หญิงสาววางพู่กันแล้วลุกขึ้น เดินตามแผ่นหลังสามีทันที

“เหย่หนิวของข้าช่างรู้ใจเหลือเกิน ข้าเบื่อปลาจะแย่                  ได้กินเนื้อเสียบ้างจะได้เพิ่มกำลังวังชา” กล่าวจบก็หัวเราะเสียงใส เบิกบานใจยิ่ง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป