บทที่ 4 4
“แกเป็นเพื่อนฉันหรือว่าเป็นเพื่อนน้องนอกไส้ของฉันกันแน่ แกไม่เคยเข้าข้างฉันเลย”
วชิราภรณ์พูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ ไม่เคยเลยที่เพื่อนสนิททั้งสองจะเข้าข้างเธอ ตรงกันข้ามคอยห้ามปรามทุกเมื่อเชื่อวัน รุ่งรุจีกับณัชญ์น่าจะเข้าใจความรู้สึกของเธอมากที่สุดมันถึงจะถูก
“ก็เพราะแกเป็นเพื่อนฉันนะสิ ฉันถึงได้เตือนแก คอยห้ามแก เพราะไม่อยากให้แกเจ็บปวดใจไปมากกว่านี้ ถ้าหากแกรู้จักคำว่าให้อภัยเหมือนป้าญา แกจะมีความสุขมากกว่านี้นะผึ้ง”
รุ่งรุจีพูดประโยคนี้กับเพื่อนสาวเสมอ การให้อภัยเป็นหนทางแห่งความสุข หากไม่รู้จักคำๆ นี้ วชิราภรณ์คงต้องตกอยู่ในบ่วงความแค้นไปตลอดชั่วชีวิต
“ตอนนี้ชีวิตฉันก็มีความสุขดี ยิ่งได้แก้แค้นแทนแม่ ฉันยิ่งมีความสุขมากขึ้นไปอีก แกสองคนไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก ฉันดูแลตัวเองได้”
“จีกับณัชญ์เป็นห่วงผึ้งนะ รู้ไหมทุกครั้งที่ผึ้งพาแฟนของเขมไปที่โรงแรมเพื่อทำตามแผน จีกับณัชญ์เป็นห่วงผึ้งมากแค่ไหน กลัวว่าผึ้งจะพลาดพลั้งให้พวกผู้ชายหลายใจพวกนั้น อันที่จริงณัชญ์เองก็ไม่อยากขัดขวางความสุขในการแก้แค้นของผึ้งหรอกนะ แต่ความที่จีกับณัชญ์เป็นห่วงผึ้ง จึงได้เตือนด้วยความหวังดี ไม่ได้คิดเข้าข้างคนอื่นเลย จีกับณัชญ์เข้าข้างผึ้งเสมอ”
ณัชญ์พูดขึ้นหลังจากที่เงียบมาตลอดการสนทนา วชิราภรณ์วางจานที่ล้างใบสุดท้ายลงในที่คว่ำจาน ก่อนจะหันมาหาเพื่อนรักทั้งสองคนที่อยู่เคียงข้างเธอเสมอ ไม่ว่าจะสุขหรือว่าจะทุกข์
“ฉันขอบใจแกสองคนมากนะที่เป็นห่วงฉัน ฉันดูแลตัวเองได้จริงๆ อายุตั้งยี่สิบห้าแล้วไม่ใช่เด็กๆ เรื่องแก้แค้นแทนแม่พวกแกไม่ต้องเป็นห่วงนะ ฉันพอใจที่จะทำอย่างนี้เอง”
วชิราภรณ์เดินเข้ามาสวมกอดเพื่อนรักทั้งสองด้วยความซาบซึ้งใจ ในโลกนี้มีเพียงสามคนเท่านั้นที่รักและหวังดีกับเธอเสมอมา หนึ่งคือมารดา สองคือรุ่งรุจี และสามคือณัชญ์ หญิงสาวเคยคิดว่าหากวันหนึ่งเจอคนที่ใช่และแต่งงานใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน เธอจะไม่มีวันยอมให้ใครมาแย่งชายคนรักไปเด็ดขาด และไม่มีวันยอมมีชะตาเดียวกันกับมารดาอีกด้วย
ตอนดึกของวันนั้น
“แม่จ๋า ปลายเดือนหน้าผึ้งต้องไปต่างจังหวัดนะแม่ ไปสามวันสองคืน” วชิราภรณ์เอ่ยบอกมารดาขณะจัดที่นอนสำหรับเธอและมารดา
“ไปที่ไหนล่ะลูก”
“ไปชะอำจ้ะแม่ ที่ทำงานเขาจัดสัมมนาที่โน่นค่ะ พอสัมมนาเสร็จก็พาพนักงานไปเที่ยวเลย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว” พูดจบก็ล้มตัวลงนอนบนฟูกที่ปูเสร็จเรียบร้อย กัญญาปิดไฟในห้องก่อนจะเดินมาเอนตัวนอนบนฟูกอีกคน
“ใกล้ๆ วันแม่จะจัดกระเป๋าให้นะ ผึ้งจะได้ไม่ยุ่ง”
“จ้ะแม่” ผู้เป็นลูกรับคำ เขยิบตัวมากอดร่างของกัญญาเหมือนเช่นทุกคืน
“ผึ้งโตแล้วนะลูก เมื่อไหร่จะเลิกติดแม่ซะที แม่ให้ไปนอนห้องโน้นก็ไม่ไปไม่อายจีกับณัชญ์บ้างหรือลูก”
บ้านที่สองแม่ลูกอาศัยอยู่เป็นบ้านเช่าชั้นเดียวมีสองห้องนอน ทว่าวชิราภรณ์ไม่ยอมแยกไปนอนอีกห้อง ยืนกรานจะนอนกับมารดาแม้ว่าวัยจะล่วงเลยมาถึงยี่สิบห้าปีแล้วก็ตาม
“ผึ้งไม่อาย ผึ้งรักแม่ ผึ้งไม่สนใจใครทั้งนั้นว่าจะมองผึ้งเป็นลูกแหง ผึ้งอยากนอนกอดแม่ทุกวัน กอดใครก็ไม่อุ่นเท่ากับกอดแม่เลย ผึ้งรักแม่ที่สุดในโลกจ้ะ”
ลำแขนของคนที่พูดรัดร่างของมารดาอย่างแนบแน่น เงยหน้าหอมแก้มกัญญาฟอดใหญ่ก่อนจะซบหน้ากับอกอุ่นของบุพการี
“พอมีแฟนเดี๋ยวก็ลืมแม่” กัญญาเย้าลูกสาว
“ผึ้งไม่มีวันลืมแม่หรอกจ้ะ มีแม่แค่คนเดียวถ้าลืมก็แย่แล้ว เรื่องแฟนมันเป็นเรื่องไกลตัวจ้ะแม่ ผู้ชายสมัยนี้หาดียาก อยู่ขึ้นคานนอนกอดแม่ดีกว่า”
วชิราภรณ์ไม่แคร์หากจะอยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิต เป็นการดีเสียอีกเพราะหญิงสาวจะได้แย่งคนรักของเขมิกาไปนานๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะอยู่บนคานทองคนเดียว เพราะอย่างน้อยยังมีน้องสาวนอกไส้อยู่รวมคานทองนิเวศน์เป็นเพื่อนเธอ
“ผู้ชายดีๆ ก็มีนะลูก ไม่แน่นะลูกสาวของแม่อาจจะได้พบเจอเร็วๆ นี้ก็ได้”
“ผึ้งรู้ค่ะ แต่ผึ้งยังหาไม่เจอเท่านั้นเอง แม่จ๋าโบนัสออกปีนี้ ผึ้งว่าผึ้งจะพาแม่ไปเที่ยว แม่อยากไปที่ไหนจ้ะผึ้งจะพาแม่ไป” เธอเปลี่ยนหัวข้อเรื่องการสนทนา เอ่ยถามในสิ่งที่ตัวเองตั้งใจจะทำให้มารดา
“แม่ไปไหนก็ได้ ขอให้ที่นั่นมีผึ้งก็พอ”
“งั้นเราไปเที่ยวกระบี่กันนะแม่ หาดทราย น้ำทะเลที่นั่นสวยมากๆ เลยแม่ ผึ้งว่าแม่ต้องชอบแน่ๆ เลยจ้ะ”
“แม่ตามใจเจ้ามือ พาไปไหนแม่ก็ไปที่นั่น” นางไม่เกี่ยงเรื่องสถานที่ท่องเที่ยว ขอเพียงที่แห่งนั้นมีลูกสาวไปด้วยก็พอแล้ว
“แม่จ๋า ผึ้งรักแม่นะจ้ะแล้วก็จะรักตลอดไปด้วย ราตรีสวัสดิ์นะจ้ะแม่จ๋า”
วชิราภรณ์เงยหน้าส่งยิ้มละไมพร้อมกับฝังปลายจมูกลงบนแก้มของมารดา กล่าวราตรีสวัสดิ์เหมือนเช่นทุกค่ำคืนที่ผ่านมา
“แม่รักผึ้งน้อยของแม่ที่สุดในโลกแล้วก็จะรักตลอดไปด้วยจ้ะ ฝันดีนะลูกรัก” กัญญาหอมแก้มลูกสาว เอ่ยคำอวยพรให้วชิราภรณ์ฝันดีดั่งเช่นทุกค่ำคืนตั้งแต่ลูกคนนี้เกิดมา
“แม่จ๋า ผึ้งรักแม่”
เธอพึมพำเบาๆ ก่อนที่หญิงสาวจะเข้าสู่ห้วงนิทราในอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นของมารดา อ้อมกอดที่ไม่เคยทำร้ายเธอให้เจ็บกายและใจ มันจะดีไม่น้อยหากหญิงสาวจะได้รู้ซึ้งถึงความอบอุ่นจากอ้อมกอดของคนที่เป็นพ่อบ้าง วชิราภรณ์หวังลึกๆ ว่าคงจะมีวันนั้นในสักวันหนึ่งของชีวิต
