บทที่ 4 นักเขียนมือทอง
‘วันนี้พอแค่นี้ก่อน’
นักเขียนสาวละมือจากแป้นพิมพ์ เมื่อฉากสุดหินของเรื่องเดินทางมาถึงราวเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์
ถูกแล้ว...ความเร่าร้อนและดิบเถื่อนของฉากรักเมื่อครู่ ทั้งหมดเป็นเพียงผลผลิตจากจินตนาการของนักเขียนนามปากกา ‘โฉม’ เท่านั้น ในความจริงแล้ว มันช่างเป็นเรื่องแสนท้าทายสำหรับสาวโสด แถมยังเวอร์จิ้นอย่างเธอ ที่ต้องเขียนให้ผู้อ่านเข้าใจและอินตามไปกับฉากเหล่านั้น
แต่ทุกอย่างก็ไม่เกินความพยายาม แม้ไม่มีประสบการณ์จริงติดตัว แต่หนังโป๊กับนิยายอีโรติกที่เกลื่อนอยู่ในอินเทอร์เน็ต ก็กลายเป็นแหล่งศึกษาอันล้ำค่าที่ช่วยให้เธอฝ่าด่านยากๆ มาได้
ที่จริง เธอไม่ได้อยากเขียนอะไรที่ดูหมิ่นเหม่หรือนำพาให้ใครต้องดูแคลนตัวเองแบบนี้เลย แต่ด้วยเหตุผลและความจำเป็นบางอย่าง ทำให้เธอต้องเลือกเส้นทางนี้ พิมพ์นารามองว่านี่คืออาชีพสุจริต ที่ใช้ทั้งสมองและสองมือสร้างขึ้นมา และเธอก็ภูมิใจในทุกบาททุกสตางต์ที่หามาได้ แม้จะต้องทำงานอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ก็ตาม
พิมพ์นารา ปรางค์ปิตุชัย คือนามจริงนามสกุลจริงของเธอ ซึ่งเป็นชื่อที่รู้จักกันดีในหมู่สังคมชั้นสูง เพราะครอบครัวเธอร่ำรวยระดับมหาเศรษฐี ทำธุรกิจจิวเวลรี่มาตั้งแต่สมัยปู่ย่า ก่อนจะสืบทอดมาถึงรุ่นของบิดา
แต่ความมั่งคั่งของครอบครัว กลับไม่ได้นำความสุขมาให้เธอเลยสักนิด
มารดาเสียชีวิตตั้งแต่เธออายุเพียงสี่ขวบ จากนั้นบิดาก็แต่งงานใหม่ มีลูกใหม่ตามสูตร และเธอก็กลายเป็นเพียงส่วนเกินในบ้านหลังเดิมทันที
โชคยังดีที่ในช่วงเวลานั้น ปู่กับย่ายังอยู่และให้ความรักความอบอุ่นไม่ขาด ทำให้เธอไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองขาดอะไรนัก กระทั่งวันที่ปู่จากไปตอนเธออายุ 21 และสองปีต่อมาย่าก็เสียชีวิตตามกันไป
ถึงแม้ตอนนั้นเธอจะโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว แต่ความสูญเสียเหล่านั้นก็ทำให้เธอรู้สึกเคว้งคว้าง ไม่ต่างจากเรือลำน้อยกลางมหาสมุทรใหญ่
และหลังจากย่าจากไป ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ทันทีที่เมขลา มารดาเลี้ยง เข้ามาควบคุมทุกอย่างในบ้าน งบค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเธอก็ถูกตัดทันที โดยให้เหตุผลว่า เธอไม่ได้ออกไปทำงานนอกบ้าน จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน เพราะกินอยู่ในบ้านอยู่แล้ว
แน่นอน มันไม่จริงเลย…แม้เธอจะไม่ได้ออกไปทำงานนอกบ้าน แต่เธอก็ยังมีของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นต้องซื้อ นั่นจึงทำให้เธอเอ่ยปากขอทำงานในบริษัทของบิดา ทว่าเมขลากลับขัดขวางทันที โดยให้เหตุผลว่า...ที่นั่นไม่มีตำแหน่งที่ตรงกับสาขาที่เธอเรียนมา
พิมพ์นารารู้ดี ว่าเมขลากลัวเธอจะเข้าไปมีบทบาทในบริษัท และสิ่งที่ทำให้เธอเจ็บใจยิ่งกว่า คือความเฉยเมยของบิดา ผู้ซึ่งไม่แม้แต่จะออกความเห็นใดๆ ปล่อยให้ภรรยาใหม่ทำทุกอย่างตามอำเภอใจ
เธอไม่ได้โง่ ไม่เคยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการกันเธอออกห่างจากทุกอย่างที่เป็นของครอบครัว แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากยอมตาม เพราะไม่มีใครในบ้านยืนอยู่ข้างเธออีกแล้ว
เมื่อไม่สามารถออกไปทำงานนอกบ้านได้ พิมพ์นาราจึงเริ่มมองหาทางสร้างรายได้จากสิ่งที่ทำได้ในบ้าน และคำตอบเดียวที่ผุดขึ้นในหัว...คือ งานเขียน
เธอปรึกษาเรื่องนี้กับณัฐนรี เพื่อนสนิทที่เป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ชื่อดัง และก็ได้รับคำแนะนำให้ลองเขียนนวนิยายส่งดู หากผ่านการพิจารณาและได้ตีพิมพ์ ค่าลิขสิทธิ์ก็จะอยู่ที่หลักหมื่นปลายๆ ถึงหลักแสนต้นๆ
จำนวนเงินที่ได้ยินทำให้เธอรู้สึกใจเต้นแรง และเมื่อได้รู้ว่าปัจจุบันยังมีช่องทางขายแบบออนไลน์ หรือที่เรียกกันว่า E-Book ที่สร้างรายได้ให้นักเขียนได้เป็นกอบเป็นกำ พิมพ์นาราก็ไม่รอช้า
เธอลงมือทันที ใช้พรสวรรค์และความฝันที่มีมาแต่เด็ก รังสรรค์ผลงานขึ้นมาอย่างตั้งใจ และเมื่อเขียนจบ เธอก็ส่งต้นฉบับเข้าสำนักพิมพ์ จนในที่สุด...ก็ได้รับการตอบรับและตีพิมพ์
เธอได้เงินก้อนแรกเป็นจำนวนหกหลักตามที่ณัฐนรีบอก และหลังจากนั้นก็เริ่มเก็บสะสมรายได้จากผลงานทุกเล่ม จนตอนนี้ยอดเงินในบัญชีแตะหลักเจ็ดโดยที่เมขลาไม่เคยเฉลียวใจเลย
ในสายตาของเมขลา อาชีพนักเขียนเป็นเพียงอาชีพเพ้อฝัน หลักลอย และไส้แห้ง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดีของพิมพ์นารา เพราะความคิดดูแคลนเหล่านั้นทำให้เธอทำงานได้โดยไร้คนก้าวก่าย
อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสียทั้งหมด
โลกที่ก้าวไปข้างหน้าในทุกๆ วัน ทำให้รสนิยมของผู้อ่านเปลี่ยนไปตามยุคสมัย นวนิยายขาวใส ไร้ฉากหวือหวา กลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกมองว่าจืดชืด ไม่เร้าใจ ตลาดจึงหันไปนิยมงานแนว 18+ มากขึ้นเรื่อยๆ
ทางสำนักพิมพ์จึงขอความร่วมมือจากเธอให้ลองปรับแนวเขียน เพื่อความอยู่รอด
พิมพ์นารารู้สึกหนักใจไม่น้อยกับการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่เธอก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกหมุนไปทุกวัน และหากไม่ยอมปรับตัว ก็คงอยู่ไม่รอดเช่นกัน
เธอจึงตัดสินใจลองเขียนงานแนววาบหวิวดูสักครั้ง พร้อมขอเปลี่ยนนามปากกาใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้ครอบครัวล่วงรู้
เมื่อทางสำนักพิมพ์ตอบตกลง เธอก็ส่งต้นฉบับเรื่อง ‘อาญาสวาท ทาสรักจอมวายร้าย’ ในนามปากกา โฉม ออกวางตลาด ซึ่งผลตอบรับนั้นดีงามเกินความคาดหมาย หนังสือของเธอกลายเป็นเบสต์เซลเลอร์ พิมพ์ซ้ำไปเกือบสิบครั้งภายในเวลาไม่นาน และนับแต่นั้นมา "โฉม" ก็กลายเป็นนามปากกาหลักที่งานของเธอถูกตีพิมพ์อย่างต่อเนื่อง
