บทที่ 5 5

วชิราภรณ์ยืนมองบ้านหลังใหญ่ตั้งตระหง่านภายใต้ร่มเงาของต้นไม้น้อยใหญ่ ดูร่มรื่นจากแมกไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขา หญิงสาวเดินมาหยุดยืนริมกำแพงสูงประมาณสองเมตรตรงบริเวณสนามหญ้า ดวงตาทั้งสองข้างมองผ่านอิฐบล็อกที่เป็นช่องว่างตามลวดลาย นัยน์ตาหวานซึ้งสั่นไหวเล็กน้อย เมื่อโสตประสาทตามองเห็นภาพครอบครัวหนึ่งกำลังนั่งจิบกาแฟอยู่บนโต๊ะกลางสนาม ทั้งสามชีวิตพูดคุยและหัวเราะกันอย่างมีความสุข ภาพนี้สะเทือนใจเธอยิ่งนัก

ไม่เพียงแต่ภาพนั้นที่สร้างความเจ็บปวดให้กับเธอ ภาพของณัฐพลโอบกอดเขมิกาก็เป็นภาพหนึ่งที่เพิ่มแรงริษยาในใจเพิ่มพูนมากขึ้น ยามเห็นบิดาจรดปลายจมูกลงบนแก้มของน้องสาวต่างมารดา ก่อนจะหันไปหอมแก้มของศรีภรรยา ช่างเป็นภาพที่ทำให้จิตใจของวชิราภรณ์เจ็บช้ำและหมองเศร้ามากขึ้นและมากขึ้น

“คนที่อยู่ตรงนั้นควรจะเป็นผึ้งกับแม่ ไม่ใช่มันสองคน”

วชิราภรณ์พูดกับตัวเองทั้งน้ำตา ดวงตาเปล่งแสงคล้ายไฟต้องลม ความอิจฉาริษยารวมทั้งแรงแค้นท่วมท้นจนปวดร้าวไปทั่วอก เธอต่างหากที่สมควรจะนั่งแทนที่เขมิกา เก้าอี้ที่วรางค์คนางค์นั่งก็เช่นกัน เก้าอี้ตัวนั้นเป็นของกัญญามารดาสุดที่รัก วชิราภรณ์กับกัญญาถูกแย่งชิงความรัก ความอบอุ่น ความชอบธรรมไปอย่างเลือดเย็น

คนแอบมองอยากจะวิ่งเข้าไปตรงจุดนั้น แล้วบอกกับณัฐพลว่า เธอก็คือลูกสาวของเขา ลูกสาวคนนี้ต้องการอ้อมกอด ความอบอุ่นและความรักจากคนที่เป็นพ่อ ทว่าอีกใจก็อยากจะก้าวเท้าหนีภาพที่สร้างปมด้อย ความรวดร้าวหัวใจให้กับตนเองเช่นกัน

หญิงสาวเผลอกำมือแน่นเมื่อมองเห็นท่าทีของเขมิกา น้องสาวต่างมารดายิ้มระรื่นราวกับว่าไม่มีความเจ็บปวดจากการที่คนรักไปมีหญิงอื่น ดวงหน้าของน้องสาวอิ่มเอิบ สดใส ไร้ความหมองคล้ำจากการอดหลับอดนอน ต่างกับครั้งก่อนๆ อดีตคนรักสามรายของเขมิกาที่ถูกพี่สาวนิสัยไม่ดีแย่งชิงมา น้องสาวของเธอจะร้องไห้ตาบวม ใบหน้าหมองคล้ำราวกับคนอมทุกข์ วชิราภรณ์มองเห็นภาพนั้นแล้วมันช่างสะใจเธอเหลือเกิน ครั้งนี้ไม่ใช่ ไม่มีปฏิกิริยาอันใดเลยที่บ่งบอกว่าเขมิกาเสียอกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ การณ์ปรากฏว่าเป็นเธอเองที่เจ็บปวด ทุกข์ทรมานหัวใจ

“ทำไมพ่อไม่สนใจแม่กับผึ้งบ้าง ผึ้งอยากให้พ่อกอด พ่อหอม ให้ความอบอุ่นกับผึ้ง เหมือนที่พ่อให้กับน้อง ผึ้งอยากรู้เหลือเกินว่า อ้อมกอดของพ่อจะอบอุ่นมากแค่ไหน”

วชิราภรณ์พูดกับภาพที่เห็น น้ำตาแห่งความเสียใจปนน้อยใจไหลรินไม่หยุด หญิงสาวหัวใจช้ำหันหลังให้กับภาพที่ทนยืนมองอยู่นาน ก่อนจะทรุดกายลงนั่งบนพื้นปูนตรงขอบถนน กอดเข่าของตนเองเอาไว้แน่น แนบใบหน้าลงชิดติดหัวเข่า ระบายความอัดอั้นตันใจ ความเสียใจ ความน้อยเนื้อต่ำใจเป็นหยาดน้ำตาและเสียงสะอื้นไห้จนตัวโยน มาบ้านหลังนี้ครั้งใด เธอต้องพกความรู้สึกทั้งหลายเหล่านั้นกลับไปทุกครั้ง

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

เสียวทุ้มทว่านุ่มนวลเอ่ยถามสตรีนางหนึ่งที่กำลังนั่งร้องไห้อยู่ริมรั้ว กัมปนาทขับรถออกมาจากบ้านวีรกุลชัยเพื่อออกไปทำงานตามปกติ พอเลี้ยวออกมาจากประตูรั้วบ้านเท่านั้นสายตาของเขาพลันสะดุดเห็นหญิงสาวคนหนึ่งนั่งซุกใบหน้าลงกับหัวเข่า ท่าทางที่เขาเห็นนั้นเหมือนเธอกำลังร้องไห้ กัมปนาทจึงหยุดรถแล้วก้าวลงมาเพื่อถามไถ่

วชิราภรณ์เงยหน้ามองผู้พูดทั้งน้ำตา ก่อนจะลุกขึ้นยืนใช้หลังมือปาดน้ำตาทิ้งราวกับเด็กน้อย กัมปนาทอึ้งไปชั่วขณะเมื่อได้ยลโฉมใบหน้าของผู้หญิงขี้แงตรงหน้า น้ำตาที่ไหลอาบแก้มไม่ได้ทำให้ความงดงามของเธอลดน้อยถอยลงเลย ดวงตาคู่สวยปนเศร้า เคล้ากับหยาดน้ำตามีเสน่ห์อย่างมากมาย เธอไม่จัดว่าเป็นผู้หญิงที่สวยชนิดชายเหลียวหลัง ทว่าผู้หญิงตรงหน้าน่ารัก และมีเสน่ห์ดึงดูดใจชาย โดยเฉพาะดวงตาแม้ว่ามันจะบ่งบอกถึงความเศร้า แต่ก็ยังตรึงใจเขาได้เป็นอย่างดี

“ไม่เป็นไรคะ” เธอตอบเสียงเครือสั่น ยังคงใช้ฝ่ามือเช็ดหน้าเช็ดตาต่อไป กัมปนาทเห็นแล้วรู้สึกเอ็นดูอย่างประหลาด เขาล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงออกมา ก่อนจะยื่นให้กับสาวขี้แง

“นี่ครับผ้าเช็ดหน้า รับรองสะอาดครับ”

วชิราภรณ์ลังเลจะรับผ้าเช็ดหน้าจากชายแปลกหน้า เหมือนเขาจะรู้ว่าเธอรู้สึกอย่างไร จึงพูดเสริมให้หญิงสาวคลายความกังวลใจ

“ผ้าเช็ดหน้าของผมปลอดภัยหายห่วงครับ ไม่มียาสลบเจือปน อีกอย่างผมอยู่บ้านหลังนี้ด้วยครับ” คำพูดของเขาเรียกความสนใจให้กับวชิราภรณ์ทันที

“คุณอยู่บ้านหลังนี้หรือคะ”

“ใช่ครับ ผมเป็นหลานของคุณอาคนางค์ภรรยาของเจ้าของบ้านครับ”

วชิราภรณ์มองหน้าผู้พูดนิ่ง ผู้ชายคนนี้อยู่ร่วมบ้านกับบิดาและน้องสาวของเธออย่างนั้นหรือ แถมยังเป็นหลานชายของนางแม่มดอีกด้วย อะไรมันช่างเหมาะเจาะเช่นนี้ แผนการบางอย่างแล่นเข้ามาในสมองแบบทันท่วงที มือเรียวสวยยื่นไปรับผ้าเช็ดหน้าผืนสีน้ำเงินจากมือหนา ก่อนจะนำมาเช็ดหน้าเช็ดตา

“ขอบคุณนะคะ ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ฉันจะเอาไปซักแล้วจะมาคืนคุณวันหลังนะคะ”

วชิราภรณ์ทำตามแผนที่คิดไว้ในใจทันที การให้ท่าผู้ชายไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอเลย มันง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก

“ไม่ต้องหรอกครับ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ผมเอาไปซักเองก็ได้ครับ”

“ไม่ได้หรอกค่ะ ฉันทำผ้าเช็ดหน้าของคุณเปื้อน ฉันก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ครับ ว่าแต่ทำไมคุณถึงมานั่งร้องไห้ตรงนี้ครับ”

หากเขาให้ผู้หญิงคนอื่นใช้ผ้าเช็ดหน้า หลังจากผู้หญิงคนนั้นใช้เสร็จเขาก็จะทิ้งมันไป แต่กลับผู้หญิงคนหน้าตรงนี้ไม่ใช่ เขาอยากจะเก็บผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเอาไว้กับตัว เป็นไปได้เขาอยากจะขอผ้าเช็ดหน้าคืนตอนนี้ด้วยซ้ำไป จะไม่ซักทำลายคราบน้ำตาที่ฝังลงไปในเนื้อผ้า ให้มันจารึกอยู่อย่างนั้น

“ฉันมาหาเพื่อนที่อยู่ในซอยนี้น่ะคะ แต่ว่าเพื่อนออกไปแล้ว ขากลับฉันก็เดินมาเรื่อยๆ จนมาถึงรั้วบ้านคุณ แล้วเผอิญเห็นภาพครอบครัวอบอุ่นที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะกลางสนาม ฉันเห็นแล้วก็อดมาเปรียบเทียบกับตัวเองไม่ได้ค่ะ ฉันเกิดมาก็ไม่เคยเห็นหน้าพ่อ ไม่เคยรู้จักความรัก ความอบอุ่นจากพ่อเลย พอเห็นภาพนั้นก็เลยร้องไห้น่ะคะ”

วชิราภรณ์ปดครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งคือความเป็นจริงที่เธอต้องแบกรับเอาไว้ยี่สิบห้าปีเต็ม กัมปนาทรู้สึกสงสารกับโชคชะตาของหญิงสาวตรงหน้าเหลือเกิน เขาไม่คิดว่าผู้หญิงคนนี้จะโกหก เนื่องจากตอนที่เธอพูดนั้น สายตามองไปยังภาพครอบครัวของอาสาวตลอดเวลา แต่พอหันมามองหน้าเขา ดวงตาคู่เศร้าเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาบอกถึงความทุกข์ ความเสียใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป