บทที่ 25 ตอนที่10 สตรีตรงหน้ากับที่เขาร่ำลือ 2

ยามรุ่งเช้าอีกวันก็นำออกไปตากกลางแดดแรง เมื่อแห้งได้ที่ก็นำมาทุบจนแหลกเหลวกลายเป็นผุยผง

จากนั้นก็นำไปโรยลงต้นน้ำที่ไหลสู่ที่ต่ำไปยังทิศทางของหมู่บ้านผิงเหยียน

สายลมหอบหนึ่งพัดกิ่งไม้ไหว ดอกหญ้าทิ้งตัวโปรยปรายลงต่ำ ร่วงหล่นโรยราไปกับผิวน้ำที่รินไหล ริมตลิ่งต้นสายธารายามสายัณห์ พลันมีสตรีร่างระหงอ้อนแอ้นท่าทางไร้พิษสงผู้หนึ่ง กำลังยืนแสยะยิ้มเยือกเย็น...

ยามสายของวันต่อมา

เริ่มมีชาวบ้านเจ็บป่วยเฉียบพลัน อีกหนึ่งวันต่อมาพบว่าหลายคนเริ่มมีอาการเดียวกันจนน่าตกใจ

สามวันให้หลังชาวบ้านเหล่านั้นก็พากันไปหาหมอประจำหมู่บ้านอย่างคับคั่งหนาตา ท่านหมอสันนิษฐานว่า น่าจะเกิดโรคระบาดชนิดเฉียบพลัน ทว่าไม่อาจระบุได้ว่าเป็นโรคใด เพราะไม่เคยพบเห็นมาก่อน

ล่วงเข้าวันที่สี่ ไม่ว่าท่านหมอจะจัดยาเทียบใดให้คนป่วย ก็ล้วนไร้ผล พวกเขาไม่ดีขึ้นเลย

เป็นเช่นนั้นกระทั่งล่วงเข้าวันที่เจ็ด พลันปรากฏว่ามีสตรีผู้หนึ่งปรากฏกาย นางสวมชุดสีขาวราวเทพเซียน สวมหมวกไผ่สานที่มีผ้าโปร่งคลุมทั้งศีรษะ ใบหน้าคาดผ้าขาวปกปิดเอาไว้มิดชิด เผยเพียงดวงตาดำสนิทที่แสนจะเย็นชา มองไม่ออกว่างดงามปานใด ท่วงท่ายามก้าวเดินพลิ้วไหวราวกับเทพธิดาจำแลง

นางเดินทางมาจากทิศใดมิอาจทราบ ทว่ากลับเสนอตัวว่าสามารถรักษาโรคประหลาดนี้ได้

แรกเริ่มชาวบ้านผิงเหยียนไม่มีใครเชื่อ แต่ไม่ลองก็ไม่รู้ จึงมีผู้หนึ่งทนไม่ไหว เอ่ยปากว่าหากไม่หายก็ขอตายดีกว่า                 ถ้ารักษาได้ เขาพร้อมมอบเงินให้อย่างงาม

คนผู้นั้นเสนอตัวออกมารับเม็ดยาจากสตรีปริศนา                กลืนกินเข้าไปเพียงเม็ดเดียว แค่ครึ่งก้านธูปก็หายดีเป็นปลิดทิ้ง ริ้วรอยผดผื่นตามเนื้อหนังที่คันคะเยอถูกเกาจนเกือบเน่าก็หายดี

พริบตาเดียวพวกชาวบ้านพลันฮือฮา พากันมารวมตัวที่ลานกว้างกลางหมู่บ้านผิงเหยียน เข้าแถวซื้อยาจากสตรีปริศนากันอย่างล้นหลาม

ภายใต้หมวกไผ่สานที่มีผ้าโปร่งชั้นหนึ่งครอบศีรษะและมีผ้าขาวปิดกั้น ใบหน้าในนั้นกำลังเผยรอยยิ้มเยียบเย็นผุดขึ้นตรงมุมปาก ดวงตาของนางดำขลับนิ่งสงบสุดจะหยั่ง นางคือเทพธิดาชุดขาวที่ขายยาจากสวรรค์ ไม่ช้านางก็หอบเงินเป็นกอบเป็นกำเดินทางจากไปอย่างเงียบงัน

ตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีใครได้เห็นใบหน้าของหมอหญิงเทวดาเลยสักคน ยามนางจากไปเบื้องหลังยังมีบรรดาชาวบ้านที่หายป่วยพากันส่งเสียงฮือฮาสรรเสริญอย่างยินดี

ที่เป็นเช่นนี้ทั้งหมดล้วนเป็นแผนการของซานซาน

นางเลือกทำพิษชนิดอ่อนไปวางยาชาวบ้าน ด้วยวิธีปล่อยลงต้นสายของแม่น้ำที่ทุกครัวเรือนผิงเหยียนใช้ดื่มกิน

จากนั้นก็ปรุงยาแก้พิษรอเอาไว้ ทิ้งระยะเวลาให้คนป่วยเพิ่มจำนวนมากหน่อย ก่อนจะปลอมตัวเป็นหมอเทวดา                                        ไม่เปิดเผยโฉมหน้า แล้วนำยาแก้พิษไปขายให้พวกเขา เมื่อได้เงินจนพอใจก็จากลาไร้ร่องรอย

เหตุที่ซานซานต้องปิดบังใบหน้าปลอมตัวก็เพราะชิงหลินเป็นสตรีนางน้อยในห้องหอ ทั้งยังโง่เขลาเบาปัญญา เป็นบุคคลที่ชาวบ้านรู้จักมาเนิ่นนาน

การเสนอตัวช่วยเหลือด้วยใบหน้าแท้จริงย่อมมิอาจทำได้

นางจึงจำเป็นต้องอำพรางรูปโฉมขณะขายยา เพื่อความน่าเชื่อถือและป้องกันปัญหาที่อาจจะตามมาภายหลัง

ยามราตรีอันมืดมิด มีเพียงแสงตะเกียงลอดผ่านทางช่องลมของเรือนไม้ไผ่

จ้าวเหว่ยยืนกอดอกมองซานซานที่กำลังนั่งนับก้อนเงินอยู่ตรงโต๊ะมุมห้อง เห็นสายตานางทอประกายแวววาวราวดวงดาราพร่างพราวบนฟากฟ้า จึงเอ่ยเสียงเย็น

“เจ้าหาเงินได้มากมายภายในเวลาแค่ไม่กี่วัน เกรงว่าคงคิดทำลายบ้านเดิมของข้าแล้วสร้างคฤหาสน์ในไม่ช้านี้กระมัง”

น้ำเสียงนั้นฟังออกชัดเจนว่าไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้น

หญิงสาวจึงชะงักเล็กน้อย ช้อนตามองผู้พูดแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยเสียงเบา

“ด้านนอกของตัวบ้านเราคงสภาพทรุดโทรมไว้เช่นเดิมก็แล้วกันนะ จะได้ไม่มีโจรผู้ร้ายมาปล้นชิง ส่วนด้านในก็ค่อยๆ เพิ่มเครื่องเรือนล้ำค่า”

“เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่?”

ชายหนุ่มถามเสียงขรึม รู้สึกไม่พอใจอยู่มาก หากภรรยาอยากได้สิ่งใด ไยไม่บอกเขาที่เป็นสามี

สำหรับจ้าวเหว่ย เรื่องเงินมิใช่ปัญหา วิธีการชั่วช้าก็มิใช่ประเด็น เขาเพียงเป็นห่วงความปลอดภัยของซานซานเท่านั้น               ไยนางต้องเสี่ยงทำเรื่องอันตรายเช่นนี้

ชายหนุ่มนึกเคืองเรื่องนี้ไม่เบา

แต่ซานซานกลับเข้าใจผิดคิดไปว่าสามีกำลังโกรธตนเรื่องที่วางยาพิษคนทั้งหมู่บ้านแล้วหลอกขายยาจึงรีบกลบเกลื่อนความผิดโดยการหาวคราหนึ่ง ทำตาปรือพึมพำว่า

“ข้าง่วงแล้ว..ขอนอนก่อนนะ”

กล่าวจบก็รีบเก็บเงินใส่หีบแล้วปีนขึ้นเตียงทันที

ชายหนุ่มพลันชะงักก่อนถามเสียงเครียดอย่างไม่ยินยอม

“เราสองไยมิใช่ควรคุยกันก่อน”

“ไม่ไหวแล้ว ข้าเหนื่อยเหลือเกิน”

สิ้นเสียงอ่อนแรง ฝ่ายภรรยาก็หลับเป็นตาย นับเป็นการกระทำที่ปล่อยให้ชายผู้เป็นสามีต้องทนเดียวดายจนพ้นราตรี...

อีกแล้ว...

จ้าวเหว่ยหรี่ตามองซานซานเงียบงัน กดเก็บอารมณ์โดยธรรมชาติของบุรุษเอาไว้ ก่อนถอนหายใจเช่นคนปลงตก

หลายวันมานี้เขาเองก็ฝึกวิชายืดหดเส้นเอ็นอย่างหนัก นับว่าใช้เรี่ยวแรงไปไม่น้อย ควรพักผ่อนให้มากเช่นกัน

เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงขึ้นเตียงแล้วล้มตัวลงนอน เอื้อมมือสะกิดคนด้านข้าง เอ่ยสั่งเสียงต่ำ

“นอนดีๆ”

คำนี้ทำเอาสตรีที่นอนชิดกำแพงรีบพลิกตัวกลับมาหนุนท่อนแขนกำยำแล้วซุกซบอกอุ่นทันที

รอยยิ้มบางพลันปรากฏตรงมุมปากบุรุษ

มือหนึ่งของจ้าวเหว่ยโอบไหล่กลมมนของซานซาน                อีกมือหนึ่งกระชับผ้าห่มปรกเนินอกให้อย่างเบามือ ก่อนยกขึ้นไปรองท้ายทอยของตนเอง

หมอนหนุนบุรุษอาจไม่ดีเท่าของสตรี แต่กระนั้นยังคงหลับได้สบายจนพ้นราตรีอย่างน่าแปลกใจในทุกค่ำคืน

จ้าวเหว่ยถอนหายใจหนักอก ค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงช้าๆ ก่อนเข้าสู่นิทราในใจยังตรึกตรองโดยละเอียดว่า

สตรีนางนี้ไม่ควรปล่อยให้ไกลตาเลยจริงๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป