บทที่ 8 ลิขิตแห่งโชคชะตา

เจ้าสัวปิดเปลือกตาหลับลงตามเดิม เธอคิดว่าการบอกพ่อในเรื่องนี้ดีที่สุด มันช่วยให้พ่อมีกำลังใจอยู่ต่อ ส่วนเธอเองรู้สึกอิ่มเอมขึ้นมา ปลายปีแล้วไม่ได้พบหน้าน้องคงโตขึ้นมาก

เสียงโทรศัพท์มือถือเธอดังขึ้น เจ้าของเครื่องหยิบมาดูเห็นเบอร์หน้าจอบ่งบอกปลายสายทางไกล กดรับคิ้วขมวด คาดการณ์อาจมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น

“ว่าไงเล็ก?”หญิงสาวกรอกเสียง ใจเต้นตึกตัก

“พี่ใหญ่... ผม...” ชายหนุ่มถอนใจ “จะกลับเมืองไทยอาทิตย์หน้า ผมจองตั๋วเครื่องบินไว้เรียบร้อยแล้ว”

“จริงเหรอเล็ก!”

“ครับ”

“มาวันไหนเล็ก แล้วถึงกี่โมง!”คนเป็นพี่ถามย้ำน้ำเสียงตื่นเต้น

“ถึงบ่ายสองโมง วันเสาร์ครับ ไว้ผมจะโทรบอกพี่อีกทีนะครับถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลง”

“ได้เล็ก”

ธัญจกรวางสายรู้สึกหนักใจขึ้นมา เขาควรทำเช่นไรกับอาการเหล่านี้

สนามบินสุวรรณภูมิ

ร่างสูงโปร่ง ใบหน้าเรียวคม ดวงตาเรียวเล็กหางตาตวัด จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากอวบอิ่ม คิ้วเข้มตรง เครื่องหน้าบ่งบอกถึงเชื้อสายจีน ธัญจกร สิทธิภาคย์หนุ่มอายุสามสิบปี เพราะอยู่ในต่างแดนทำให้ไม่ค่อยมีผู้ใดทราบข่าวของเขาเลย แม้อดีตเกือบแปดปีธัญจกรเคยเป็นข่าวดังมาก่อน

วันนี้เขาแต่งกายท่อนบนใส่เสื้อกล้ามสีดำสวมทับด้วยสูทสีครีม ท่อนล่างสวมกางเกงยีนส์เดฟรัดรูปสีน้ำตาล ปกปิดสายตาด้วยแว่นสีชา กำลังยืนล้วงกระเป๋ากางเกงรอใครบางคน สายตาหญิงสาวภายในสนามบินต่างจ้องมองด้วยคิดว่าเขาอาจเป็นนักแสดง ข้างกายเขามีสาวต่างชาติผมทองกำลังแสดงสีหน้าเบื่อหน่าย

“เดฟค่ะ เมื่อไหร่คนขับรถบ้านคุณจะมา”ลิลี่คู่ควงเขาเอ่ยถาม

“เดี๋ยวก็มาแล้ว เราออกไปรอหน้าสนามบินกัน”

ร่างสูงก้าวนำคู่ควงยืนรอด้านนอกสนามบิน จังหวะนั้นสมนึกขับรถมาจอดเทียบพอดี ทันทีที่เห็นคนขับรถจำได้ทันที

“คุณธัญ ไม่เจอกันนานมากเลยนะครับ ยังหล่อเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย”สมนึกกุมมือคุณชายน้อยของบ้านแววตาทอประกาย

“มาถึงก็ชมกันเลยนะลุง กลับบ้านกันก่อนเถอะครับ”ชายหนุ่มตัดบท

แหม่มสาวมองภาพซาบซึ้งแล้วเบ้ปากเชิดหน้าเปิดประตูขึ้นนั่งโดยไม่สนใจกระเป๋าตนเอง ธัญจกรยิ้มให้คนขับรถแล้วช่วยนำกระเป๋าใส่ท้ายรถจึงขึ้นรถ รถเคลื่อนจากสนามบินสู่ถนน ธัญจกรมองภาพวิวทิวทัศน์ผ่านกระจก เมืองไทยดูทันสมัยขึ้น รถตามท้องถนนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เอนกายพิงเบาะนั่งแล้วหลับตา

หนึ่งชั่วโมงรถเลี้ยวเข้าสู่รั้วบ้านสิทธิภาคย์จอดเทียบตรงบันไดด้านหน้า บ่าวไพร่พากันมายืนรอรับคุณชายที่ห่างหายเกือบแปดปี ประมุขของบ้านร้อนรนเร่งให้แก้วกัลยาพยุงร่างอันร่วงโรยตามกาลเวลาออกมาด้านนอกเพื่อต้อนรับบุตรชายเพียงคนเดียว

ธัญจกรเปิดประตูรถลงมาพร้อมกับแหม่มสาว ภาพเบื้องหน้าทำเอาสองเท้าชะงักก้าวไม่ออก เห็นบิดายืนรออยู่เหนือบันไดข้างกายมีสาวหน้าตาสะสวยโดดเด่นจนสะดุดตา  ภาพความงดงามของเธอสะท้อนเข้ามาในดวงตา ชายหนุ่มเรียกสติตนเองคืนมาเมื่อท่อนแขนถูกคล้องไว้ด้วยคู่ควง

“ทำไมคนในบ้านคุณมายืนรอเต็มเลยล่ะคะ”ลิลลี่เอ่ยถาม สีหน้าสงสัย

“ผมไม่ได้กลับเมืองไทยเกือบแปดปี จะไม่ให้มายืนรอรับได้ยังไงล่ะ”เสียงทุ้มตอบคำถาม ไม่วายหันกลับมามองบิดาและเลยไปถึงหญิงสาวอีกคน

เจ้าสัวเหลียงกายสั่นเทาจนแก้วกัลยารู้สึกได้ เธอพยายามประคองไม่ให้ท่านล้มเพราะอยากเร่งไปหาบุตรชาย ทันทีที่ลูกมาหยุดยืนตรงหน้า ชายชราโถมกายกอดไว้แน่นน้ำตาคลอ ร่างบางเลยต้องขยับเข้าหาด้วยความเป็นห่วง ตอนนั้นสายตาเธอเลยสบเข้ากับเขา

“อาเล็ก ป๊าคิดถึงลื้อมากเลย ป๊าคิดว่าลื้อจะไม่กลับมาแล้ว”คนเป็นพ่อบอกความในใจ

“ผมต้องกลับมาสิป๊า”ลูกพยายามปลุกปลอบ

แก้วกัลยายืนมองดูภาพอันน่าประทับใจ แต่สายตาของคุณชายกำลังมองมาที่เธอ ร่างบางก้าวถอยหลังออกมารู้สึกหัวใจเต้นแรง พยายามหลบเลี่ยงสายตาไม่อยากสบโดยตรง เข้าใจคำพูดป้าจันก็คราวนี้บุตรชายคนเดียวของเจ้าสัวหล่อเหลาและมีดวงตาอันเชิญชวนให้ใจสั่น

“อาเล็กอย่าทิ้งป๊าไปอีกนะรู้ไหม”เจ้าสัวเหลียงยังไม่ยอมปล่อยบุตรชาย

“ครับ ผมไม่ทิ้งป๊าไปไหนอีกแล้ว”

ธัญจกรคลายอ้อมกอดจากบิดา เมื่อเห็นท่านร้องไห้เลยนึกเสียใจกับสิ่งที่ตนเองกระทำ เขาเองก็ผิดเพราะไม่คิดกลับมาเยือนบ้านอีกเลย ลูกชายพยุงพ่อโดยมีแก้วกัลยาคอยช่วยพาเดินเข้ามาด้านใน เห็นโต๊ะจัดอาหารไว้พรั่งพร้อมเลยหันมองบิดา

“อาหารที่ลื้อชอบ อั้วสั่งให้แม่ครัวทำให้แล้ว”คนเป็นพ่อยิ้มอย่างภาคภูมิ กับเรื่องที่ตนจำได้ว่าลูกชอบอะไร

“ขอบคุณครับป๊า”

ชายชราถูกบุตรชายพยุงนั่งลงบนเก้าอี้ ก่อนที่ลูกจะนั่งฝั่งตรงข้ามพร้อมกับแหม่มสาวผมทอง เจ้าสัวเหลียงช้อนตามองแขกแปลกหน้าด้วยความงุนงง

“อาเล็ก นั่นใครน่ะ”เขาเอ่ยถามลูก

“อ๋อ เพื่อนผมเองครับ”

“เพื่อนลื้อเหรอ?”

“ใช่ครับ เป็นเพื่อนที่อังกฤษ”

ลิลลี่หันมองคู่ควง เธอเข้าใจภาษาไทยอย่างดีเพราะอยู่กับเขามานาน อธิบายต่อบิดาแค่เพื่อนเท่านั้นนะเหรอ ทั้งที่อยู่อังกฤษเธอควงกับเขาเหมือนแฟน

“เดฟ ฉันไม่ใช่แฟนคุณเหรอ?”ลิลลี่ถามสีหน้าไม่พอใจ

“ผมไม่เคยบอกว่าคุณเป็นแฟนเลยนะลิลลี่ เราแค่สนุกพอใจก็เลิกไม่ใช่เหรอ?”ชายหนุ่มเลิ่กคิ้ว ก่อนหน้าคบกันเขาเองยืนยันว่าไม่ต้องการ แต่เธอเสนอตัวว่าไม่ผูกมัดเลยยอมตกลง

แหม่มสาวหยุดต่อปากต่อคำ รู้ดีว่าอารมณ์เขาเป็นแบบไหน เดฟไม่ชอบคนพูดมากเซ้าซี้ และเธอจะไม่ทำให้เขารำคาญ ตอนนี้ยิ่งรู้สถานะทางบ้านยิ่งอยากจับไว้ให้อยู่มือ ทิ้งไปคงเสียดายรวยออกอย่างนี้ บ้านอย่างกับวังในอังกฤษก็ไม่ปาน

“กินข้าวเถอะ พาเพื่อนมาป๊าไม่ว่าอะไรหรอก อยากทำไรก็ทำเถอะ”เจ้าสัวบอกแล้วยิ้มให้บุตรชายคนเดียว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป