บทที่ 8 8
8
ภาพที่ณัชญ์เห็นสร้างความไม่พอใจ บวกรวมกับความหึงหวงที่พลุ่งพล่านในอก ตอนนี้เขาต้องการรู้ว่า ชายหนุ่มเจ้าของดอกไม้ช่อนี้คือใคร นึกไม่ชอบหน้าขึ้นมาทันทีทันใด
ส่วนรุ่งรุจีมองกัมปนาทด้วยสายตาทึ่งและไหววูบ หัวใจสาวกระตุกรัวทันทีที่เห็นรอยยิ้มของเขา น่าแปลกเธอไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับรอยยิ้มของชายคนใดมาก่อน พลันในเสี้ยววินาทีเธอก็ปรับสายตาให้เป็นปกติ ความสงสัยในตัวของชายตรงหน้าเข้ามาแทนที่
“คุณเอคะ ผึ้งจะแนะนำให้คุณเอรู้จักเพื่อนสนิทของผึ้งนะคะ ณัชญ์กับจีค่ะ ณัชญ์ จีนี่คุณเอจ้ะ”
วชิราภรณ์เป็นสื่อกลางให้บุคคลทั้งสามรู้จักกัน กัมปนาทโค้งศีรษะเล็กน้อยเป็นการทักทาย รุ่งรุจีพนมมือไหว้เพราะเธอคาดคะเนว่า เขาน่าจะมีอายุมากกว่า ณัชญ์ทำในลักษณะเดียวกับเพื่อนใหม่
“เราไปกันดีกว่านะคะ ไปทานอาหารร้านแถวๆ นี้ก็ได้ค่ะ จะได้ไม่เสียเวลามาก” วชิราภรณ์พูดขึ้นเมื่อทั้งสามได้ทำการรู้จักกันเป็นที่เรียบร้อย
“ผมตามใจคุณผึ้งครับ” กัมปนาทพูดเสียงนุ่มพร้อมรอยยิ้ม
“งั้นตามผึ้งมาเลยค่ะ”
วริราภรณ์ส่งสายตาหวานเยิ้มประกอบกับรอยยิ้มแสนหวานที่ตั้งใจโปรยให้ชายตรงหน้า กัมปนาทชอบรอยยิ้มของเธอมากที่สุด ยามที่เธอยิ้มโลกนี้ช่างสดใส หัวใจของเขาเบิกบานตามไปด้วย อีกทั้งยังส่งผลให้ดวงหน้าน่ารักของเธอชวนมองมาขึ้น
“ไปครับ” กัมปนาทรับคำก่อนจะเดินเคียงคู่ไปพร้อมกับวชิราภรณ์ ปล่อยให้ณัชญ์กับรุ่งรุจียืนมองตามหลังทั้งคู่ไปด้วยความฉงนสงสัยกับที่มาที่ไปของเพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จักเมื่อสักครู่
“ฉันว่านะณัชญ์งานนี้มันต้องมีอะไรแหงๆ เลย ปกติผึ้งจะไม่สนิทกับผู้ชายแปลกหน้าไวขนาดนี้ ยกเว้นผู้ชายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขม” รุ่งรุจีสันนิฐาน
“ใช่ ณัชญ์ก็ว่ามันแปลกๆ อยู่เหมือนกัน เพียงแต่ไม่กล้าพูด” ณัชญ์เห็นด้วยกับความคิดของเพื่อนสาว
“เราไปกินข้าวกันดีกว่า บ่ายนี้จีจะถามผึ้งให้รู้เรื่องเอง คิดเองเออเองตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์”
“เอาอย่างนั้นก็ได้ ไป ไปกินข้าวกันดีกว่า” สองเพื่อนสนิทตัดความสงสัยออกไปก่อน เดินเคียงคู่กันออกไปจากตัวตึกเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน
ภายในร้านอาหารไม่ใหญ่ไม่เล็กข้างๆ อาคารสำนักงานที่ทั้งสองทำงานอยู่ กัมปนาทกับวชิราภรณ์นั่งรับประทานอาหารอยู่มุมในสุดของร้าน ทั้งสองคุยไปด้วยทานอาหารไปด้วยอย่างถูกคอ ฝ่ายชายหมั่นเพียรตักอาหารใส่จานของฝ่ายหญิงตลอดเวลา บ่อยครั้งที่เขาแอบลอบมองใบหน้าหวานๆ น่ารักๆ ของเธอยามเผลอ ในความรู้สึกของกัมปนาท เขาไม่รู้สึกเบื่อกับภาพตรงหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว
“คุณเอไม่ทานข้าวเหรอคะ หรือว่าจะกินหน้าผึ้ง ผึ้งเห็นคุณเอเอาแต่นั่งมองหน้าผึ้ง”
คนที่ถูกมองทักขึ้น ทำให้กัมปนาทรู้สึกตัวว่าตนเอง สะดุ้งกายเล็กน้อย ปรับท่าทีให้กลับมาเป็นปกติ ยิ้มเจื่อนกับการกระทำของตนเอง
“ผมขอโทษครับที่มองคุณผึ้งนานไปหน่อย ผมเจอผู้หญิงมาเยอะแต่ไม่มีใครน่ารักและน่ามองเหมือนคุณผึ้งเลยครับ”
เขาพูดออกมาจากใจจริง และเป็นจริงตามที่ได้พูดออกไป วชิราภรณ์ยิ้มเต็มใบหน้า รู้สึกสะใจเล็กๆ ในอกกับการหว่านเสน่ห์ที่ได้ผลดีเกินคาด
“น่ารักแล้วรักหรือเปล่าล่ะคะ”
เธอพูดหยิกแกมหยอก กัมปนาทมองหน้าคนที่พูดนิ่ง “ผึ้งล้อเล่นน่ะคะ เราเพิ่งเจอกันครั้งแรกคุณเอจะรักผึ้งได้ยังไง อีกอย่างเราสองคนก็คบกันแบบเพื่อนด้วย” เธอกล่าวคำหยอกเย้ากับกัมปนาทอีกครั้ง
“ถ้าผมรักคุณผึ้ง คุณผึ้งจะรับรักผมหรือเปล่าครับ”
น้ำเสียงของเขาจริงจัง ดวงตาจับจ้องไปยังดวงหน้าตรึงใจของวชิราภรณ์ คนที่ได้ยินยิ้มละไม ปลื้มใจกับการหว่านเสน่ห์ของตนเองอยู่ในอก...เหยื่อติดกับเธอแล้ว
“ข้อนี้ผึ้งตอบตอนนี้ไม่ได้นะคะ มันขึ้นอยู่กับว่าความรักของคุณเอเป็นแบบไหน ถ้าแบบเพื่อน แบบพี่น้องผึ้งมีให้อยู่แล้วค่ะ แต่ถ้าเป็นอย่างอื่นมันก็ต้องใช้เวลากันบ้าง เราเพิ่งรู้จักกันวันนี้เป็นวันแรกนะคะ คำว่ารักดูมันจะห่างไกลเกินไป”
เธอพูดเป็นกลาง ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ วชิราภรณ์ไม่อยากให้เขาคิดว่าตนเองเป็นคนใจง่าย รับรักเร็วโดยที่ไม่รู้จักกันให้ดีมากพอ แบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปน่าจะดีที่สุด
“คุณผึ้งเชื่อคำว่ารักแรกพบหรือเปล่าครับ แต่ก่อนผมไม่เชื่อจนมาเจอกับตัวเอง ตอนนี้ผมเชื่อเกินร้อยเลยครับ”
กัมปนาทคิดว่าเขาได้เจอรักแรกพบที่ไม่คิดว่าจะได้เจอมาก่อนในชีวิต และไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริงในโลกใบนี้ แต่สำหรับวชิราภรณ์ เธอไม่เคยเชื่อเรื่องรักแรกพบเลย เพราะคิดว่ามันเป็นเพียงแค่ลมปากเป่าของผู้ชายที่มักใช้จีบผู้หญิงเท่านั้น
“เราทานข้าวกันต่อดีกว่านะคะ พูดนอกเรื่องมานานแล้ว” หญิงสาวพูดตัดบทแสร้งทำท่าทางเหนียมอาย หลบแววตาของกัมปนาทที่มองมา
การรับประทานอาหารดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น มีเสียงหัวเราะเบาๆ เคล้ากับเสียงพูดคุยจากเรื่องราวต่างๆ ที่กัมปนาทสรรหามาเล่าให้วชิราภรณ์ฟัง จนกระทั่งอาหารมื้อเที่ยงได้เสร็จสิ้นลง ทั้งสองลุกเดินจากโต๊ะก่อนจะพากันเดินเคียงคู่กลับไปยังที่ทำงานของฝ่ายหญิง
“ตอนเย็นผมจะมารับคุณผึ้งกลับบ้านนะครับ” กัมปนาทเอ่ยบอกวชิราภรณ์เมื่อมาส่งเธอที่ลิฟต์ภายในอาคารเอ
“จะดีเหรอคะ รบกวนคุณเอแย่เลย แค่เลี้ยงข้าวเที่ยงก็เกรงใจจะแย่อยู่แล้ว” เธอออกตัวพองาม
“ไม่ต้องเกรงใจครับ ผมเต็มใจเป็นที่สุดครับ”
“อย่าดีกว่าค่ะ บ้านผึ้งอยู่ไกล เกรงใจคุณเอน่ะคะ” เธอยังอิดออดเล็กน้อย
“บอกแล้วไงครับว่าผมเต็มใจ นะครับ ตอนเย็นให้ผมมารับนะครับ ผมจะรออยู่หน้าลิฟต์ตอนห้าโมงเย็นนะครับ” กัมปนาทไม่ยอมแพ้ เขายึดมั่นคำว่า ตื้อเท่านั้นที่จะครองโลก
