บทที่ 13 วันสำคัญของลูกผู้หญิง
ในที่สุดวันสำคัญที่สุดของลูกผู้หญิงก็มาถึง
พิมพ์นารานั่งหน้ากระจกด้วยอาการเหม่อลอยและยังไม่อยากเชื่อเลยว่าวันนี้คือวันแต่งงานของเธอ
หญิงสาวมองภาพสะท้อนตรงหน้าอย่างไม่คุ้นเคยเลยสักนิด ผู้หญิงในกระจกสวยเกินกว่าจะเป็นเธอ สวยอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ดวงหน้ารูปไข่ถูกแต่งแต้มด้วยเมคอัพที่พิถีพิถัน คิ้วที่โก่งงอนถูกกันให้ได้รูปเนี๊ยบกริบ เปลือกตาสองชั้นแต่งด้วยอายแชโดว์โทนน้ำตาลทองที่ช่วยขับดวงตากลมโตให้ลึกซึ้งน่าค้นหา จมูกโด่งรั้นเป็นสันรับกับริมฝีปากที่ถูกเติมแต่งด้วยสีชาดละมุน ขับแก้มสีดอกกุหลาบให้ดูเปล่งปลั่ง มีชีวิตชีวาอย่างน่าอัศจรรย์
นี่ไม่ใช่สไตล์ของเธอเลย แต่กลับกลายเป็นว่า ทุกองค์ประกอบกลับเข้ากันอย่างน่าประหลาด ราวกับความงามที่เคยหลบซ่อนถูกปลุกขึ้นมาในวันนี้
หญิงสาวลองหมุนตัวเล็กน้อย พลันสายตาก็สบเข้ากับชุดเจ้าสาวที่เธอสวมอยู่ มันคือชุดในฝันของผู้หญิงหลายคน และเธอเองก็คาดไม่ถึงว่าจะได้สวมมัน ชุดแต่งงานสีแชมเปญอ่อนระยับที่ออกแบบมาอย่างประณีต เนื้อผ้าบางเบาพริ้วไหวราวกับกลีบดอกไม้แรกแย้ม โอบรับเรือนร่างบอบบางของเธอไว้แนบสนิท
ชุดนี้ถูกดีไซน์เป็นแบบไทยประยุกต์แสนเก๋ เปลือยไหล่ข้างหนึ่งอวดผิวขาวเนียนละเอียดละออ อีกข้างเป็นแขนกุดประดับด้วยผ้าบางเบาแนบเนื้อพลิ้วไหวคล้ายสไบ ตัวชุดเป็นทรงเข้ารูปที่เน้นสัดส่วนโค้งเว้าพองาม เพิ่มเสน่ห์เล็กๆ ด้วยกระโปรงแคบผ่าด้านข้างเผยให้เห็นช่วงต้นขาอ่อนอย่างมีชั้นเชิง ทั้งเย้ายวนและสง่างามในคราวเดียว
นี่ก็ไม่ใช่สไตล์การแต่งตัวของเธอเลย... แต่เมื่อทุกอย่างถูกจัดเตรียมโดยฝ่ายเจ้าบ่าว พิมพ์นาราก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เช่นเดียวกับสิ่งอื่นๆ ที่ผ่านมา เธอไม่เคยสามารถปฏิเสธความต้องการของบ้านฝ่ายชายได้เลยสักครั้งเดียว
ภาพวันนั้นผุดขึ้นมาในห้วงความคิด…หลังจากแยกจากคุณอนงค์และนิษฐกรณ์ เธอก็ไม่ได้พบกับสองย่าหลานอีกเลย จนกระทั่งหนึ่งสัปดาห์ต่อมา บิดาเรียกเธอเข้าไปพบในห้องทำงาน และแจ้งข่าวสำคัญอย่างไร้เยื่อใยว่า...เธอจะต้องแต่งงานกับนิษฐกรณ์ภายในไม่กี่วันข้างหน้า
ใช่… ไม่ใช่เดือนหน้า ไม่ใช่ปีหน้า แต่เป็นอีกไม่กี่วัน เวลาที่ให้เธอเตรียมใจน้อยจนแทบไม่มี และประโยคนั้นก็ฟังคล้ายคำสั่งมากกว่าจะเป็นการบอกกล่าว
คำพูดนั้นฟังดูเรียบง่าย แต่กลับสั่นสะเทือนหัวใจของเธออย่างรุนแรง มันเร็วกว่าที่เธอคิดไว้มากจนไม่มีเวลาทำใจ เธอรู้สึกเหมือนถูกผลักเข้าสู่พายุ ทั้งยังสับสนอย่างหนัก ใจหนึ่งอยากล้มเลิกเรื่องบ้าๆ นี้ แต่อีกใจก็คิดประชดชะตา เมื่อไม่มีใครต้องการเธอในบ้านหลังนี้อีกต่อไป เธอจะอยู่ต่อไปเพื่ออะไร สุดท้าย...เธอพยักหน้ารับคำเงียบๆ และเดินออกจากห้องนั้นไปเหมือนร่างที่ไร้หัวใจ
ตลอดสามสัปดาห์ก่อนวันแต่งงาน พิมพ์นารายังคงใช้ชีวิตไปตามปกติ ไม่มีการเตรียมตัว ไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีแม้แต่ความตื่นเต้น... และที่เจ็บลึกยิ่งกว่าก็คือ ไม่มีคำแสดงความยินดีจากคนในครอบครัวเลยสักคน
ที่สำคัญ... เพื่อนสนิททั้งสามคน ซึ่งเปรียบเสมือนครอบครัวแท้ๆ กลับไม่ล่วงรู้เลยว่า ชีวิตของเธอกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล
เธอเลือกจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ไม่เอ่ยแม้แต่กับเพื่อนสนิท เพราะรู้ดีว่าทุกคนต้องคัดค้านแน่ ด้วยความเป็นห่วงที่เธอทำอะไรแบบหุนหันพลันแล่น และนั่นคือสิ่งสุดท้ายที่เธออยากได้ยิน หลังจากตัดสินใจไปแล้ว เธอไม่ต้องการให้ใจหวั่นไหว หรือกลับมาลังเลอีกครั้ง
สามสัปดาห์ก่อนวันแต่ง ทุกอย่างยังดำเนินไปอย่างปกติ ไม่เพียงแต่เธอ ครอบครัวของเธอก็เช่นกัน ไม่มีพิธี ไม่มีการเตรียมตัว ไม่มีใครพูดถึงงานแต่งแม้แต่คำเดียว สิ่งเดียวที่เธอได้รับรู้ ก็คือคำสั่งเด็ดขาดจากพ่อว่าเธอจะต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ เพราะฝ่ายชายมีอดีตที่ไม่อาจเปิดเผยได้...
สิบปีก่อน พ่อของนิษฐกรณ์ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีระดับสูง ถูกตั้งข้อหาว่าฉ้อโกงงบแผ่นดิน และจบชีวิตตัวเองลงพร้อมภรรยา เหลือไว้เพียงลูกชายคนเดียวที่ถูกส่งไปอยู่กับคุณอนงค์ในต่างประเทศ
ข่าวครึกโครมอยู่พักใหญ่... ทรัพย์สินของครอบครัวเจษฎาพิพัฒน์ถูกอายัดจนแทบไม่เหลือ มีเพียงสมบัติของคุณอนงค์ที่รอดมาได้ แม้จะร่อยหรอลงไปมากจากการช่วยลูกชายต่อสู้คดี และในตอนนั้นเอง ย่าของเธอก็ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ จนกลายเป็นบุญคุณติดพัน…ซึ่งส่งผลสะเทือนมาถึงรุ่นเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ด้วยความเฉียบคมและหัวธุรกิจของคุณอนงค์ การเงินของตระกูลจึงฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ จนกลายเป็นมหาเศรษฐีอีกครั้ง ก่อนจะวางมือเมื่ออายุเลยหกสิบ และกลับมา ใช้ชีวิตเงียบๆ ในประเทศไทย
ทว่า...ชื่อเสียงที่เสียไปแล้ว ไม่มีวันเรียกคืนกลับมาได้ นั่นเองจึงเป็นเหตุผลที่พ่อไม่กล้าให้พัณณิตาแต่งเข้าไป
คิดถึงเรื่องนี้เมื่อไร พิมพ์นาราก็รู้สึกเจ็บลึกถึงหัวใจ ไม่ว่าเรื่องใด พัณณิตาก็มักได้สิ่งที่ดีที่สุดเสมอ เหลือเพียงเศษเสี้ยวหรือสิ่งที่ไม่ต้องการไว้ให้เธอ... แต่ในเมื่อโชคชะตาขีดเส้นไว้แล้ว เธอก็ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับ และก้าวเดินต่อไป แม้หนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยความมืดมนก็ตาม
