บทที่ 12 รีบแต่งรีบหย่า
แต่แล้วชายหนุ่มก็สะดุ้ง เมื่อถูกผู้เป็นย่าใช้พัดฟาดเข้าที่บ่าเต็มแรง พร้อมทั้งดุเสียงเขียว
“ตานิษฐ์! หุบปาก!”
นิษฐกรณ์จำต้องนิ่ง แต่สีหน้ายังบึ้งตึง ไม่อาจปิดบังความไม่พอใจได้แม้แต่น้อย จนกระทั่งพงศ์เทพเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ผมเข้าใจดีครับ ว่าจำนวนเงินมันมากแค่ไหน แต่สำหรับลูกสาวคนนี้...ผมรักยิ่งกว่าชีวิต หากไม่ใช่เพราะสัญญาที่คุณแม่ของคุณทำไว้ ผมก็ไม่มีทางยกลูกให้ใครเด็ดขาด”
คำพูดของบิดาฟังดูราวกับเปี่ยมด้วยความรัก แต่พิมพ์นารารู้ดี...ว่าทุกถ้อยคำมีไว้เพียงเพื่อการต่อรอง หญิงสาวได้แต่ก้มหน้านิ่ง กลั้นก้อนสะอื้นที่จุกขึ้นมาถึงอกอย่างสุดจะฝืน
คุณอนงค์ยกน้ำชาขึ้นจิบเบาๆ ก่อนวางแก้วลงด้วยท่าทีนิ่งสงบ แล้วกล่าวอย่างเด็ดขาด
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ฉันตั้งใจอยู่แล้วว่าจะยกหนี้ทั้งหมดให้ ส่วนสินสอดของหนูพิมพ์ ฉันตั้งไว้ห้าสิบล้าน แต่ถ้าทางคุณไม่อยากรับ ก็ไม่เป็นไร ฉันจะยกมันให้เป็นสมบัติส่วนตัวของหนูพิมพ์ไปเลยก็แล้วกัน”
ถ้อยคำเรียบง่ายนั้นกลับสร้างแรงสะเทือนจนทั้งโต๊ะเงียบกริบ โดยเฉพาะนิษฐกรณ์ ผู้ซึ่งตาแทบถลน ไม่อยากเชื่อว่าผู้หญิงแสนจืดชืดตรงหน้า...จะได้รับมรดกมูลค่าร้อยห้าสิบล้าน
“คุณย่า…ทำไม...” เขาเอ่ยขึ้น แต่ยังไม่ทันได้พูดให้จบประโยค
คุณอนงค์ก็หันขวับมาพร้อมแววตาขุ่นจัด และน้ำเสียงเย็นเฉียบแต่หนักแน่นจนทั้งห้องตกอยู่ในความอึ้งงัน
“เงียบไปนะ ตานิษฐ์!”
นิษฐกรณ์ได้แต่ฟึดฟัดเสียงดัง ราวกับไม่คิดจะเก็บมารยาทไว้ให้เสียพลังอีกต่อไป ทว่าพงศ์เทพก็หาได้ใส่ใจไม่ เพราะในตอนนี้...เขาได้ทุกอย่างที่ต้องการแล้ว
“ขอบคุณนะครับ ที่เข้าใจผม และเมตตายายพิมพ์”
คุณอนงค์เพียงยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยถึงประเด็นสำคัญอีกเรื่องด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
“ส่วนฤกษ์แต่งงาน ป้าอยากได้ฤกษ์ที่เร็วที่สุด เพราะตอนนี้ใจมันร้อนเหลือเกิน อยากรับขวัญหลานสะใภ้เต็มทีแล้ว”
“อันนี้แล้วแต่คุณป้าอนงค์เลยครับ ทางเราพร้อมทุกเมื่อ” พงศ์เทพตอบรับทันควัน แทบไม่ต้องคิด
“ดี งั้นกลับไปป้าจะดูฤกษ์เลย เรามาเริ่มทานกันเถอะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นเสียก่อน” จากนั้นหญิงชราก็หันไปทางหลานชายด้วยน้ำเสียงสั่งการ “ตานิษฐ์ นั่งบื้ออยู่ทำไม ตักกับข้าวให้น้องสิลูก”
ชายหนุ่มทำท่าจะปฏิเสธ หากไม่ใช่เพราะสายตาดุกร้าวของคุณย่าที่กดทับมาเสียก่อน นิษฐกรณ์จึงจำต้องฝืนใจตักแกงเผ็ดเป็ดย่างใส่จานให้หญิงสาว ซึ่งเธอก็รับไว้ด้วยท่าทีสงบ พร้อมกล่าวขอบคุณเสียงเบา แล้วก้มหน้าก้มตากินอาหาร...โดยแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังกลืนอะไรลงไป
หลังจากเจรจาเรื่องแต่งงานเสร็จเรียบร้อย คุณอนงค์จึงขอตัวแยกจากพงศ์เทพและพิมพ์นารา ด้วยแววตาที่ฉายแววเวทนาหญิงสาวอยู่ไม่น้อย นี่กระมัง...คือเหตุผลที่พิไลมาเข้าฝัน เพื่อทวงคำสัญญาเมื่อคราวเก่าก่อน
คำสัญญาเรื่องการแต่งงานของหลานทั้งสอง ที่เธอเองก็เคยลืมไปแล้วด้วยซ้ำ
กระนั้น...เมื่อเห็นสภาพของพิมพ์นารา หญิงสาวผู้มีฐานะเป็นลูกพงศ์เทพแต่กลับแต่งตัวเรียบจืด ไม่มีเครื่องประดับติดตัวแม้แต่ชิ้นเดียว ก็พอเดาได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายอาจไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควร ทั้งเสื้อผ้า หน้าผม ทุกอย่างล้วนสะท้อนความขาดแคลน จนคุณอนงค์รู้สึกแน่นในอก
ตอนแรกเธอคิดจะให้เวลาหลานชายสักสามเดือนเพื่อทำใจ แต่หลังจากที่เห็นกับตาวันนี้...ความคิดนั้นก็ถูกเปลี่ยน
เธอจะไม่รออีกต่อไป ฤกษ์แต่งต้องเร่งให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้พาพิมพ์นาราออกจากบ้านหลังนั้นให้พ้นเสียที
...แต่ดูเหมือนภารกิจนี้จะไม่ง่ายนัก
เพราะทันทีที่นิษฐกรณ์ขึ้นรถและประตูปิดลง ชายหนุ่มก็กระแทกเสียงดังด้วยความไม่พอใจล้นอก
“คุณย่า! ผมไม่แต่งกับผู้หญิงคนนั้นเด็ดขาด!”
คุณอนงค์หันไปมองหลานชายตาขวาง ก่อนที่จะตวาดดังลั่น
“แกจะบ้าหรือไง เมื่อกี้แกตกลงไปแล้วนะ”
“ที่ตกลงเพราะผมคิดว่าคนที่ผมจะได้แต่งคือพัณณิตา ไม่ใช่ยายผู้หญิงหน้าจืด แต่งตัวไม่เป็นสับปะรดอย่างนี้” นิษฐกรณ์ให้เหตุผล เพราะเขาผิดหวังกับรูปลักษณ์ของว่าที่เจ้าสาวอย่างรุนแรง คนอย่างเขาควงสาวงามมาแล้วทั่วโลก หากต้องมาจบชีวิตเพลย์บอยเพราะผู้หญิงที่หาความโดดเด่นไม่ได้เขาคงถูกเพื่อนฝูงหัวเราะเยาะเป็นนี่
“ที่แกปฏิเสธ เพราะเขาไม่สวยเท่ากับคนที่แกหมายตาเอาไว้”
จริงๆ แล้วมันก็เป็นอย่างนั้น แต่หากพูดความจริงไปมีหวังต้องถูกเขกกระบาลเป็นแน่ นิษฐกรณ์จึงกล่าวอ้อมๆ
“ก็ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ แต่ผมมองว่าเราไม่น่าจะไปกันรอด แค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าไลฟ์สไตล์เราต่างกัน”
แต่แก้ต่างไปก็ใช่จะรอด พอพูดจบชายหนุ่มก็ถูกมะเหงกของคุณอนงค์ฟาดไปหนึ่งครั้งจนร้องลั่นรถ “โอ๊ย คุณย่า คุณย่าเขกหัวผมทำไม”
“ก็เขกให้สำนึกน่ะสิ ว่าอย่ามองคนแค่ภายนอก”
“ก็มันจริงนี่ครับ การแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักนี่ก็ว่าแย่แล้ว แล้วยิ่งต้องแต่งกับคนที่เรารู้แน่ๆ ว่าเราจะไม่มีวันรักเขาได้ มันเหมือนตกนรก” ชายหนุ่มกล่าวออกมาด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องมาเจอกับเรื่องแย่ๆ แบบนี้
คุณอนงค์ได้แต่ถอนใจกับความคิดของหลานชาย แต่ตอนนี้หัวใจของนิษฐกรณ์เต็มไปด้วยอคติที่มาจากการถูกบีบบังคับ ดังนั้นจึงยอมถอยออกมาเพื่อตั้งเงื่อนไขใหม่
“เอาอย่างนี้ ถ้าแกมีหลานให้ย่าได้ แล้วแกยังยืนยันว่าไปกับเขาไม่ได้ ย่าจะยอมให้แกหย่ากับเขา”
“จริงเหรอครับคุณย่า” น้ำเสียงของชายหนุ่มดีขึ้นมาผิดหูผิดตา เมื่อรู้ว่าบ่วงพันธะมีกำหนดระยะเวลาที่จะคลายออก
“จริง” คุณอนงค์รับปากอย่างหนักแน่น เพราะในใจท่านหากทั้งคู่ไม่รักกันยื้อไว้ก็รังแต่จะสร้างความทุกข์ให้หนุ่มสาวทั้งคู่เปล่าๆ แต่ท่านก็ยังหวังว่าสายตาของท่านแหลมคมและกว้างไกลพอที่จะเลือกคู่ชีวิตที่ดีที่สุดให้กับหลานชาย
“แล้วผมต้องแต่งงานกับเธอเมื่อไหร่”
“ย่าเหลือเวลาไม่มากแล้ว เดี๋ยวคงไปหาฤกษ์ดีเดือนหน้า งานแต่งก็คงไม่ต้องจัดให้ใหญ่อะไร เพราะท่าทางฝ่ายนั้นก็ดูไม่ค่อยอะไรอยู่แล้ว” คุณอนงค์กล่าว ในน้ำเสียงเต็มด้วยความเวทนาในตัวหญิงสาว นี่หากพิไลเพื่อนสนิทของตนยังมีชีวิตอยู่พิมพ์นาราคงไม่เจอเรื่องน่าอเนจอนาถอย่างนี้
“ก็ดีครับ รีบแต่งจะได้รีบหย่า”
“แน่ใจว่าน้ำยาจะดีขนาดนั้น”
“คุณย่ารอดูก็แล้วกันครับ”
คุณอนงค์อดที่จะค้อนหลานชายด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้ และท่านก็ได้แต่ภาวนาว่าหลังแต่งงานพิมพ์นาราจะไม่ตั้งท้องเร็วนัก หรือไม่ก็ขอให้นิษฐกรณ์หลงรักหญิงสาวในระยะเวลาอันสั้น ท่านก็จะได้หมดห่วง หากต้องตายจะได้ตายอย่างสงบ
