บทที่ 7 7

 7

“ปละ...เปล่าไม่มีอะไร ไปทำงานกันเถอะ เดี๋ยวยักษ์มากินตับ”

คนที่กำลังร้องไห้คลายอ้อมกอดออกจากร่างของรุ่งรุจี ปาดน้ำตาทิ้งราวกับเด็กๆ พูดติดตลกถึงผู้จัดการจอมเฮี้ยบที่เนี้ยบเกินพอดี ไม่ไว้หน้าแม้กระทั่งผู้ช่วยรองประธานหากทำผิดกฎระเบียบ

“ไม่มีอะไรแล้วทำไมตาบวมอย่างนั้นล่ะ อาการอย่างนี้มันร้องไห้ชัดๆ เลย” ณัชญ์ไม่เชื่อในคำพูดที่ได้ยิน เขารู้ดีว่ามันต้องมีอะไรแอบแฝงอยู่แน่นอน

“ผึ้งไปบ้านพ่อมาน่ะณัชญ์ คงไปเห็นภาพเดิมๆ มาก็เลยเป็นแบบนี้”

รุ่งรุจีเป็นคนตอบคำถามแทนคนที่เริ่มร้องไห้หนักขึ้น คนที่ได้ยินคำตอบถึงกับอึ้ง ความเศร้าโศกเสียใจถ่ายเทมาหาเขาด้วย

“ณัชญ์บอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ให้ไป ไปทีไรก็เป็นอย่างนี้ทุกที การให้อภัยมันเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดนะผึ้ง พ้นทุกข์ พ้นโศก ณัชญ์กับจีอยากให้ผึ้งคิดใหม่นะ เริ่มต้นใหม่ก็ยังไม่สายนะผึ้ง”

ณัชญ์กล่าวเตือนเพื่อนด้วยความหวังดี เมื่อใดที่วชิราภรณ์มีความสุข หลุดพ้นจากวังวนความแค้นและความริษยา วันนั้นเขาจะมีความสุขมากที่สุด

“ผึ้งขอบใจในความหวังดีของจีกับณัชญ์ แต่จีกับณัชญ์ก็รู้ดีนี่ว่า ผึ้งไม่มีวันทำได้อย่างที่ณัชญ์พูด เราเลิกพูดเรื่องนี้กันซะที ได้เวลาทำงานแล้วนะ”

วชิราภรณ์พูดตัดบทก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานที่วางอยู่บนโต๊ะ ทำให้เพื่อนสนิทอีกสองคนได้แต่มองหน้ากัน และถอนหายใจออกมาดังๆ อย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปทำงานตามหน้าที่ของตนเอง

ก่อนเที่ยงราวห้านาทีณัชญ์เดินออกมาจากห้องผู้ช่วยรองประธานบริษัท ตรงดิ่งไปยังห้องฝ่ายการตลาดที่อยู่อีกชั้นหนึ่ง พอถึงห้องนั้นเขาเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานของวชิราภรณ์ทันที

“ผึ้งกลางวันนี้ไปกินข้าวที่ไหนดีล่ะ” ชายหนุ่มร่างสูงเอ่ยถาม

“กลางวันนี้ผึ้งมีนัดแล้ว ณัชญ์ไปกินกับจีสองคนก็แล้วกันนะ” คนที่ถูกชวนตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

“นัดกับใคร” น้ำเสียงของณัชญ์ค่อนข้างเข้ม จนวชิราภรณ์เงยหน้ามองคนที่ถาม

“ทำไมต้องทำเสียงอย่างนั้นด้วย ณัชญ์เป็นเพื่อนผึ้งนะไม่ใช่แฟน ไม่ต้องมาทำน้ำเสียงแบบนี้ผึ้งไม่ชอบ” สีหน้าของคนที่พูดฉายชัดถึงความไม่พอใจ ทำให้ณัชญ์เริ่มรู้สึกตัวผ่อนระดับความหึงหวงให้ลดน้อยลง

“ณัชญ์ขอโทษ ณัชญ์แค่เป็นห่วงผึ้งเท่านั้นเอง แล้วผึ้งนัดกับใครไว้ล่ะ”

“นัดกับคุณเอไว้ ผึ้งไปก่อนนะเที่ยงพอดีเลย”

วชิราภรณ์ลุกขึ้นยืนหลังจากที่จัดเอกสารบนโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ ก่อนจะเดินห่างณัชญ์ที่ยืนทำสีหน้างุนงงกับชื่อที่ตนเองไม่รู้จักเพียงคนเดียว

“จี แกรู้จักคนที่ชื่อเอหรือเปล่า” ณัชญ์ถามรุ่งรุจีทันทีที่เพื่อนสาวเดินมาสมทบจุดที่เขายืนอยู่

“เอไหนล่ะ ฉันรู้จักคนที่ชื่อเอตั้งหลายคน” รุ่งรุจีถามสวน เบนสายตาไปยังเก้าอี้ทำงานของเพื่อนสาวที่ไร้ร่างของเจ้าของเก้าอี้ “แล้วผึ้งไปไหนล่ะเที่ยงแล้วนะ”

“ชื่อเอที่ณัชญ์ถามคือคนที่ผึ้งไปกินข้าวเที่ยงด้วยไงล่ะ” คู่สนทนากับณัชญ์ทำหน้าครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยปากพูด

“ถ้าอยากรู้ว่าเอคนนี้คือใคร แล้วฉันรู้จักหรือเปล่า เราก็ตามผึ้งไปก็สิ้นเรื่อง จะได้หายสงสัยไม่ต้องมานั่งปวดหัวด้วย ฉันว่านะผึ้งต้องกำลังทำอะไรสักอย่างแน่ๆ เลย” ลางสังหรณ์ทำให้รุ่งรุจีคิดอย่างนั้น

“ไปสิ อยากรู้เหมือนกันว่าเอคนนี้เป็นใคร”

สองเพื่อนสนิทจึงรีบเดินออกไปจากแผนกการตลาด หวังจะให้ทันร่างของวชิราภรณ์ที่เดินออกไปก่อนหน้า และสวรรค์ก็เข้าข้างเมื่อร่างของคนที่พวกเขาต้องการตามไป กำลังยืนรอลิฟต์อยู่

“ผึ้ง วันนี้ไม่ไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันเหรอ” รุ่งรุจีแกล้งถาม

“ไม่ล่ะ วันนี้ผึ้งมีนัดแล้ว”

“นัดกับใครเหรอ” เพื่อนสาวถามต่อ

“นัดกับคุณเอน่ะ” วชิราภรณ์ตอบเสียงเรียบ

“ใครเหรอคุณเอคนนี้ จีรู้จักหรือเปล่า”

“ไม่รู้จักหรอก ผึ้งเพิ่งเจอคุณเอเมื่อเช้านี้เอง”

สีหน้าของเพื่อนสนิทอีกสองคนเต็มไปด้วยความตกใจและสงสัย เมื่อได้ยินคำพูดของวชิราภรณ์ เจอกันเมื่อเช้านี้ตกเที่ยงนัดทานอาหารด้วยกันเลยหรือ ไม่ธรรมดาเสียแล้วงานนี้ ต้องมีอะไรแน่นอน

“อย่าบอกนะว่าคุณเอที่ผึ้งพูดจะเป็นแฟนใหม่ของเขม” รุ่งรุจีคาดคั้นถามต่อ วชิราภรณ์หันมายิ้มสวยให้เพื่อนก่อนจะขยับปากตอบ

“ไม่ใช่หรอกแต่เป็นเด็ดกว่านั้น”

รุ่งรุจีกำลังจะถามต่อแต่ปากต้องหุบลงเมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ทั้งสามและเพื่อนพนักงานคนอื่นๆ จึงเดินเข้าไปในลิฟต์ ข้อสงสัยของรุ่งรุจีกับณัชญ์จึงยังไม่กระจ่าง จนกระทั่งประตูลิฟต์ถูกเปิดออกที่ชั้น 1 ทุกคนจึงเดินออกมาจากตัวลิฟต์

วชิราภรณ์ส่งยิ้มให้ชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงกำแพงฝั่งตรงข้ามกับลิฟต์ ชายคนนั้นถือช่อดอกไม้ช่อใหญ่อยู่ในมือ กัมปนาทยิ้มตอบรับสาวสวยที่ระบายยิ้มส่งมาให้ ก่อนจะยื่นช่อดอกไม้ให้วชิราภรณ์เมื่อเธอเดินมาใกล้

“ดอกไม้สำหรับคนสวยๆ ครับ”

“ขอบคุณคุณเอมากนะคะ ไม่น่าลำบากเลยแค่เลี้ยงข้าวเที่ยงผึ้ง ผึ้งก็เกรงใจแล้วค่ะ”

เธอพูดออกตัว วันนี้ประมาณสิบเอ็ดโมงกัมปนาทโทรศัพท์มาหาเธอ บอกจุดประสงค์ที่เขาโทรเข้ามาว่า ต้องการเลี้ยงข้าวกลางวัน เธออิดออดพอเป็นพิธีก่อนจะตอบรับคำเชิญในนาทีต่อมา วชิราภรณ์จึงให้เขามารออยู่ที่ชั้น 1 ของอาคารเอตรงหน้าลิฟต์ฝั่งซ้ายมือ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป