บทที่ 14 ตาค้าง
แล้วภวังค์ของพิมพ์นาราก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเคาะประตูเบาๆ ก่อนที่เสียงเนิบเย็นจะดังลอดเข้ามา
“หนูพิมพ์ ย่าเข้าไปได้ไหม”
“ค่ะ คุณย่า” หญิงสาวขานรับเสียงเรียกของคุณอนงค์ ผู้สูงวัยใจดีที่ให้เธอเรียกเช่นนั้นอย่างเป็นกันเอง พลางใช้นิ้วปาดขอบตาเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยของน้ำตาที่ยังคลออยู่
คุณอนงค์ก้าวเข้ามาพร้อมอุบล คนสนิทที่เดินตามมาติดๆ ท่านมองว่าที่หลานสะใภ้ผ่านกระจกด้วยรอยยิ้มละมุน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“ไหน ยืนให้ย่าดูหน่อยสิจ๊ะ”
พิมพ์นาราค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามตามคำขอ ท่าทางเรียบร้อยอ่อนหวานชวนมองจนทำให้คุณอนงค์พยักหน้าด้วยความพอใจ
“หนูเป็นคนสวย เสียดายแต่ก่อนชอบใส่ชุดเชยๆ กลบความสวยของตัวเองไปหมดเลย”
ถ้อยคำของคุณอนงค์ไม่มีแววตำหนิ มีเพียงความจริงใจที่พูดออกมาจากสายตาอันเมตตา และเพราะเห็นแววความสวยของพิมพ์นาราตั้งแต่วันแรกที่พบ ท่านจึงลงมือจัดเตรียมชุดแต่งงานด้วยตัวเอง แม้พิธีจะเรียบง่าย แต่อย่างน้อยหญิงสาวก็ควรได้รู้สึกว่านี่คือ ‘วันของเธอ’ อย่างแท้จริง
พิมพ์นารายิ้มออกมาอย่างจืดเจื่อน พลางก้มหน้าลงเล็กน้อยเพราะรู้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดไม่ผิดนัก ชุดของเธอที่เคยสวมมักดูเก่าและเชย ไม่ใช่เพราะไร้รสนิยม หากแต่เป็นความจงใจ เธอไม่ต้องการให้ใครในบ้าน โดยเฉพาะเมขลา มารดาเลี้ยงของตน สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่อาจนำไปสู่การจับผิดเรื่องรายได้จากงานเขียน เพราะหากรู้ เธอคงถูกสั่งห้ามและตัดขาดจากความสุขเพียงหนึ่งเดียวในชีวิต
“ต่อไปอยู่ที่นี่ไม่ต้องใส่ชุดพวกนั้นแล้วนะ ย่าซื้อใหม่ให้เต็มตู้เลย”
“ขอบพระคุณค่ะ” หญิงสาวกระพุ่มมือไหว้อย่างอ่อนน้อม ซาบซึ้งใจในการต้อนรับของคุณอนงค์ ท่านดีกับเธอมากกว่าคนที่อยู่อาศัยร่วมกันมาเป็นสิบๆ ปีเสียอีก
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ถ้าย่าของหนูอยู่ ย่าก็คิดว่าคงทำอย่างนี้เหมือนกัน”
พออนงค์พูดถึงย่าของเธอขึ้นมา น้ำตาของพิมพ์นาราก็เอ่อคลอเต็มสองตา เพราะคิดว่าหากท่านอยู่ เธอคงไม่ต้องเจอเรื่องอะไรแบบนี้ และแขกที่มาในนามฝ่ายเจ้าสาวก็คงไม่มีเพียงแค่คนเดียวซึ่งก็คือบิดา แต่คิดอีกแง่ท่านไม่อยู่ก็ดี เพราะท่านคงช้ำใจหนักแน่หากรู้ว่าบิดาขายเธอเพื่อใช้หนี้
“เอ้า ร้องไห้เสียแล้ว อุบลส่งทิชชู่มาที”
“ค่ะ คุณท่าน” อุบลทำตามคำสั่ง หยิบทิชชู่ยื่นให้หญิงสาวซับน้ำตา
“ขอบคุณค่ะ” พิมพ์นารารับทิชชู่ไป ก่อนที่จะซับน้ำตาให้ตัวเองอย่างระมัดระวัง เพราะกลัวว่าใบหน้าที่ช่างแต่งอย่างประณีตจะเลอะเทอะไปเสียก่อน
“หนูพิมพ์ หนูไม่ต้องห่วงนะว่าจะหัวเดียวกระเทียมลีบอยู่ในบ้านหลังนี้ เพราะยังไง ย่าก็อยู่ข้างหนูเสมอ ขอให้คิดว่าย่าคือย่าแท้ๆ ของหนูอีกคน”
ถ้อยคำของคุณอนงค์เหมือนน้ำทิพย์ที่มารินรดใจ เธอทรุดตัวลง แล้วก้มลงกราบแทบเท้าท่าน เพราะตอนนี้เธอไม่เหลือใครให้พึ่งพิงอีกแล้ว
“พิมพ์ฝากเนื้อฝากตัวกับคุณย่าด้วยนะคะ”
“ลุกขึ้นเถอะ ย่าสัญญาว่าจะดูแลหนูให้ดีที่สุด แล้วถ้าตานิษฐ์ทำอะไรไม่ดีกับหนู หนูบอกย่าได้เลย แล้วย่าจะจัดการให้”
“ขอบคุณนะคะคุณย่า”
คุณอนงค์ยิ้มให้หญิงสาวด้วยสายตาเปี่ยมเมตตา ก่อนจะเอื้อมมือมากุมมือของพิมพ์นาราไว้แน่น เพื่อส่งผ่านกำลังใจ เพราะรู้ดีว่าวันนี้คือวันหนึ่งที่หนักหนาสำหรับเธอ ทว่าท่านก็เชื่อมั่นว่า พิมพ์นาราจะต้องผ่านมันไปได้อย่างเข้มแข็ง
“จวนจะได้ฤกษ์แล้ว ออกไปกันเถอะ”
“ค่ะ”
แม้จะเป็นวันแต่งงานของตัวเอง แต่นิษฐกรณ์กลับไม่มีความรู้สึกยินดีอยู่ในใจเลยสักนิด แม้การแต่งงานครั้งนี้จะมีกรอบเวลาชัดเจน แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่กว่าผู้หญิงคนนั้นจะตั้งครรภ์ และถ้าเธอไม่ท้องล่ะ? นั่นก็หมายความว่าเขาต้องใช้ชีวิตคู่กับเธอไปอย่างไม่มีกำหนด
แค่คิดก็รู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในกรงแคบ ๆ หายใจไม่ทั่วปอด ความรู้สึกอึดอัดราวจะระเบิดทำให้เขาเริ่มครุ่นคิด...เขาควรจะหนีไปเสียก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ชายหนุ่มจึงหมุนตัวกลับ ก้าวเท้าออกจากบริเวณงานอย่างแน่วแน่ แต่โชคชะตากลับไม่เข้าข้าง เพราะทันทีที่เลี้ยวหัวมุม เขาก็เจอคุณอนงค์กำลังเดินลงบันไดมาพร้อมกับอุบลคนสนิทพอดี
“จะไปไหนหรือตานิษฐ์?” คุณอนงค์ถามพลางมองหลานชายอย่างจับพิรุธ
นิษฐกรณ์ชะงักไปทันที ความตั้งใจทั้งหมดพังทลายลงในพริบตา เขายืนอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลั้นใจหาเหตุผลที่คิดว่าน่าจะฟังดูสมเหตุสมผลที่สุด
“เอ่อ...ห้องน้ำครับ คุณย่า”
คุณอนงค์ยิ้มบาง ๆ อย่างคนดูออกทันที และไม่วายดักคอเขาอย่างรู้ทัน
“แต่ห้องน้ำไม่ได้อยู่ทางนั้นนะ มันอยู่อีกฟากหนึ่งต่างหาก”
นิษฐกรณ์มองตามนิ้วของคุณย่าก่อนจะเพิ่งรู้ตัวว่า...เขาปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่มเข้าให้แล้ว แต่คนอย่างเขาน่ะหรือจะยอมเสียฟอร์มง่าย ๆ จึงรีบปรับสีหน้าพร้อมตอบกลับไปด้วยท่าทีทะเล้น
“โธ่ คุณย่าครับ ผมเป็นผู้ชาย ตรงไหนก็เป็นห้องน้ำได้ทั้งนั้นแหละ”
คุณอนงค์ถึงกับตีหน้ายุ่ง พลางส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจ
“บัดสีบัดเถลิงที่สุด! อีกไม่กี่นาทีก็จะมีเมียอยู่แล้ว ยังทำตัวเหมือนเด็ก ๆ ไม่รู้จักอายเสียบ้างเลย”
ชายหนุ่มฝืนยิ้มกลบเกลื่อน แม้จะพูดเอาตัวรอดได้ แต่เขาก็รู้ดีว่า โอกาสที่จะหนีไปจากพิธีในวันนี้นั้น...แทบจะไม่มีเหลือแล้ว
“ไป ๆ ไปเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยเถอะ ยัยหนูพิมพ์กำลังจะลงมาแล้ว เดี๋ยวจะได้เริ่มพิธีกัน”
“ครับ...” เขาตอบรับในที่สุด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความจำยอมและหมดอาลัยตายอยาก
ตอนแรกเขาคิดว่าคงไม่มีอะไร แค่แต่งงานให้มันจบ ๆ ไป เพราะยังไงเขาก็เป็นผู้ชาย ไม่น่าจะเสียเปรียบอะไร แต่พอเอาเข้าจริง ความรู้สึกอึดอัดกลับไหลบ่าเข้ามาจนทำให้หัวใจจวนเจียนจะระเบิด เพราะหลังจากวันนี้ หลังจากที่เขาจดทะเบียนสมรสกับเธอ อิสรภาพที่เขาหวงแหนมาตลอด...จะกลายเป็นเพียงอดีต
ทว่าในจังหวะที่เขากำลังก้าวเท้าออกไป สายตากลับสะดุดเข้ากับภาพหนึ่งเสียก่อน ภาพของว่าที่เจ้าสาว...กำลังก้าวลงบันไดอย่างช้า ๆ ท่วงท่าสง่างามราวนางในวรรณคดี
เท้าที่ตั้งใจจะก้าวกลับเปลี่ยนเป็นหยุดนิ่ง หัวใจของเขาเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดวงตาไม่อาจละไปจากใบหน้าหวานละมุนที่แต่งแต้มอย่างประณีต
เธอสวย…สวยจนแทบไม่อยากเชื่อว่านี่คือผู้หญิงคนเดียวกับที่เขาเคยสบประมาทว่าเป็น ‘คนที่เฉิ่มที่สุดในโลก’ ในวันนั้น
นี่มันอะไรกัน…เขาถูกเปลี่ยนตัวเจ้าสาวอีกรอบโดยไม่รู้ตัวอย่างนั้นหรือ
ชายหนุ่มเผลอกลืนน้ำลาย มือที่เคยเย็นกลับรู้สึกอุ่นวาบ ราวกับเลือดไหลย้อนกลับมาวิ่งพล่านในกาย เขานิ่งงัน พยายามเพ่งมองให้แน่ใจ และเมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น เขาก็จำได้…เธอคือคนเดิม
พิมพ์นารา!
