บทที่ 10 ผมยินดีรับข้อเสนอของคุณ

“นี่คุณ...เลิกทำเหมือนผมเป็นโจรห้าร้อยสักทีเถอะ ถ้าผมคิดจะทำอะไรคุณจริง ๆ ป่านนี้คงไม่ต้องมาพิรี้พิไรอยู่แบบนี้หรอก”

“มันก็จริงอย่างที่คุณพูด... แต่ยังไงคุณกับคุณดาวิกาก็เป็นพวกเดียวกันอยู่ดี”

“ทำไมถึงคิดแบบนั้น” เขาย้อนถามทันที

“ก็คุณดาวิกาเป็นน้องสะใภ้คุณ คุณก็ต้องเข้าข้างกันอยู่แล้วสิ”

“นี่คุณ... ผมไม่ใช่เด็กนะ ที่เวลาเพื่อนโกรธใคร ผมก็ต้องโกรธตาม ผมมีวิจารณญาณพอจะตัดสินอะไรด้วยตัวเอง”

“แต่ฉันก็ยังสงสัยอยู่ดีว่าทำไมคุณถึงช่วยฉัน ทั้งที่คุณอยู่เฉย ๆ ก็ได้ แล้วการที่คุณทำแบบนี้ มันไม่เท่ากับเป็นการประกาศสงครามกับน้องสะใภ้คุณเหรอ”

“จะเรียกว่าประกาศสงครามหรือเปล่าผมไม่รู้ รู้แค่ว่าผมต้องหยุดสถานการณ์ไม่ให้มันบานปลายไปมากกว่านี้ อีกอย่าง... ผมไม่ชอบการต่อสู้ที่ไม่ยุติธรรม”

คำตอบของเขาทำเอากันติชานิ่งไปเล็กน้อย

มันเหลือเชื่อที่คนคนหนึ่งจะเลือกยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับคนในครอบครัว เพื่อปกป้องคนแปลกหน้า แต่แววตามุ่งมั่นของเขากลับยืนยันทุกถ้อยคำอย่างหนักแน่น และนั่นทำให้เธอรู้สึกดีกับเขาขึ้นมามากโข อย่างน้อย...ผู้ชายคนนี้ก็ยังมีความยุติธรรมอยู่เต็มหัวใจ

“ถ้าอย่างนั้น... ฉันก็ต้องขอบคุณคุณมากนะคะ ที่ช่วยฉันในวันนี้” เธอกล่าวด้วยความจริงใจ หากกวินไม่อุ้มเธอออกมาจากตรงนั้น เธอก็ไม่รู้เลยว่าตอนนี้ตัวเองจะเป็นยังไง

“ไม่เป็นไร... เพราะผมก็มีเรื่องอยากคุยกับคุณเหมือนกัน” “เรื่องอะไรเหรอคะ” เธอถามกลับ แม้ในใจจะเดาไว้ล่วงหน้าแล้วว่า คงหนีไม่พ้นเรื่องของชัชวีร์กับดาวิกา หรือไม่ก็...เรื่องไล่เธอออกจากงาน

“กินข้าวก่อน ดูเหมือนข้าวจะมาแล้ว”

จู่ๆ เขาก็ตัดบทไปเสียเฉยๆ เมื่อมีเสียงเคาะประตู ซึ่งก็เป็นพนักงานของโรงแรมนำอาหารมาเสิร์ฟอย่างที่เขาคาดการณ์เอาไว้

กินก็กิน เพราะหากเป็นเรื่องถูกไล่ออกเธอก็ยังไม่พร้อมที่จะคุยกับเขาในตอนนี้ อย่างน้อยก็ควรให้เธอมีเวลาสักสิบหรือสิบห้านาที เพื่อเตรียมใจสำหรับข่าวร้ายและการวางแผนชีวิตสำหรับอนาคตข้างหน้า

หลังจากพนักงานเสิร์ฟออกจากห้องไป ชายหนุ่มก็เดินไปนั่งที่โต๊ะอาหาร แล้วส่งสายตาเป็นเชิงเชิญให้เธอมานั่งร่วมโต๊ะด้วยกัน กันติชาไม่มีทางเลือก นอกจากต้องยอมทำตามอย่างเสียไม่ได้ เธอตั้งใจว่าจะกินแค่พอเป็นมารยาท แต่ทันทีที่เปิดฝาครอบอาหาร ท้องเจ้ากรรมก็ครวญครางออกมาอย่างไร้ยางอาย

อาหารตรงหน้าคือข้าวไข่เจียวธรรมดาๆ แต่เมื่อผ่านฝีมือเชฟโรงแรมระดับห้าดาว มันก็ไม่ใช่ของธรรมดาอีกต่อไป ทั้งรูปลักษณ์และกลิ่นหอมเย้ายวนล้วนบ่งบอกว่ามื้อนี้อร่อยแน่

ส่วนของกวินนั้น เป็นข้าวผัดปู... เมนูบ้าน ๆ สไตล์สตรีทฟู้ด ที่กันติชาไม่คิดว่าคนอย่างเขาจะสั่งมากิน

“คุณกำลังสงสัยใช่ไหมว่าทำไมคนรวยอย่างผมถึงสั่งแค่ข้าวผัดปู” เขาเอ่ยขึ้นราวกับอ่านใจเธอได้ “เหตุผลก็ง่ายๆ มันทำได้เร็ว แล้วผมก็หิวมาก ผมรู้นะว่าคุณไม่อยากอยู่กับผมนานนัก”

เขาพูดถูกอีกแล้ว... จนกันติชาได้แต่ฮึดฮัดในใจ กับการถูกมองออกทุกทาง

เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก เธอจึงตักข้าวไข่เจียวเข้าปาก และเพียงคำแรกเท่านั้น คำต่อๆ มาก็ตามมาแบบไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

ระหว่างที่จัดการอาหารของตัวเอง เธอก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบตามองชายหนุ่มตรงหน้าเป็นระยะ แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่าเขากินอย่างเอร็ดอร่อย แถมเร็วไม่แพ้เธอด้วย ดูท่าว่าเขาคงหิวจริง ไม่ได้พูดเล่น

และดูเหมือนว่าเขาจะชอบรสจัดโดยเฉพาะรสเค็ม เพราะเขาคว้าขวดน้ำปลาพริกมาราดใส่ข้าวอย่างไม่ยั้ง ช้อนแล้วช้อนเล่า จนในที่สุดกันติชาก็อดไม่ได้ เอื้อมมือไปแตะที่แขนเขาเบาๆ เพื่อห้ามปราม

กวินชะงัก แล้วเงยหน้าขึ้นมองเธอ สีหน้าเต็มไปด้วยคำถาม

แน่นอน...เธอเองก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องไปยุ่งกับเขาด้วย เขาจะกินเค็มแค่ไหน มันก็เรื่องของเขาแท้ๆ แต่เมื่อเผลอลงมือห้ามไปแล้ว ก็จำเป็นต้องอธิบาย...

“ฉันว่าคุณใส่น้ำปลาเยอะไปแล้วนะ กินเค็มมาก ๆ มันไม่ดีต่อไตหรอกค่ะ” น้ำเสียงของกันติชาไม่ได้ดุ แต่เต็มไปด้วยความจริงจัง เธอเป็นคนที่ระมัดระวังเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะตั้งแต่ที่แม่ของเธอล้มป่วยเป็นโรค SLE ซึ่งกระทบกับการทำงานของไตอยู่แล้ว พอยิ่งไม่ระวังเรื่องอาหาร ไตก็ยิ่งเสื่อมเร็วขึ้น จนตอนนี้ต้องล้างไตสัปดาห์ละสองครั้ง แต่ละครั้งก็มีค่าใช้จ่ายหลายพันบาท

และนั่น...คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เธอมีภาระหนี้สินรุงรังจนถึงตอนนี้

“คุณเป็นห่วงผมเหรอ”

เขาหันมาถาม พร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่มที่ทำให้เธอรู้ทันทีว่าไม่น่าเอ่ยอะไรออกไปเลย

นั่นไง...จะเข้าใจผิดไปถึงไหนกัน ถ้าเขาจะมโนไปไกลกว่านี้อีกหน่อย คงหาว่าเธอ ‘อ่อย’ เขาแน่ ๆ

กันติชารีบชิงชี้แจงก่อนเขาจะคิดไปมากกว่านี้

“ไม่ได้ห่วงค่ะ แค่อยากเตือนเฉยๆ จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่” ว่าแล้วเธอก็รีบปล่อยมือออกจากแขนเขาอย่างเร็ว แต่ถึงจะปล่อยแล้ว ความรู้สึกร้อนวูบวาบที่ปลายนิ้วกลับยังติดอยู่ไม่จาง

กวินวางช้อนน้ำปลาพริกลงในถ้วย แล้วหันมายิ้มบางๆ ให้เธอ ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับแฝงความเศร้า จนกันติชารับรู้ได้

“ขอบคุณนะที่เตือน ไม่เคยมีใครพูดแบบนี้กับผมมานานแล้ว” เขาพูดออกมาเบาๆ แต่มันกลับสะกิดใจเธออย่างประหลาด

“ฉันเปล่าสักหน่อย...” เธอบ่นอุบอิบ ก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปากอย่างรวดเร็ว กลัวว่าเขาจะเห็นว่าอยู่ดี ๆ หัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้นมาเฉย ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ

“ผมตัดสินใจแล้วนะ” เขาเอ่ยขึ้นขณะมองเธออย่างจริงจัง “ว่าผมจะรับข้อเสนอของคุณ”

“ข้อเสนอ?” กันติชาขมวดคิ้วงุนงง “ข้อเสนออะไรคะ?”

“ก็ข้อเสนอที่คุณบอกว่าจะเป็นผู้หญิงของผมไง ผมคิดดูแล้ว ผมยินดีรับข้อเสนอ คุณพร้อมจะไปจดทะเบียนสมรสเมื่อไหร่ บอกผมได้เลย” กวินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง น้ำเสียงนั้นฟังดูเหมือนกำลังพูดถึงดินฟ้าอากาศทั่วไป ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสำหรับชีวิต

บทก่อนหน้า
บทถัดไป