บทที่ 3 ลิขิตแห่งโชคชะตา

กรองกาญจ์กอดลูกสะอื้น เพราะเห็นผิดเป็นชอบทำให้ลูกต้องลำบากอดทนกับสามีใจโฉด โชคดีที่เอาตัวรอดมาได้ไม่เช่นนั้นคงต้องกลายเป็นเมียมันอีกคน เธอเองคงทำใจไม่ได้

ฟังเรื่องราวสองแม่ลูกทำให้คุณใหญ่เห็นใจ หากแก้วไม่พาแม่หนีมาคงแย่ เธอเองรู้สึกถูกชะตากับสองคนนี้มาก คงรับไว้ได้ เห็นว่ากรองกาญจ์ทำอาหารเก่ง

“ฉันรับสองคนไว้ก็ได้ กรองทำครัวเป็นใช่ไหม”คุณใหญ่เอ่ยถาม น้ำเสียงอ่อนโยน

“ทำเป็นจ้ะ ฉันทำได้”

แก้วกัลยายกมือพนมไหว้ รู้สึกขอบคุณความมีน้ำใจของนายบ้านนี้ เธอทั้งสวยสง่าแถมยังมีเมตตา

“ขอบคุณมากเลยนะคะ แก้วจะขยันทำงานให้ดีที่สุดเลยค่ะ”

“จ้า” คุณใหญ่หันมองไปทางจันก่อนสั่งงาน “จันพาสองคนไปหาห้องพักซะก่อน พรุ่งนี้จะได้เริ่มงาน”

“ค่ะคุณใหญ่”

จันลุกยืนกวักมือเรียกคนบ้านเดียวกัน แก้วกัลยาและแม่ยกมือไหว้คุณใหญ่อีกครั้งแล้วเดินตามป้าจันไปยังที่พัก สองแม่ลูกเดินผ่านสวนหย่อมด้านหลัง มาจนถึงเรือนพักของบ่าวไพร่โดยเฉพาะ

“อยู่ห้องนี้ก็แล้วกันนะ”จันบอกขณะเปิดประตูห้องนอน

“ขอบใจมากจ้ะป้าจัน”

“ไม่เป็นไรหรอก คนบ้านเดียวกัน”

ลูกจูงมือแม่เข้าในห้องเพื่อจัดเสื้อผ้า จันมาพูดคุยด้วยพักหนึ่งจึงออกทำงานต่อ แก้วกัลยาระบายยิ้มด้วยความยินดี ค่ำคืนนี้ไม่ต้องทนเสียเงินเช่าโรงแรมแถมยังได้งานพ่วงด้วย โชคเข้าข้างแล้ว ต่อไปนี้จะทำงานเพื่อทดแทนบุญคุณคุณใหญ่ รวมถึงเจ้านายทุกคนของบ้านหลังนี้

หกโมงเช่าบ่าวไพร่ในบ้านลุกจากที่นอน กรองกาญจ์ตามจันเข้าห้องครัว เพื่อทำอาหารเช้าให้กับเจ้านาย เมนูคือข้าวต้มทะเล แก้วกัลยาแยกไปทำความสะอาดแทน

“แล้วมื้อกลางวันเราต้องทำหรือเปล่า?”กรองกาญจ์ถามจันขณะคนข้าวต้มอยู่

“ทำสิ แต่ว่าไม่ต้องมาก มีแค่เจ้าสัวเหลียงทานคนเดียว คุณใหญ่ไปโรงสี”

“แล้วนายที่บ้านมีกี่คนจัน”

“มีสองคนเท่านั้นแหละ”

กรองกาญจ์หันมองสีหน้าแปลกใจ ที่นี่มีคนสวนสองคน แม่ครัวอีกสอง และทำความสะอาดอีกสาม คนขับรถหนึ่งคน ความจริงบ่าวไพร่ดูเกินความจำเป็นหากว่ามีเจ้านายเพียงสองคนเท่านั้น

“บ่าวไพร่ในบ้านเยอะจังเลย มีนายแค่สองคนเอง”เธอบ่นกับเพื่อน

“ก็คนรวยล่ะนะ ทำอะไรไม่น่าเกลียดหรอก”

“ก็จริง”กรองกาญจ์เห็นด้วยกับคำพูดนี้

จันถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ เมื่อนึกถึงความหลังครั้งอดีตเกี่ยวกับบ้านหลังนี้

“เมื่อก่อนเจ้านายที่บ้านมีมากกว่านี้ แต่มันเกิดเรื่องซะก่อน”จันบ่นสีหน้าหมองลง

คนฟังนิ่งเงียบไม่กล้าเอ่ยถาม แต่ใจหนึ่งกลับอยากรู้เรื่องราวเหมือนกัน เห็นบ้านเงียบเหงาขนาดนี้

“มันเกิดอะไรขึ้นเหรอ”

“บอกไม่ได้หรอกกรอง เรื่องของเจ้านายเค้า ฉันเองก็รู้อะไรไม่มากนักหรอก” เว้นระยะหายใจ แล้วนึกถึงใบหน้าเจ้านายอีกคน “เสียดายที่แกไม่ได้เห็นคุณธัญ”

กรองกาญจ์อ้าปากจะถามต่อ

“สายแล้วๆ รีบไปจัดโต๊ะเถอะ เดี๋ยวคุณใหญ่กับเจ้าสัวจะลงมาแล้ว!”จันเร่ง

แม่ครัวนำอาหารออกมาตั้งบนโต๊ะ จัดดอกไม้ถ้วยและช้อนวางไว้อย่างเป็นระเบียบ แก้วกัลยาสาวเท้าออกมาจากหลังบ้านหลังจากกวาดสวนช่วยลุงมีชัยเรียบร้อยแล้ว ร่างบางรีบมาช่วยแม่ในครัว

“แก้วเห็นนังนิ่มไหม มันต้องไปพาเจ้าสัวลงมาทานข้าว แล้วมันหายไปไหนไม่เห็นแต่เช้า!”จันถาม พลางชะเง้อมองหาสาวใช้อีกคน

“น้าคุณที่อยู่ห้องติดกับแก้วใช่ไหม?”

“ใช่ๆ เห็นมันบ้างไหม”

“เห็นจ้ะป้า แต่เมื่อเช้าน้าบอกว่าไม่ค่อยสบาย เห็นลุกมากินยาแล้วนอนต่อ”แก้วกัลยาตอบสีหน้างงๆ

จันเกาหัวหงุดหงิด ไม่สบายไม่บอกตั้งแต่เช้า แบบนี้ไม่มีใครคอยดูแลเจ้าสัวเหลียงกันพอดี

“แก้ว งั้นป้าวานไปพาเจ้าสัวมาที่โต๊ะอาหารหน่อย”

แก้วกัลยายืนงง เจ้าสัวเหลียงคือใครเธอยังไม่เคยพบหน้ามาก่อน แล้วจะให้ไปพามาทานอาหารได้ยังไงกัน จันเห็นท่าทีสาวใช้คนใหม่เลยไขข้อข้องใจเสียก่อน

“เจ้าสัวอยู่ห้องหนังสือ เดินขึ้นชั้นสองเลี้ยวซ้ายห้องที่สาม ท่านนอนอยู่บนโซฟาริมหน้าต่างขวามือ แก้วหยิบไม้เท้าส่งให้แล้วพยุงท่านลงมา เจ้าสัวอายุมากแล้วเดินเหินไม่ค่อยไหวเลยต้องให้มีคนดูแล ปกตินังนิ่มมันจะคอยปรนนิบัติ ไม่สบายก็ไม่บอก!”

“จ้ะป้า เดี๋ยวหนูจะพาท่านมาเอง”

ร่างบางสาวเท้าขึ้นชั้นสอง เลี้ยวซ้ายตามคำบอกของป้าจัน หยุดยืนหน้าห้องที่สาม

ก๊อก! ก๊อก!

เคาะประตูแล้วเปิดออก มองเข้าด้านใน เห็นชั้นหนังสือมากมาย กวาดสายตามองหาเจ้าสัวเห็นท่านนอนอ่านหนังสืออยู่ ร่างบางค่อยๆ ก้าวเข้าใกล้แล้วนั่งคุกเข่าตรงหน้า ชำเลืองมองชายชราอายุอานามราวๆ หกสิบกว่าๆ ได้ ผมสีดอกเลา ใบหน้าเหี่ยวย่นตามกาลเวลา แต่ทว่าท่าทางท่านกลับดูใจดี เมื่อสบตากันเห็นรอยยิ้มส่งมา

“อ้าว นังนิ่มมันไปไหนเสียล่ะ”เจ้าสัวเอ่ยถาม ขณะลุกนั่ง

“น้านิ่มไม่สบายค่ะ”

เจ้าสัวขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วหันมาพิจารณาสาวน้อยแรกรุ่น

“แล้ว... มาใหม่เหรอเราน่ะ”

“ใช่ค่ะ เพิ่งเริ่มงานวันนี้วันแรก”เธอรู้สึกหวั่นใจพิกล

“ชื่ออะไรล่ะ”

“ชื่อแก้วค่ะ แก้วกัลยา”

ชายชรายิ้มน้อยๆ แววตาเอ็นดู หน้าตาหมดจด ผิวพรรณดูนวลผ่อง เจริญหูเจริญตาที่ได้ชม

“ชื่อเพราะดีนะ” เจ้าสัวมองหาไม้เท้าแล้วชี้นิ้ว “หยิบไม้เท้าให้หน่อย มาตามไปกินข้าวใช่ไหม”

“ค่ะ”

แก้วกัลยารีบหยิบไม้เท้าส่งให้ แล้วช่วยพยุงเจ้าสัวลงชั้นล่าง เธอรู้สึกเหมือนดูแลคุณตาที่บ้าน มันคุ้นชินและมีความอุ่นใจที่ได้ทำแบบนี้

พยุงเจ้าสัวนั่งลงบนเก้าอี้บุนวมสีน้ำตาล ซึ่งคุณใหญ่ลงมาก่อนหน้าแล้ว ข้าวต้มถูกตักใส่ชามโดยมีป้าจันและแม่ค่อยดูแล แก้วกัลยาเลยเดินเลี่ยงยืนห่างออกมา

“อาใหญ่ ลื้อโทรหาอาเล็กบ้างหรือเปล่า”เสียงเจ้าสัวบอก คุณใหญ่ชะงักมือตักข้าวต้มเล็กน้อยแล้วช้อนตามองบิดา

“ใหญ่โทรหาประจำแหละป๊า เล็กมันสบายดีป๊าไม่ต้องห่วง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป