บทที่ 5 แก๊งเพื่อนสนิท

นักเขียนสาวขยับตัวเพื่อคลายความเมื่อยล้า หลังจากนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์มานานกว่าสามชั่วโมง ก่อนจะหยิบกาแฟที่เย็นชืดขึ้นมาจิบ ไล่ความง่วงงุนออกจากร่างกายและเปิดสมองให้ปลอดโปร่ง

เมื่อกาแฟหมดถ้วย เธอก็ถือโอกาสพักผ่อนสักครู่ ก่อนกลับมาเขียนงานในช่วงบ่าย เพื่อเร่งให้ทันตามกำหนดส่งที่บรรณาธิการวางแผนไว้ และกิจกรรมยามพักของเธอ ก็คือการ “ท่องโลกกว้าง” ผ่านอินเทอร์เน็ต ติดตามความเคลื่อนไหวของโลกใบใหญ่ ที่ถูกย่อให้มาอยู่ในหน้าจอสี่เหลี่ยมตรงหน้า

พิมพ์นาราเริ่มเปิดโปรแกรมต่างๆ ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไอคอนสีเขียวเด้งขึ้นมาพร้อมข้อความแจ้งเตือนว่า มีข้อความใหม่ในกลุ่มสนทนาเกือบร้อยข้อความ

ใครเป็นอะไรหรือเปล่า

เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างสงสัย เพราะไม่บ่อยนักที่กลุ่มนี้จะพูดคุยกันยาวเหยียดขนาดนี้ โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มนั้นมีสมาชิกเพียงสี่คน ได้แก่ เธอเอง, อิงดาว, ณัฐนรี และกันติชา — แก๊งเพื่อนสนิทสมัยเรียนคณะอักษรศาสตร์ แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีหลังเรียนจบ แต่มิตรภาพก็ยังเหนียวแน่นไม่เปลี่ยน

มือเรียวเลื่อนอ่านบทสนทนาอย่างรวดเร็ว และเมื่อจบครบทุกข้อความ หัวใจของนักเขียนสาวก็เต้นแรงขึ้นอย่างตื่นเต้น เพราะข่าวดีที่เพิ่งประกาศในกลุ่มก็คือ

อิงดาว...กำลังตั้งครรภ์!

จะไม่ให้ดีใจกับเพื่อนรักได้อย่างไร พิมพ์นารารู้ดีว่าอิงดาวกับภาสน์ตั้งใจอยากมีลูกมากแค่ไหน เธอยังจำได้ดีถึงวันที่เพื่อนรักมาร้องไห้ฟูมฟาย เพราะป้าแดงมาเยี่ยมเยือนเมื่อเดือนก่อน แต่วันนี้...อิงดาวคงกำลังยิ้มกว้างอย่างมีความสุข เคียงข้างสามีมหาเศรษฐี เจ้าของบริษัทผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มรายใหญ่ของประเทศ

จะว่าไป ชีวิตรักของคู่นี้ก็เหมือนหลุดมาจากนิยายไม่มีผิด เจอกันครั้งแรกก็ผิดฝาผิดตัวจนอิงดาวต้องคว้าแจกันฟาดหัวภาสน์เพื่อป้องกันตัว แต่แล้วเวรกรรมดูจะติดจรวด เพราะไม่นานหลังจากนั้น เพื่อนสาวของเธอก็ได้รู้ว่า ผู้ชายที่เธอฟาดหัวไปดื้อๆ คือทายาทของเจ้าของบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่ และเรื่องบังเอิญยังไม่หมดแค่นั้น เพราะอิงดาวดันกลายมาเป็นเลขาฯ ส่วนตัวของภาสน์อีก!

จากที่ตั้งใจจะแก้เผ็ด กลายเป็นว่าโดนเอาคืนไม่รู้กี่รอบ จนท้ายที่สุด...ก็ไม่รู้ว่าโดนเอาคืนด้วยวิธีไหน ถึงได้พากันตกล่องปล่องชิ้น เข้าสู่ประตูวิวาห์กันเสียอย่างนั้น

และตอนนี้ ทั้งคู่ก็กำลังจะมีพยานรักมาเติมเต็ม นักเขียนสาวไม่รอช้า พิมพ์ข้อความแสดงความยินดีลงในกลุ่มเพื่อนสนิท พร้อมตอบตกลงที่จะไปร่วมงานเลี้ยงรับขวัญหลานตัวน้อย ซึ่งจัดขึ้นอย่างอบอุ่นเฉพาะกลุ่มเพื่อนทั้งสี่คน

เมื่อกดส่งข้อความเสร็จ เธอก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังตัวใหญ่ กะว่าจะพักสายตาสักนิด แต่ยังไม่ทันหลับดี เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นขัดจังหวะ

พิมพ์นาราลืมตาขึ้นอย่างเบื่อหน่าย เมื่อเวลาพักที่แสนสั้นถูกขัดจังหวะ เธอจึงเอ่ยอนุญาตด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เข้ามาได้เลยจ้ะ ห้องไม่ได้ล็อก”

เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะหยุดลงด้านหลังเธอ หากให้เดา คงเป็นสาวใช้ที่มารับคำสั่งจากเมขลา มารดาเลี้ยงที่มักใช้ให้เธอช่วยจัดเรียงเอกสารหรือขัดเครื่องเพชรแทนสาวใช้ในบ้าน

แต่คราวนี้เธอเดาผิด เพราะคนที่เรียกหาเธอกลับเป็นอีกคน

“คุณพิมพ์คะ คุณผู้ชายอยากพบคุณพิมพ์ค่ะ”

คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันทันทีด้วยความประหลาดใจ เมื่อหันไปดูนาฬิกากุ๊กไก่บนโต๊ะก็พบว่าเป็นเวลาสิบโมง ซึ่งตามปกติแล้ว พงศ์เทพ บิดาของเธอควรจะออกไปทำงานตั้งแต่เช้าแล้ว

“รู้ไหมว่าทำไมวันนี้คุณพ่อยังไม่ออกไปทำงาน ท่านไม่สบายหรือเปล่า”

คำถามของเธอเต็มไปด้วยความเป็นห่วง ปีนี้บิดาก็อายุเกือบหกสิบ แถมยังมีโรคประจำตัวอย่างความดันและเบาหวานที่คอยรบกวนตามประสาคนวัยใกล้เกษียณ

“ไม่นะคะ หนูเห็นท่านดูปกติดีค่ะ” สาวใช้ตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ

นั่นหมายความว่า บิดาน่าจะมีธุระสำคัญอะไรบางอย่าง และหากเธอยังนั่งอยู่ตรงนี้ก็คงไม่มีทางรู้

“โอเคจ้ะ เดี๋ยวฉันจะไปพบท่าน ท่านอยู่ในห้องทำงานใช่ไหม”

“ค่ะ คุณพิมพ์”

เมื่อสาวใช้หมดหน้าที่ ก็โค้งเล็กน้อยแล้วเดินออกไปจากห้อง

พิมพ์นาราลุกตามไปในทันที เพราะสิ่งหนึ่งที่เธอไม่เคยเปลี่ยนเลยก็คือ การไม่ปล่อยให้พ่อของเธอต้องรอนาน

พิมพ์นาราเดินออกจากห้อง ตามทางเดินยาวบนชั้นสองของบ้าน มุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของบิดาที่อยู่ปีกขวาสุดของตัวบ้าน แต่ยังไม่ทันจะเดินไปถึง ประตูห้องนอนของน้องสาวต่างมารดาก็เปิดพรวดออกอย่างแรง

โชคดีที่เธอหลบทัน ไม่เช่นนั้นอาจถูกประตูกระแทกจนได้รับบาดเจ็บ

แม้จะรู้สึกขุ่นเคืองใจ แต่พิมพ์นาราก็เลือกจะนิ่งเฉย เช่นเดียวกับทุกครั้งที่ผ่านมา และแน่นอนว่าเธอไม่คาดหวังจะได้รับคำขอโทษจากพัณณิตา เพราะตลอดมาอีกฝ่ายไม่เคยแสดงออกถึงความเคารพในฐานะ "พี่สาว" เลย ทั้งที่เธอเกิดก่อนถึงห้าปี

“ยืนจ้องอะไร ไม่เคยเห็นคนรึไง!”

ไม่เพียงไม่ขอโทษ พัณณิตายังสวนกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ก่อนจะลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เดินชนเธอไปอย่างจงใจ ไร้ซึ่งความเกรงใจหรือมารยาท

แรงปะทะทำให้พิมพ์นาราเซถอยไปเล็กน้อย ส่วนร่างสะโอดสะองของน้องสาวต่างมารดาก็เร่งฝีเท้าลงบันไดไปอย่างรีบร้อน คล้ายกับว่ากำลังหนีบางสิ่งบางอย่าง

เกิดอะไรขึ้นกันแน่... พัณณิตากำลังจะไปไหน และทำไมถึงมีท่าทางลุกลี้ลุกลนเช่นนั้น

หรือเรื่องนี้...จะเกี่ยวข้องกับการที่บิดาเรียกพบเธอ?

พิมพ์นาราเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น กระทั่งมาหยุดอยู่หน้าห้องทำงานของพงศ์เทพ เธอสูดหายใจเข้าลึก แล้วจึงยกมือขึ้นเคาะประตูเบาๆ เพื่อส่งสัญญาณให้รู้ว่าเธอมาแล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป