บทที่ 9 สืบประวัติ
นี่มันละครน้ำเน่าหลังข่าวหรือยังไงกัน ชายหนุ่มมหาเศรษฐีกำลังถูกบังคับให้แต่งงานกับหญิงสาวที่ผู้ใหญ่เลือกให้ เพียงเพราะอยากมีหลานไว้สืบสกุล?
นิษฐกรณ์ทรุดตัวลงบนเก้าอี้หนังมันวับตัวใหญ่ ซึ่งเป็นที่ประจำเวลาเขาทำงาน มือหนาเท้าโต๊ะ ก่อนจะกุมขมับแน่น ความคิดตีกันวุ่นกับคำขาดของผู้เป็นย่า
แน่นอนว่านี่คือยุค 4.0 ที่ใคร ๆ ก็มีสิทธิ์เลือกชีวิตตัวเอง ไม่ว่าจะเรื่องการงานหรือความรัก แต่กับเขา...เรื่องมันไม่ง่ายอย่างนั้น คำว่า “กตัญญู” ยังค้ำคออยู่เต็มสองบ่า เพราะนับตั้งแต่พ่อแม่เสียไป เขาก็เติบโตมาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของคุณย่าเพียงคนเดียว
อย่างไรก็ตาม ต่อให้ตัดใจจะ “ตอบแทนบุญคุณ” แต่เรื่องแต่งงานก็ไม่ใช่ของเล่นสำหรับเขา มันคือเรื่องใหญ่ ใหญ่มาก! เพราะงั้นเขาจะไม่ยอมก้าวเข้าไปในชีวิตคู่แบบมืดแปดด้านเด็ดขาด ต้องมีข้อมูลให้พร้อมก่อนตัดสินใจ
“ไอ้คีย์! คีย์! ไอ้คีย์โว้ย!” นิษฐกรณ์ตะโกนลั่น เรียกหาเลขาฯ ส่วนตัวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดจัด
และยิ่งต้องรอนาน ความเกรี้ยวกราดก็ยิ่งพุ่งทะยาน
“ครับ! มาแล้วครับคุณนิษฐ์!” ร่างสูงในชุดสูทเนี้ยบของคีตภัทรโผล่มาที่โต๊ะเจ้านาย พร้อมอาการหอบหายใจแรงจากการวิ่งมาจากห้องครัว ถึงแม้จะรีบขนาดนั้น แต่ก็ยังไม่วายโดนสายตาดุดันของเจ้านายส่งมาเป็นการต้อนรับอยู่ดี
“ไปไหนมา ทำไมต้องให้ฉันแหกปากลั่นบ้าน”
“ช่วยป้าบลขนของอยู่ครับ” ป้าบล หรืออุบลคือแม่บ้านใหญ่และคนสนิทของคุณอนงค์ ซึ่งมีหน้าที่หลักในการดูแลบ้านหลังนี้ แม้จะมีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างแต่ทุกคนคนจึงให้ความเคารพนบนอบเป็นพิเศษ ดังนั้นเมื่ออุบลมีอะไรไหว้วานทุกคนก็ทำให้อย่างเต็มใจ ไม่เว้นแม้แต่คีตภัทรที่เป็นคนของนิษฐกรณ์โดยตรง
“หน้าที่แกหรือนั่น” ชายหนุ่มถามเสียงเขียวด้วยความไม่พอใจ
ปกตินิษฐกรณ์ไม่ใช่คนถือสาเรื่องหยุมหยิมอะไรแบบนี้ แต่วันนี้ชายหนุ่มอยู่ในช่วงอารมณ์ไม่ดี ซึ่งคีตภัทรทำงานกับนิษฐกรณ์มาหลายปีก็พอจับทาง จึงเลือกที่จะเงียบ เพราะรู้ว่ามันคือทางออกที่ดีที่สุด
แล้วก็เป็นอย่างที่คีตภัทรเดา ผู้เป็นเจ้านายทำเพียงส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอเท่านั้น ก่อนที่จะออกคำสั่ง
“ฉันมีงานให้แกทำ”
“พร้อมรับคำสั่งครับ”
“ฉันต้องการให้แกไปสืบประวัติผู้หญิงคนหนึ่ง”
คิ้วของผู้เป็นเลขาฯ ย่นเข้าหากันด้วยความสงสัย จะไม่ให้เกิดความรู้สึกนี้ได้อย่างไร ในเมื่อนิสัยของนิษฐกรณ์คือคนรักสันโดษ ไม่ชอบสุงสิงกับใคร แต่นี่กลับต้องการรู้ประวัติของคนอื่น แถมคนคนนั้นก็เป็นผู้หญิงอีกต่างหาก มันต้องมีอะไรแน่ๆ ผู้ช่วยหนุ่มจึงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงกระตือรือล้นเพราะความใคร่รู้
“ไม่ทราบว่าเจ้านายจะให้ผมไปสืบประวัติใครเหรอครับ”
“ลูกสาวนายพงศ์เทพ ปรางค์ปิตุชัย”
“พงศ์เทพ ปรางค์ปิตุชัย” คีตภัทรทวนชื่อที่ได้ยิน ซึ่งเขาก็รู้สึกคุ้นหูอย่างประหลาด ก่อนที่จะนึกออกว่าเป็นใคร แต่ก็ยังไม่แน่ใจจึงถามผู้เป็นเจ้านายให้ชัดเจน “ใช่พงศ์เทพเดียวกับเจ้าของ Val Jellvery หรือเปล่าครับ”
“ก็คลับคล้ายคลับคลาว่าจะอย่างนั้น” นิษฐกรณ์เองก็ไม่แน่ใจนัก เพราะเขาอยู่วงการ IT ไม่ได้เข้าไปคลุกคลีกับวงการเครื่องประดับ แต่สมัยเด็กอนงค์เคยพาไปหาพิไลหลายครั้ง และทุกครั้งมักจะคุยกันถึงเรื่องเพชรพลอย จึงน่าเป็นไปได้ว่าบ้านนี้น่าจะมีความเชี่ยวชาญด้านจิลเวอร์รี่
“เจ้านายจะเอาไปทำอะไรเหรอครับ”
“ถามทำไม ใช่เรื่องของแกเหรอ” ความฉุนเฉียวกลับมาอีกครั้งเมื่อถูกเซ้าซี้ ซึ่งก็ทำให้ลูกน้องตัวดีรู้ว่าตนเองไปสะกิดต่อมโกรธของเจ้านายเข้าให้แล้ว จึงต้องรีบแก้ไข
“ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่เรื่องของผม งั้นเดี๋ยวผมจะรีบดำเนินการให้เดี๋ยวนี้”
“เออดี แล้วเดี๋ยวให้คนเอาเหล้าเข้ามาด้วย ด่วนที่สุด”
แม้จะแปลกใจที่นิษฐกรณ์เรียกหาเหล้าตั้งแต่ยังไม่เที่ยง แต่เลขา ฯ หนุ่มก็ไม่กล้าถามอะไรให้มากความ จึงได้แต่รับคำสั่ง แล้วถอยร่นออกไป
นิษฐกรณ์นั่งดื่มเหล้าเงียบ ๆ คนเดียวตลอดบ่าย ความกลัดกลุ้มในใจเพิ่มมากขึ้นตามระยะเวลาที่เขาต้องรอคำตอบจากคนใกล้ตัว และจนถึงตอนนี้ เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าทั้งหมดมันเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร
สายตาคมมองไปยังกรอบรูปที่วางอยู่บนโต๊ะ เป็นภาพเขากับผู้เป็นย่าในวัยเด็ก ภาพนั้นบอกเล่าเรื่องราวมากมายที่แม้จะผ่านมานาน แต่ยังชัดเจนในความทรงจำ
กว่าจะมีวันนี้...มันไม่ง่ายเลย
หลังจากที่พ่อฆ่าแม่ และจบชีวิตตัวเองตามไปในคืนเดียวกัน ชีวิตของเขาก็ราวกับเรือเล็กกลางมหาสมุทรอันมืดมิด ล่องลอยไร้จุดหมาย และคุณย่านี่แหละ คือคนที่พยุงเขาไว้ไม่ให้จม ท่านคือเสาหลักเดียวที่หลงเหลืออยู่ เป็นหางเสือที่คอยชี้นำ ช่วยให้เขาเติบโตขึ้นมาอย่างมั่นคง แต่ข้อเสนอของย่าในวันนี้...มันกลับเป็นสิ่งที่ยากจะรับมือ
เขาไม่เคยวาดฝันเรื่องการแต่งงาน ไม่เคยจริงจังกับความรัก อาจเพราะยังไม่เจอใครที่ใช่ หรือเพราะเขาเป็นคนรักอิสระเกินไป
การเปลี่ยนกลิ่น เปลี่ยนรสไปเรื่อย ๆ ยังให้ความรู้สึกคุ้มค่ากับชีวิตมากกว่าการจมอยู่กับใครสักคนไปตลอดชีวิต
นิษฐกรณ์ถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ ในหัวมีแต่ความหงุดหงิด โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงเลขาฯ ส่วนตัวที่ยังไม่กลับมา ทั้งที่เขาสั่งให้ไปสืบข้อมูลผู้หญิงคนเดียวเท่านั้น แต่กลับหายหัวไปครึ่งค่อนวัน
สงสัยอยากโดนหักเงินเดือน
ชายหนุ่มพึมพำในใจ และหากอีกครึ่งชั่วโมงไอ้คีย์ยังไม่โผล่หัวมา เขาก็ไม่ลังเลที่จะโทรหาแผนกบัญชีให้จัดการเรื่องนี้ให้จบ แต่คีตภัทรก็ดูจะเหมือนรู้ใจเจ้านาย ไม่ถึงห้านาที ร่างสูงก็ผลุดเข้ามาในห้องพร้อมเหงื่อเต็มใบหน้า สีหน้าร้อนรนชัดเจน
“คุณนิษฐ์...ได้เรื่องแล้วครับ!”
