บทที่ 6 สัญญาแต่งงาน
หลังจากได้รับอนุญาต พิมพ์นาราก็เปิดประตูเข้าไป และสิ่งที่เห็นคือบิดาของเธอกำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ สีหน้าท่านเคร่งเครียดยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ที่เคยเห็น
ต้องมีเรื่องอะไรสักอย่างแน่นอน และเธอก็ไม่อาจเก็บความอยากรู้ไว้ได้อีกต่อไป
“มีอะไรเหรอคะ คุณพ่อ”
“นั่งก่อนสิลูก” เสียงของพงศ์เทพฟังดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงที่เอ่ยถึงบุตรสาวคนโตผู้เกิดจากภรรยาคนแรกนั้นเจือด้วยความอ่อนแรง
พิมพ์นาราก้าวไปนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับบิดา ก่อนจะสังเกตเห็นเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ว่า... พ่อของเธอดูแก่ลงไปมาก ผมที่เคยดำสนิทมีสีขาวแซมเด่นชัด หน้าผากและแก้มก็ปรากฏร่องรอยของวัยชราจนปิดไม่มิด
ภาพที่เห็นทำให้ใจเธอหวิววาบ แม้จะอดสะท้อนไม่ได้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากพยายามเป็นลูกที่ดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ท่านอีก
“ช่วงนี้ลูกเป็นยังไงบ้าง”
คำถามธรรมดา...ที่ไม่น่าจะเอ่ยออกมาระหว่างคนในบ้านเดียวกัน แต่เธอชินแล้ว — ชินกับความห่างเหินที่มีระหว่างตนกับบิดาแทบจะตลอดชีวิต
แม้ในอดีตจะเคยรู้สึกน้อยใจ ที่ดูเหมือนตนเป็นส่วนเกินของบ้านหลังนี้ แต่คุณย่ามักจะปลอบเธอเสมอว่า “ไม่มีใครเลือกเกิดได้” และการที่เธอได้เกิดในครอบครัวนี้ก็ยังถือว่าโชคดี เพราะอย่างน้อย...เธอยังมีปู่และย่าที่รักเธอเสมือนแก้วตาดวงใจ
คำพูดเหล่านั้นยังคงฝังแน่นในความทรงจำ แม้ตอนนี้ท่านทั้งสองจะล่วงลับไปแล้ว แต่พิมพ์นาราก็ยังระลึกถึงอยู่เสมอ
“ก็สบายดีค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงแหบแห้ง ทั้งที่ความจริงแล้วเธอรู้สึกอึดอัดเหลือเกินกับการใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้ แต่ครั้นจะขอแยกตัวออกไปอยู่คนเดียว บิดาก็ไม่เคยเห็นด้วย อ้างเพียงว่าการอยู่ข้างนอกมันอันตราย สุดท้ายจึงกลายเป็นเธอที่ต้องกล้ำกลืนฝืนทน อยู่ในบ้านที่ตัวเองเป็นเพียงส่วนเกินต่อไปวันแล้ววันเล่า จนบางครั้งก็รู้สึกเหมือนต้นไม้ที่กำลังยืนต้นตายลงอย่างช้าๆ
“แต่คงเหงาสินะ ตอนนี้หนูไม่มีคุณย่าอยู่ด้วยแล้ว”
“ค่ะ…พิมพ์รู้สึกว่าพิมพ์ว่างเกินไป ถ้าคุณพ่อมีอะไรให้พิมพ์ช่วย พิมพ์ก็ยินดีนะคะ” หญิงสาวรีบอาสาออกไปทันที ความหวังเล็กๆ ผุดขึ้นในใจ เธออยากออกไปทำงาน อยากเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนคนอื่นๆ อยากมีสังคม อยากเรียนรู้โลกภายนอก
ตั้งแต่เรียนจบมา เธอถูกเมขลาขอร้องแกมบังคับให้อยู่บ้าน ด้วยข้ออ้างให้ช่วยดูแลคุณย่าทั้งที่มีพยาบาลพิเศษดูแลอยู่แล้ว และแม้เมื่อคุณย่าเสียชีวิตจากไป เมขลาก็ยังคงกีดกัน ไม่ยอมให้เธอเข้าไปมีบทบาทในบริษัท
แม้จะเป็นคนมองโลกในแง่ดีมาโดยตลอด แต่พิมพ์นาราก็รู้ดี…เมขลาไม่ต้องการให้ใครรู้จักเธอมากนัก เพื่อปูทางให้พัณณิตาได้ก้าวขึ้นมาบริหารบริษัทแทนอย่างราบรื่น
“พิมพ์ของพ่อน่ารักเสมอ” พงศ์เทพเอ่ยเสียงแผ่ว “ใช่…พ่อมีบางอย่างให้ลูกช่วย”
หัวใจของพิมพ์นาราเต้นแรง ดวงตาใสแจ๋วดุจลูกแก้วจ้องมองบิดาอย่างจดจ่อ ในที่สุด…โอกาสของเธอกำลังจะมาถึงแล้วหรือเปล่า
“ลูกจำคุณย่าอนงค์ได้ไหม”
คิ้วเรียวที่โก่งสวยเลิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัย ชื่อนี้ทำให้เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ นึกออก
“เพื่อนสนิทของคุณย่าน่ะหรือคะ”
“ใช่”
“จำได้ค่ะ เหมือนตอนงานศพคุณย่า ท่านก็มาด้วยนี่คะ”
“ใช่…แล้วเมื่อวานนี้ ท่านก็มาที่นี่”
บางอย่างในคำพูดนั้นทำให้พิมพ์นารารู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล แม้คุณย่าอนงค์กับคุณย่าของเธอจะเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่ระยะหลังก็แทบไม่ได้ไปมาหาสู่ เพราะอีกฝ่ายใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ
แล้วเหตุใด…จูๆ ท่านถึงปรากฏตัวขึ้น หลังจากคุณย่าของเธอเสียชีวิตไปนานถึงสองปีและเรื่องนี้…เกี่ยวข้องอย่างไรกับการที่บิดาเรียกเธอมาพบในวันนี้
“คุณย่าอนงค์ท่านมาทำไมหรือคะ” พิมพ์นาราอดรนทนไม่ไหว จึงถามออกไปในที่สุด
“มาทวงสัญญาน่ะ”
หัวใจหญิงสาวกระตุกวูบ
“ทวงสัญญา…สัญญาอะไรหรือคะ”
“ก็คุณย่าของเรานั่นแหละ” พงศ์เทพถอนหายใจยาว “ท่านเคยให้คำมั่นกับฝั่งนั้นไว้ ว่าจะให้หลานชายกับหลานสาวแต่งงานกัน เป็นทองแผ่นเดียวกัน คุณย่าอนงค์ก็เลยมาพูดกับพ่อเรื่องนี้”
ใบหน้าของพิมพ์นาราเผือดลงในทันที แม้จะยังไม่อยากยอมรับ แต่ลึกๆ ในใจก็เริ่มเดาได้แล้วว่าบิดาเรียกเธอมาพบด้วยเรื่องอะไร
“หลานสาวที่ว่า…” เสียงเธอสั่นเล็กน้อย “คงไม่ได้หมายถึงพิมพ์ใช่ไหมคะ”
พงศ์เทพนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นปนเห็นใจ
“พ่อรู้ว่าลูกต้องตกใจ พ่อเองก็ไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น” เขามองหน้าบุตรสาวคนโต ก่อนจะพูดต่อช้าๆ อย่างชัดถ้อยชัดคำ “แต่พิมพ์ก็รู้…ว่าย่ารักพิมพ์มากที่สุด เพราะฉะนั้น คนที่คุณย่าไปให้คำสัญญาไว้…ก็คือพิมพ์”
