บทที่ 4 ตอนที่1 หานชิงหลินผู้อ่อนแอ 3
หญิงสาวค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกจากหลังพุ่มไม้ เป้าหมายคือเข้าไปหาชายหญิงทั้งสองที่เดินอยู่ไกลๆ เบื้องหน้า เพื่อถามไถ่อย่างบริสุทธ์ใจ มิให้เคลือบแคลงต่อกัน
ทว่ากลับเห็นสองคนนั้นเดินเลี้ยวไปทางหนึ่ง เมื่อชิงหลินลอบติดตาม นานครู่ใหญ่ที่เพ่งมองก็เห็นเป็นเรือนหลังน้อยตั้งอยู่สุดทาง เรือนนั้นรายล้อมด้วยมวลบุปผาบานสะพรั่ง รอบด้านมีต้นไม้ งดงามมากนัก
ชิงหลินขมวดคิ้ว จำได้ว่าครั้งหนึ่งจางฉวนเคยบอกว่า เขามีเรือนส่วนตัวอยู่ริมชายป่าอันเป็นอาณาเขตบ้านของเขา ซึ่งกำลังปลูกสร้าง หากเสร็จแล้วจะพานางมาชม
เรือนนี้คือหนึ่งในหลายเรือนของสองเราในอนาคต
สุดท้าย ...นางกับเขากลับมีปัญหากันเสียก่อน
มือของชิงหลินกำแน่นที่กระโปรง ตัดสินใจแน่วแน่ว่าต้องเข้าไปขอโทษคนรักของตนโดยเร็ว ส่วนเรื่องที่เขาอยู่กับชิงลี่ได้อย่างไรนั้น จำต้องสะกดกลั้นอารมณ์อ่อนไหวเอาไว้ก่อน
ถึงแม้จะยากเย็นมากนักก็ตาม
เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงค่อยๆ เดินตามคนทั้งคู่ที่บัดนี้หายลับเข้าไปในเรือนหลังนั้นแล้ว
หัวใจของชิงหลินชาวาบเนื้อตัวสะบัดร้อนสะบัดหนาวราวกับจะเป็นไข้
พวกเขาเข้าเรือนไปสองต่อสอง มือที่จับกันยังไม่ยอมปล่อยเลยแม้ช่วงเวลาเดียว
เนื่องจากชิงหลินทิ้งระยะห่างอยู่หลายก้าว กว่าจะตามมาทันจนถึงตัวเรือนจึงใช้เวลาพอควร
หญิงสาวพยายามมองเข้าไปด้านในผ่านช่องเล็กๆ ของประตู ทำท่าจะยกมือขึ้นเคาะเพื่อร้องเรียกคนด้านใน แต่ยังไม่ทันที่มือจะแตะต้องบานประตู หูของนางพลันได้ยินเสียงเล็ดลอดออกมาก่อน
“อื้อ...ท่านพี่ฉวน อ๊ะ...”
เสียงแว่วหวานนั้นเป็นของชิงลี่ ฟังดูแล้วให้รู้สึกวาบหวิวหวามไหวในอกยิ่งนัก ทำเอามือเล็กๆ ของชิงหลินต้องนิ่งค้างอยู่กลางอากาศ ไม่อาจเคาะหรือร้องเรียกผู้ใด
“อา...ลี่เอ๋อร์”
อีกเสียงที่ดังผสานคือจางฉวน ทั้งแหบต่ำทั้งสั่นพร่า
“อื้ม...พี่ฉวน ข้าเจ็บเจ้าค่ะ” เสียงของชิงลี่เริ่มสะอื้นไห้
จางฉวนยิ่งส่งเสียงทุ้มนุ่มสั่นกระเส่า “ข้าจะทำเบาๆ”
“อื้ม...”
“เจ้าช่างงดงามนัก ไร้ที่ติยิ่ง”
“แต่ข้ายังไม่เติบโตเต็มที่เลยนะ อ๊ะ!”
“ข้าจะทำให้เจ้าโตเองกับมือ”
เสียงเสียดสีแว่วดังเป็นระลอก ผสานเสียงครางก่อนที่ฝ่ายสตรีจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“อืม...ของลี่เอ๋อร์โตกว่าของพี่หญิงหลินหรือไม่”
“ตอนนี้ยัง ...แต่ต่อไปไม่แน่”
สิ้นคำนี้ เสียงเอี๊ยดอ๊าดพลันหยุดชะงัก แต่เสียงของชิงลี่คล้ายเข้มขึ้น
“พี่ฉวนพูดเช่นนี้ เคยเห็นของพี่หลินแล้วรึ?”
จางฉวนแค่นเสียงไม่พอใจ “เจ้าจะพูดถึงหลินเอ๋อร์ทำไม ใครใหญ่กว่าสำคัญที่ใด ในเมื่อเจ้ายอมข้า เจ้าสาวของข้าย่อมเป็นเจ้า หาใช่สตรีที่แสดงท่าทีรังเกียจข้าไม่”
หลังสิ้นประโยคของบุรุษ ฝ่ายสตรีจึงหัวเราะคิก
“จริงหรือ?”
“ย่อมใช่!”
จากนั้นสรรพสำเนียงวาบหวามของชายหญิงที่สอดประสานอันทำให้ผู้แอบฟังนอกเรือนต้องหวามไหวพลันดังขึ้นต่อไป
ชิงหลินให้รู้สึกหนาวสะท้านในหัวใจ ทั่วร่างชาหนึบ ทว่าเจ็บแปลบถึงไขกระดูก เหงื่อเย็นไหลอาบ
นางไม่อาจเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน จึงเดินอ้อมไปทางข้างเรือน เป้าหมายคือช่องเล็กของซอกหน้าต่าง เมื่อเจอแล้วก็กะพริบตา พาใบหน้าเข้าใกล้ช่องแคบนั้น
ชิงหลินแอบมองคู่หมั้นของตนกับน้องสาวหนึ่งเดียวด้วยดวงตาที่เริ่มพร่ามัว หัวใจเต้นระส่ำแทบทะลุออกมานอกอก
หญิงสาวแอบมองเนิ่นนาน ด้านในห้องมีโต๊ะน้ำชาทรงเตี้ยและตั่งตัวยาวคล้ายเตียงเล็กๆ ตั้งอยู่มุมหนึ่ง
บนเตียงมีเงาของคนสองคนซ้อนทับกันในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยเผยผิวขาวเนียน ทั้งแขนและขาเกี่ยวกระหวัดรัดรึง มองเห็นรำไรว่าเป็นบุรุษทับสตรี เรือนร่างของพวกเขาโยกโยนสอดประสาน ส่งเสียงหอบครางไม่หยุด ลำตัวยังขยับไม่ยั้ง
ท่ามกลางเสียงครวญกระเส่าด้านใน ที่ไม่อาจได้ยินเสียงอื่นใดจากด้านนอก สาวน้อยผู้แอบฟังพยายามกลั้นหายใจสุดกำลัง ทั่วร่างหนาวเหน็บเย็นจัด ทว่าดวงตากลับร้อนผะผ่าว ความเจ็บปวดรวดร้าวสายหนึ่งกระแทกเข้ากลางใจอย่างแรง ประหนึ่งสายฟ้าฟาดผ่าแสกหน้า
ชิงหลินไม่เข้าใจ พวกเขาทำอะไร?
หญิงสาวหมุนตัววิ่งออกจากที่แห่งนั้นทันที สะอื้นไห้ไปตามทางที่มีมวลบุปผารายรอบ น้ำตาไหลรินเป็นสายดุจพิรุณ
ระยะทางจากเรือนอันร้อนเร่าห่างออกมาเท่าใดมิรู้ได้ เรือนร่างบอบบางถึงกับหอบเหนื่อยทรุดกายฮวบลงตรงริมลำธาร
ไม่หรอก ไม่ใช่!
คู่หมั้นยังคงรักนาง น้องสาวยังคงแสนดี
นางมิอาจคิดการไม่บังควร...
ชิงหลินไม่อาจทำใจ ทั้งไม่อาจยอมรับ ทั้งมึนงงสับสนและไม่ต้องการเข้าใจอะไรทั้งนั้น
นางทำได้เพียงร่ำไห้แล้ววิ่งหนีออกมา
การเผชิญหน้าตรงๆ ไม่เคยอยู่ในความคิด
นางกำลังกลัว...
หญิงสาวไม่รู้ว่าตนเองกำลังกลัวสิ่งใด อาจเป็นความจริงที่ไม่ต้องการยอมรับว่าชายคนรักได้เปลี่ยนใจจากนางอย่างไร้ซึ่งเยื่อใย ไร้ปรานีใดๆ
จางฉวนมิได้รักนางแล้ว...
ชิงหลินสะอึกสะอื้นร้องไห้จนตัวโยนเช่นนั้นครู่ใหญ่ รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน
มิรู้ว่าเมื่อครู่วิ่งอยู่นานเท่าใด หางตาพลันเหลือบไปเห็นศาลาริมทาง จึงพยายามพยุงร่างอ่อนแรงลุกขึ้น ค่อยๆ เดินไปทางนั้น
