บทที่ 7 ชีวิตที่เหมือนนิยายน้ำเน่า

สิ่งที่ได้ยินทำให้พิมพ์นาราถึงกับนิ่งงัน นี่มันช่าง น้ำเน่า ยิ่งกว่านิยายที่เธอเขียนเสียอีก...

“คุณพ่อยังไม่ได้ตอบตกลงไปใช่ไหมคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง ทว่าใจกลับหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มทันทีเมื่อเห็นแววตาของท่าน

“พ่อ…เอ่อ...พ่อ...” นักธุรกิจใหญ่แห่งวงการอัญมณีอึกอัก ก่อนจะหลุบตาลงต่ำอย่างคนรู้สึกผิด “พิมพ์...พ่อขอโทษนะลูก แต่พ่อจำเป็นต้องรักษาสัญญานั้น พ่อตอบตกลงให้ลูกแต่งงานกับนายนิษฐ์...หลานชายของคุณย่าอนงค์ไปแล้ว”

“คุณพ่อ!” เธอร้องออกมาอย่างตกใจ ไม่อยากเชื่อว่าคนเป็นพ่อจะกล้าตัดสินใจเรื่องสำคัญเช่นนี้ โดยไม่แม้แต่จะถามความคิดเห็นของเธอสักคำ

“ทำไมคุณพ่อถึงทำแบบนี้คะ?”

น้ำตาเริ่มคลอหน่วย ดวงใจเต็มไปด้วยความเจ็บช้ำและผิดหวัง พิมพ์นาราเฝ้าถามหาเหตุผลจากคนที่เธอเรียกว่าพ่อ แต่กลับได้รับเพียงความเงียบและแววตาละห้อยตอบกลับมา

พงศ์เทพสบสายตากับลูกสาวอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะเบือนหน้าหนี ราวกับไม่กล้าสู้สายตาที่เต็มไปด้วยคำถามนั้น

“พ่อจำเป็นจริง ๆ นะพิมพ์...”

“จำเป็นอะไรคะ” พิมพ์นาราถาม มองบิดาด้วยแววตาตัดพ้อ เธอรู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่ลูกคนโปรด ออกจะเป็นลูกที่ท่านไม่ต้องการด้วยซ้ำ แต่ไม่เข้าใจ ทำไมท่านต้องผลักไสเธอถึงขนาดให้แต่งงานกับคนอื่น คนที่เธอแทบจะไม่รู้จักเขาเลย

“เราเคยติดหนี้ครอบครัวนี้ห้าสิบล้าน… คุณย่าอนงค์บอกว่าถ้าลูกไม่ยอมแต่ง ก็ให้หาเงินห้าสิบล้านพร้อมดอกเบี้ยคืนภายในสิ้นเดือนนี้ ซึ่งลูกเองก็รู้ดีว่า เราไม่มีเงินมากขนาดนั้น”

ใช่... พิมพ์นารารู้ดีบริษัท วาว จิลเวอร์รี่ (Val Jewellery) ที่ครอบครัวดูแลอยู่ ไม่ได้มีสภาพคล่องเหมือนในอดีต ทุกอย่างเริ่มแย่ลง ตั้งแต่เมขลาเข้ามาบริหารและเน้นสร้างภาพลักษณ์มากกว่าคุณภาพสินค้า ลูกค้าใหม่ไม่มี ลูกค้าเก่าหายไป รายได้ติดลบทุกเดือน จนพงศ์เทพนั่งกลุ้มอยู่ไม่เว้นแต่ละวัน

“คุณพ่อกำลังจะขายพิมพ์เพื่อล้างหนี้เหรอคะ?”

เธอถามออกไปตรงๆ โดยไม่คิดรักษาน้ำใจใครอีก เพราะเธอเองนั้นกำลังเจ็บช้ำเกินจะทานทน

“ไม่...ไม่ใช่นะ ถึงพิมพ์แต่งงานไป หนี้เราก็ใช่ว่าจะหมด เพียงแต่อาจจะผ่อนผันเวลาให้เราพอหายใจหายคอได้บ้าง พ่อเองก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนี้ แต่มันไม่มีทางอื่น อีกอย่างปีนี้ลูกก็ย่างยี่สิบห้า สมควรมีครอบครัวแล้ว”

ข้ออ้าง... พิมพ์นารารู้ดี ฟังยังไงก็ไม่ต่างจากการขายเธอเพื่อเอาตัวรอด

ความน้อยใจแล่นขึ้นมาจุกในอก จนเธอต้องขบถ

“แต่พิมพ์คิดว่า เรื่องนี้มันสำคัญมากนะคะพ่อ พิมพ์ควรมีสิทธิ์เลือกชีวิตตัวเอง!”

พงศ์เทพถอนหายใจทันทีที่ได้ยินคำนั้น สีหน้าของผู้บริหารบริษัทชั้นนำหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด และในวินาทีนั้นเอง เขาก็ตัดสินใจลงไพ่ใบสุดท้ายในมือ

“ก็ได้ ถ้าพิมพ์ไม่ช่วยพ่อก็จะถอนเงินจากบริษัทไปใช้หนี้เขา แต่พ่อก็ไม่แน่ใจหรอกนะว่ามันจะพอหรือเปล่า บางทีเราอาจจะต้องขายบ้านหลังนี้ บ้านที่คุณย่ารักเพื่อนำมันมาปลดหนี้ แต่พิมพ์ไม่ต้องกังวลนะ เพราะนี่คือปัญหาของพ่อ พ่อไม่ควรดึงพิมพ์มาร่วมรับผิดชอบ พ่อขอโทษนะที่ทำให้พิมพ์รู้สึกไม่สบายใจ แล้วก็ขอให้พิมพ์ถือว่าเรื่องนี้พ่อไม่เคยพูดกับลูกก็แล้วกัน”

เมื่อได้ยินถ้อยคำคล้ายการตัดพ้อของบิดา ใจสองฝ่ายของพิมพ์นาราตบตีกันทันที ฝ่ายร้ายก็บอกให้เธอนิ่งดูดาย เพราะที่ท่านพูดมันถูกที่สุด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องมารับผิดชอบ แต่จิตใจฝ่ายดีกลับบอกว่านี่คือความอยู่รอดของครอบครัว หากบ้านที่คุณย่ารักถูกขาย เธอจะอยู่เฉยๆ ได้อย่างนั้นหรือ

ในที่สุด ฝ่ายดีก็เป็นฝ่ายชนะไปด้วยคะแนนที่ไม่เป็นเอกฉันท์เท่าไหร่นัก

“ก็ได้ค่ะ พิมพ์ยอมแต่งงานกับหลานคุณย่าอนงค์ก็ได้”

คำตอบนั้นทำให้พงศ์เทพเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาที่เคยหม่นเศร้ากลับสว่างไสวด้วยความหวัง

“จริงเหรอลูก พิมพ์ตกลงจะแต่งงานกับหลานคุณย่าอนงค์จริงๆ เหรอ”

“จริงค่ะ” หญิงสาวยืนยันเสียงเบา ก่อนจะเว้นไปนิด แล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่ถ้าพิมพ์ช่วยคุณพ่อแล้ว สุดท้ายพิมพ์กับเขาไปกันไม่รอด พิมพ์ขอให้คุณพ่อยกบ้านเดิมของคุณย่าให้พิมพ์ได้ไหมคะ”

แม้จะยอมเสียสละเพื่อช่วยครอบครัว แต่พิมพ์นาราก็ไม่ใช่นางฟ้าที่จะยกตัวเองให้โดยไร้เงื่อนไข

เพราะการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นโดยปราศจากความรักแม้แต่น้อย และมีโอกาสสูงที่วันหนึ่งเธออาจต้องเดินอออกจากชีวิตคู่ที่ไม่ได้เลือกเอง เธอจึงต้องคิดเผื่ออนาคต และเตรียมพื้นที่ปลอดภัยไว้สำหรับตัวเอง

บ้านสวนของคุณย่า แม้จะไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่อย่างน้อยมันก็เป็นทรัพย์สิน เป็นที่ซุกหัวนอน ที่ที่เธอสามารถใช้ชีวิตและเขียนหนังสือได้อย่างสงบ หากวันหนึ่งทุกอย่างพังลง เพราะหากถึงเวลานั้น เธอไม่อยากกลับมาอยู่ในบ้านหลังนี้อีก ที่ซึ่งเธอรู้สึกเป็นได้แค่ส่วนเกิน

“บ้านเดิม... ลูกหมายถึงบ้านสวนน่ะเหรอ”

“ค่ะ พิมพ์ชอบที่นั่น อยากเก็บไว้ใช้เขียนหนังสือ”

พงศ์เทพแทบไม่ต้องคิด เขารีบพยักหน้าทันทีเมื่อได้ยินข้อเสนอนั้น “ตกลง ลูกจะได้ในสิ่งที่ลูกต้องการ”

“งั้นคุณพ่อก็บอกคุณย่าอนงค์ได้เลยค่ะ ว่าพิมพ์ตกลง”

ใบหน้าที่เคยหม่นหมองของพงศ์เทพคลี่คลายเป็นรอยยิ้มอย่างยินดีสุดหัวใจ เป็นอย่างที่เขาคิด… การพูดคุยเรื่องนี้กับพิมพ์นารานั้นง่ายกว่าพัณณิตามากนัก เพราะแค่เกริ่นเรื่องนี้ขึ้นมาลูกสาวคนเล็กก็ฟาดงวงฟาดงา ยื่นคำขาดหัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่แต่ง และตอนนี้คงหนีออกจากบ้านไปที่ไหนสักที่ตามที่ขู่เอาไว้ นับว่าเขายังโชคดีที่มีลูกสาวที่ว่านอนสอนง่ายคนนี้อยู่

“ขอบใจนะลูก พิมพ์คือลูกสาวที่น่ารักของพ่อเสมอ”

“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอตอบออกไป ทั้งที่ใจห่างไกลจากคำว่าไม่เป็นไรอยู่มากโข

บทก่อนหน้า
บทถัดไป