บทที่ 8 ยื่นคำขาด

“คุณย่าว่ายังไงนะครับ”

นิษฐกรณ์ เจษฎาพิพัฒน์ ถึงกับทำหน้าราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ เมื่อได้ยินคำประกาศิตจากปากของญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิตตอนนี้

ทว่าคุณอนงค์กลับไม่ได้แสดงท่าทีทุกข์ร้อนหรือแปลกใจใด ๆ กับปฏิกิริยานั้นเลย เพราะเธอคาดไว้แล้วว่าหลานชายจะต้องตอบสนองเช่นนี้ น้ำเสียงของท่านยังเรียบนิ่ง และหนักแน่นตามปกติ ราวกับเรื่องที่เพิ่งเอ่ยออกมาเป็นเพียงชวนไปกินข้าว ไม่ใช่การกำหนดชีวิตใคร

“แกฟังไม่ผิดหรอก ย่าตั้งใจจะให้แกแต่งงานกับหลานสาวของแม่พิไล”

“แต่งงานเหรอครับ ได้ยังไง! เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมคุณย่าตัดสินใจเองโดยไม่ถามผมสักคำ”

ชายหนุ่มโพล่งออกมาทันทีด้วยความไม่พอใจ นี่มันยุคไหน พ.ศ. ไหนแล้ว ยังจะมีเรื่องจับคลุมถุงชนกันอีกเหรอ? เขาไม่ใช่ตัวละครในนิยายย้อนยุค ที่ถูกบังคับให้แต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่รู้จัก ไม่รู้ใจ และแน่นอน… ไม่ว่าหัวจะขาดยังไง เขาก็ไม่มีวันยอมแต่งงานกับใครที่เขาไม่ได้เลือกเองเด็ดขาด!

“มันเป็นคำสัญญาที่ย่าเคยให้ไว้กับแม่พิไลเขา”

“แต่ผมไม่ได้เป็นคนให้สัญญานี่ครับ”

“ถ้างั้น...ก็เตรียมเก็บข้าวของออกจากบ้านหลังนี้ไปได้เลย ไม่ต้องมาดูดำดูดีบ้านย่าอีก!”

“คุณย่า!”

นิษฐกรณ์ร้องเสียงหลง ไม่อยากเชื่อว่าย่าที่เขารักและเคารพ จะพูดจา “ดราม่า” ใส่เขาได้ขนาดนี้ ทั้งที่เรื่องทั้งหมดมันคือการตัดสินใจโดยพลการของเธอเองแท้ ๆ

แต่คุณอนงค์กลับไม่มีท่าทีรู้สึกผิดเลยสักนิด หนำซ้ำยังขึ้นเสียงใส่หลานชายอย่างไม่ไว้หน้า

“ไม่ต้องมาเรียก! แล้วจะบอกให้อีกอย่างนะ ที่ย่าทำแบบนี้ นอกจากเพราะคำสัญญาที่ให้ไว้กับแม่พิไล ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่แกควรรู้ไว้ด้วย!”

“เหตุผลอะไรครับ แล้วเกี่ยวอะไรกับผม” ชายหนุ่มถามอย่างงุนงง เพราะเท่าที่จำความได้ เขาไม่เคยทำเรื่องเลวร้ายอะไรให้ย่าต้องลำบากใจ เขาเป็นหลานที่ดีมาตลอด ไม่เคยเกเร ไม่เคยสร้างเรื่องให้คนแก่ต้องปวดหัวเลยสักครั้ง

คุณอนงค์ถอนหายใจเฮือก หยิบพัดข้างตัวขึ้นมาพัดลมแรง ๆ แล้วหันไปค้อนหลานชายอย่างแรงอย่างเหลืออด

ท่าทางนั้นทำให้นิษฐกรณ์ยิ่งงุนงงเข้าไปใหญ่ เขาไม่รู้เลยว่ากำลังโดนตำหนิเพราะเรื่องอะไร

เมื่อเห็นว่าหลานยังทำหน้า ‘ไม่รู้เรื่อง” จริงๆ คุณอนงค์ก็ถึงกับต้อง ‘แถลงไข’ ให้รู้แล้วรู้รอด!

“ย่าเคยบอกแกแล้วใช่ไหม ว่าย่าอยากอุ้มหลานก่อนที่ย่าจะตาย”

แม้จะได้คำตอบจากผู้เป็นย่า แต่นิษฐกรณ์ก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมย่าถึงต้องเร่งรัดเขาในเรื่องนี้ ในเมื่อท่านดูไม่เหมือนคนใกล้ตายสักนิด หนำซ้ำยังสามารถคิดเรื่องประหลาดนี้ขึ้นมาได้

“ก็ผมบอกแล้วยังไงล่ะครับว่าให้คุณย่ารออีกหน่อย ตอนนี้งานที่บริษัทยุ่งมาก ผมเลยยังไม่มีเวลาหาแม่ของลูก” ชายหนุ่มเอาเรื่องงานมาอ้าง เพราะเขาเพิ่งก่อตั้งบริษัทได้เพียงสองปีและตอนนี้มันกำลังไปได้ด้วยดี ดังนั้นเวลานี้จึงไม่มีใจคิดเรื่องอื่นนอกจากงาน

“รออีกหน่อย รอถึงเมื่อไหร่ บอกมาซิ”

“สักสองปีครับ อีกสองปีบริษัทน่าจะอยู่ตัว ถึงตอนนั้นผมรับรองเลยว่าจะหาหลานสะใภ้ที่น่ารักมากราบเท้าคุณย่าให้จงได้”

“ย่าคงรอนานขนาดนั้นไม่ไหว”

“ทำไมล่ะครับ ก็แค่อีกสองปีเอง”

“ก็เพราะผลตรวจร่างกายครั้งล่าสุดของย่ามันบอกว่าย่าเป็นมะเร็ง”

สิ่งที่ได้ยินทำให้ชายหนุ่มถึงกับอึ้งงันไป จะเรียกว่าช็อกก็ไม่ผิดนัก แม้เขากับผู้เป็นย่าจะงัดกันด้วยเรื่องไร้สาระอยู่บ่อยๆ แต่ท่านก็คือญาติคนเดียวที่เขาเหลืออยู่ และเป็นญาติคนเดียวที่อุ้มชูเขาตั้งแต่วันที่บิดามารดาของเขาจากโลกใบนี้ไป ดังนั้นเขาจึงรักท่านยิ่งกว่าใครๆ ทั้งหมด

“ไม่จริง คุณ...คุณย่า ล้อเล่นใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มถามออกไปเมื่อสติที่กระเจิดกระเจิงไปเมื่อครู่คืนกลับมา แม้จะรู้ว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดกันเล่นๆ แต่เขาก็ไม่อยากให้สิ่งที่ได้ยินนั้นเป็นความจริง

สีหน้าของคุณอนงค์สลดลงเล็กน้อย ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งแล้วยื่นส่งให้กับผู้เป็นหลานชาย

“แกเอาไปดูเองก็แล้วกัน จะได้เลิกหาว่าย่าเป็นพวกขี้จุ๊”

นิษฐกรณ์รับกระดาษนั้นมาแล้วคลี่อ่านในทันที ซึ่งเป็นผลตรวจร่างกายครั้งล่าสุดเมื่อสองวันที่แล้วจากโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศ ข้อความในกระดาษทั้งหมดนั้นบอกว่าสิ่งที่ย่าเขาพูดเป็นเรื่องจริง

“ทำไม มัน...มันเกิดขึ้นได้ยังไง” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง แม้ว่าปีนี้ผู้เป็นย่าจะอายุปาเข้าไปเจ็ดสิบปีแล้ว ซึ่งนับว่าเป็นวัยที่ผ่านโลกมามาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังอยากให้ท่านอยู่กับเขาไปอีกนานแสนนานอยู่ดี

“เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บนี่มันหาเหตุไม่ได้หรอก คราวนี้แกจะยอมย่าได้หรือยัง”

นิษฐกรณ์พูดไม่ออก มันเป็นเรื่องที่ชวนให้คิดหนักที่จะต้องเลือกระหว่างความต้องการของผู้เป็นย่า และชีวิตที่เหลืออยู่ของเขา ชายหนุ่มจึงได้แต่นิ่งเงียบ

คุณอนงค์มองท่าทางอึ้งงันของหลานชายแล้วก็อดสงสารไม่ได้ เพราะเข้าใจดีว่าเรื่องทั้งหมดมันรวดเร็วและกะทันหันเกินไปสำหรับเขา แต่ต่อให้ใจอ่อนแค่ไหน ท่านก็ยังยืนยันความตั้งใจเดิม ยังหวังจะเห็นหลานมีครอบครัวที่มั่นคง เป็นฝั่งเป็นฝา ก่อนที่ตัวเองจะหมดลมหายใจ

ท่านกลัว... กลัวว่าวันใดที่จากไปแล้ว นิษฐกรณ์จะกลายเป็นคนไร้หลักยึด จึงอยากทำหน้าที่สุดท้ายของคนเป็นย่า ส่งหลานไปมีครอบครัวที่สมบูรณ์

“ย่าให้เวลาแกแค่หนึ่งวัน” เสียงเนิบช้าทว่าหนักแน่นของคุณอนงค์ดังขึ้นอีกครั้ง “ถ้าภายในเที่ยงพรุ่งนี้ แกยังไม่ให้คำตอบ ย่าจะยกเลิกการรักษาทั้งหมด เพราะอยู่ไปก็ไม่มีความหมาย ถ้าแกไม่เห็นค่าย่า”

ประโยคสุดท้ายคือไพ่ใบสุดท้ายที่คุณอนงค์ยอมวางลง เดิมพันด้วยชีวิตของตัวเอง!

นิษฐกรณ์ได้แต่อึ้ง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันรวดเร็วเกินกว่าที่เขาจะเตรียมใจ ชายหนุ่มหลับตาลง นับหนึ่งถึงสิบเพื่อให้ความว้าวุ่นหายไป และคิดหาทางออกให้กับตัวเองว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับเรื่องนี้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป