บทที่ 6 6
6
“ผมขอโทษนะครับที่ถามคำถามนั้นออกไป คุณก็เลยร้องไห้อีก”
“ไม่เป็นไรคะ ฉันชินแล้ว ผ้าเช็ดหน้าของคุณฉันจะส่งมาให้ทางไปรษณีย์นะคะ เพราะไม่รู้ว่าจะมาที่นี่อีกเมื่อไหร่ หรือว่าคุณไม่อยากได้ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้แล้วก็บอกนะคะ ฉันจะได้เอาเก็บไว้ใช้เอง ย้ำเตือนถึงเจ้าของที่มีใจเอื้อเฟื้อต่อฉัน” เธอเหวี่ยงแหเพื่อให้เหยื่อติดกับดัก
“ผมคิดว่าส่งทางไปรษณีย์มันอาจจะยุ่งยาก จะให้คุณเลยก็ไม่ได้เพราะผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เป็นผืนโปรดของผม เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ เรานัดเจอกันดีไหมครับ” วชิราภรณ์กระหยิ่มยิ้มในใจ เหยื่อติดกับเธอแล้ว หญิงสาวทำท่าคิดพอเป็นพิธีก่อนจะตอบ
“ได้ค่ะ เอาอย่างนั้นก็ได้ค่ะ ฉันไปก่อนนะคะ”
เธอดำเนินการอ่อยเหยื่อรอบสองทันที ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าทำทีว่าจะเดินจากเขาไป แน่นอน...หญิงสาวมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะต้องรั้งตัวเธอไว้ เป็นเพราะทั้งเขาและเธอยังไม่รู้จักกัน ไม่มีเบอร์โทรศัพท์ของกันและกัน แล้วอย่างนี้จะนัดเจอกันได้อย่างไร
“เดี๋ยวครับ ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย เบอร์โทรก็ไม่มีแล้วอย่างนี้เราจะนัดเจอกันได้ยังไงล่ะครับ”
“แหม...ลืมไปเลยค่ะ ฉันชื่อวชิราภรณ์ค่ะ น้ำผึ้งคือชื่อเล่นค่ะ แต่ว่าคนมักเรียกว่าผึ้งเฉยๆ ส่วนเบอร์โทรก็ 0875913xxx คุณว่างวันไหนโทรมาหาฉันได้เลยค่ะ”
เสียงหวานใสเอ่ยบอก ส่งยิ้มละไมหวานหยดให้กับชายหนุ่มตรงหน้า หัวใจชายสั่นรัวเมื่อเห็นรอยยิ้มสวยงามของหญิงสาว รอยยิ้มและดวงตาช่างหวานสมกับชื่อเหลือเกิน...น้ำผึ้ง เขากดหมายเลขโทรศัพท์ของเธอเพื่อบันทึกลงในโทรศัพท์มือถือมือไม้สั่น
“ครับคุณผึ้ง ผมชื่อกัมปนาท เรียกสั้นๆ ว่าเอก็ได้ครับ แล้วผมจะโทรหานะครับ ว่าแต่คุณผึ้งจะไปไหนครับ ให้ผมไปส่งดีกว่านะครับ”
“อย่าเลยค่ะ ลำบากคุณเอเปล่าๆ ผึ้งไปเองได้ค่ะ” เธอแสร้งทำเป็นเกรงใจ ทว่าในจิตใจลิงโลดกับแผนการที่บรรลุเป้าหมายเกินคาด
“ไม่ลำบากเลยครับ ผมเต็มใจถือว่าไปส่งเพื่อนใหม่”
“ก็ได้ค่ะ ถ้าคุณเอเต็มใจไปส่งผึ้ง ผึ้งก็ไม่ขัดศรัทธาค่ะ” เธอรับคำเสียงหวาน อีกฝ่ายยิ้มเต็มใบหน้า
“เชิญครับ” กัมปนาทผายมือให้สุภาพสตรีแสนสวยเดินไปที่รถ ก่อนที่เขาจะทำหน้าที่สุภาพบุรุษเปิดประตูรถยนต์ให้หญิงสาวสอดตัวเข้าไปนั่ง จากนั้นชายหนุ่มก็เดินอ้อมมานั่งฝั่งคนขับทะยานรถออกไปยังถนนเบื้องหน้า
“ขอบคุณคุณเอมากนะคะที่มาส่งผึ้งถึงที่ทำงาน” หญิงสาวกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้ม หลังจากที่รถยนต์แล่นมาจอดหน้าอาคารสำนักงาน
“ไม่เป็นไรครับ ผมเต็มใจครับ ที่ทำงานของคุณผึ้งติดกับที่ทำงานของผมเลยนะครับ ที่ทำงานของผมอยู่ตึกบีครับ” คำบอกเล่าของกัมปนาทเรียกรอยยิ้มให้ประดับบนดวงหน้าสวย งานนี้ก็ง่ายขึ้นกว่าที่คิดอยู่ใกล้กันแค่นี้เอง
“จริงหรือคะบังเอิญจังเลย ยังแอบนึกอยู่ในใจเลยว่าทำไมคุณเอถึงได้ขับรถมาที่นี่ได้คล่องแคล่วเหลือเกิน ผึ้งแค่บอกชื่ออาคารคุณเอก็ขับรถมาที่นี่โดยไม่ต้องถามทางผึ้ง”
“สงสัยเป็นพรหมลิขิตมั้งครับ” เขาพูดทีเล่นทีจริง มองวชิราภรณ์ด้วยประกายตามีความหมาย
“ผึ้งไปก่อนนะคะสายแล้ว สวัสดีค่ะ”
เธอกล่าวคำอำลา มือนุ่มเปิดประตูรถยนต์ก้าวลงไปยืนบนพื้นคอนกรีต จากนั้นก็ปิดประตูรถ โบกมือให้สารถีหนุ่มเป็นการส่งท้าย เขาโบกมือกลับก่อนจะเคลื่อนรถไปยังอาคารบี
“ฉันจะฉีกอกให้ขาดกระจุยเลยคอยดู”
หลังจากที่รู้ว่ากัมปนาทคือหลานชายของวรางค์คนางค์ แผนร้ายผุดขึ้นมาในสมองของหญิงสาวทันที เธอจะทำให้กัมปนาทรักและลุ่มหลง จากนั้นก็จะสลัดทิ้งอย่างสิ้นเยื่อใย เธอรู้ว่าเขาไม่เกี่ยวข้องกับความแค้นระหว่างเธอกับศัตรูคู่อาฆาต ทว่าเขาคือเครือญาติของคนที่เธอชิงชัง เพราะฉะนั้นก็จะต้องได้รับผลของการกระทำนั้นไปด้วย
“วันนี้แกมาช้าจังเลย ไปไหนมา โทรไปก็ไม่รับสาย แล้วทำไมตาบวมอย่างนี้ล่ะ”
น้ำเสียงที่แสดงความเป็นห่วงของรุ่งรุจีเอ่ยถามวชิราภรณ์เพื่อนสนิทที่เดินทางมาทำงานล่าช้าร่วมหนึ่งชั่วโมง
“ก็มาแล้วไง ทำงานเถอะเดี๋ยวจะมีประชุมไม่ใช่เหรอ” คนที่ถูกถามเลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามเพื่อน บ่ายเบี่ยงไปเรื่องงานแทน
“บอกมาก่อนว่าร้องไห้ทำไม” รุ่งรุจีคาดคั้นเพื่อนสาว
“แกรู้ได้ยังไงว่าฉันร้องไห้ ฉันไม่ได้ร้องซะหน่อย” วชิราภรณ์ปฏิเสธ
“แกอย่ามาบ่ายเบี่ยง ฉันรู้ว่าแกร้องไห้ ตาบวมขนาดนี้ยังจะมาเถียงอีก บอกมาแกร้องไห้ทำไม”
“ฉันไปบ้านพ่อมา”
วชิราภรณ์รู้ดีว่าตัวเองนั้นไม่อาจปิดบังความรู้สึกกับรุ่งรุจีได้ จึงยอมเปิดปากต้นเหตุของอาการตาบวมกับเพื่อนสาว น้ำเสียงสั่นเครือของคนที่ตอบเรียกความสะเทือนใจและความสงสารให้กับคนที่ได้รับคำตอบอย่างมากมาย รุ่งรุจีสาวหมวยโอบกอดร่างของคนที่กำลังร้องไห้เอาไว้แน่น คำตอบของเพื่อนคือความกระจ่างชัดทุกอย่าง
“จะไปทำไมผึ้ง แกไปทีไรแกก็ต้องร้องไห้ทุกที ฉันว่าแกสู้ไม่รู้ไม่เห็นเลยจะดีกว่า เจ็บน้อยกว่าที่แกไปเห็นเต็มตาเสียอีก” สาวหมวยปลอบโยนเพื่อน
“ฉันรู้ว่ามันเจ็บ แต่ก็อดไม่ได้ ฉันยังเจ็บขนาดนี้แล้วแม่ของฉันล่ะจะเจ็บมากขนาดไหน ฉันสงสารแม่จังเลยจี”
ความแค้นจุดประกายอยู่ในใจของวชิราภรณ์มาจากความรักและความสงสารกัญญา แม้ว่ามารดาไม่เคยแสดงออกให้เห็นว่าทุกข์และเจ็บปวดเพียงใด ทว่าหญิงสาวรับรู้ด้วยหัวใจว่า มารดาเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เธอนี่แหละจะเป็นคนเอาคืนสองแม่ลูกที่แย่งชิงบิดาไปอย่างสาสม ให้เจ็บมากกว่ามารดาเป็นร้อยเท่าพันทวี
“ผึ้งเป็นอะไร ใครทำผึ้ง”
ณัชญ์เดินเข้ามาหาสองเพื่อนสนิทที่กอดกันอยู่ตรงโต๊ะทำงาน เสียงร้องไห้ของวชิราภรณ์ทำให้หัวใจของคนที่ถามกระตุกวูบ ความเป็นห่วงแล่นพล่านทันควัน
