บทที่ 9 ลิขิตแห่งโชคชะตา

จันตักข้าวใส่จานให้กับเจ้าสัวและนายน้อย ก่อนย้ายมาตักให้แขกต่างชาติ ธัญจกรมองกับข้าวบนโต๊ะเห็นแล้วน้ำลายซอ ทั้งต้มยำปลาเก๋า เป็ดย่าง ไก่ผัดเม็ดมะม่วง มองดูแล้วยังอีกมากมาย ชายหนุ่มตักอาหารใส่ปากแล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยภายใต้การมองดูของบ่าวไพร่รวมถึงสาวใช้วัยแรกรุ่นอย่างน้ำผึ้งซึ่งหมายปองคุณชายมาเนิ่นนาน

ระหว่างทานอาหาร เสียงพูดคุยพ่อลูกดังอย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับแก้วกัลยา เธออยากออกจากตรงนั้นเสียเดี๋ยวนี้เลย เมื่อแววตาของคุณชายมองมา มันพาให้หวาดหวั่น เธอไม่เข้าใจเหมือนกันว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทั้งที่เขาเองไม่ได้แสดงท่าทีอะไรโจ่งแจ้ง คิดไปเองหรือเปล่าพยายามหาคำตอบ

“น้ำผึ้ง แก้วขอออกไปอยู่ข้างนอกนะ ถ้าเจ้าสัวอิ่มแล้วช่วยมาตามหน่อยนะ”เธอตัดปัญหาด้วยการหนีออกไปดีกว่า

“เชิญเถอะรีบไปเลย!”เสียงกดต่ำบอก แล้วเชิดหน้าเหมือนงอน

แก้วกัลยาเดินเลี่ยงออกมา ไม่เข้าใจในตัวสาวใช้ร่วมบ้านทำเหมือนโกรธกันเสียอย่างนั้น ทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรให้สักอย่าง ธัญจกรมองตามแผ่นหลังบอบบางแล้วก้มหน้าก้มตาทานอาหารต่อ บางทีการกลับมาที่นี่อาจได้พบเจออะไรดีๆ ก็เป็นได้

น้ำผึ้งมองตามสายตาคุณชาย เธอเห็นแทบทุกอย่าง ถึงอยากให้แก้วออกไปอยู่ด้านนอกเสียดีกว่า ตอนพบหน้ากันครั้งแรกไม่เคยนึกอิจฉาที่แก้วกัลยาสวยมาก แต่พอคราวนี้เธออิจฉามากเสียจนเก็บอาการไม่อยู่ เป็นใครก็ต้องสนใจแก้วกันทั้งนั้น หากเธอเป็นผู้ชายก็คงคิดไม่ต่างกันหรอก

“ป๊าแล้วพี่ใหญ่ไปไหน”ชายหนุ่มถาม

“อาใหญ่ไปทำสัญญาค้าข้าวกับบริษัทต่างชาติ”

“เหรอครับ”

“ตอนนี้บริษัทของป๊าขยายใหญ่แล้วนะ”เจ้าสัวหัวเราะ

“ก็ดีสิครับ ผมจะได้มีเงินใช้เยอะๆ”ชายหนุ่มแกล้งเย้า

“บริษัทมันเป็นของลื้ออยู่แล้วอาเล็ก อั้วตั้งใจจะยกให้ลื้อ”

ชายหนุ่มชะงัก รู้ว่าพ่อรักเขามาก แต่พี่ใหญ่เป็นคนทุ่มเททุกอย่างเพื่อครอบครัว เกือบแปดปีข่าวแว่วมาพี่สาวละงานที่รักเพื่อมาทำงานในบริษัท ซึ่งพ่อหมายมั่นให้เขารับช่วงต่อ

“ผมว่าพ่อยกให้พี่ใหญ่ดีกว่านะครับ”

“ได้ยังไงคะเดฟ บริษัทต้องเป็นของคุณสิ!”ลิลลี่ผ่ากลางวงขึ้นมาทันที เมื่อคิดว่าคู่ควงจะเสียผลประโยชน์

ธัญจกรหันมองคู่ควงสีหน้าไม่พอใจ เจ้าสัวเหลียงถึงกับชะงักมือตักข้าว ตระหนกกับคำพูดของเพื่อนบุตรชาย ใครจะคิดว่าไร้มารยาทขนาดนี้

“คุณไม่ต้องออกความเห็นลิลลี่ ไม่อยากนั้นผมจะส่งคุณกลับอังกฤษ!”

คนถูกตำหนิหุบปากฉับพลันแสดงท่าทางไม่พอใจ ก่อนหันไปสนใจอาหารตรงหน้าต่อ

“ขอโทษนะครับป๊า เพื่อนผมไม่ค่อยรู้มารยาทคนไทยสักเท่าไหร่”เขาออกตัวแทน

“ไม่เป็นไรหรอกช่างเถอะ”

ทุกคนบนโต๊ะเลยพากันเงียบ บ่อยครั้งเขาเหลือบมองบิดาเม้มปากอยากพูดว่าท่านเปลี่ยนไปมาก แต่กลับไม่กล้า ดูอ่อนแรง ผิวพรรณไม่เปล่งปลั่งเหมือนก่อน คิดแล้วรู้สึกผิดพ่อคงคิดมากเรื่องเขาไม่น้อยเลยทีเดียว

จบมื้ออาหารเจ้าสัวพูดคุยกับบุตรชายอีกพัก จันกวาดตามองหาแก้วแต่ไม่พบ

“กรอง แก้วมันไปไหนของมันเจ้าสัวจะขึ้นนอนแล้ว!”

“เดี๋ยวฉันไปตามให้”กรองกาญจ์อาสาทันที

น้ำผึ้งตวัดสายตามองสีหน้าไม่พอใจ เธออยากเป็นคนดูแลเจ้าสัวแทนเสียแล้วในตอนนี้

กรองกาญจ์สาวเท้าเดินมาสวนด้านหลัง เห็นบุตรสาวนั่งอยู่บนหินก้อนใหญ่ เลยสาวเท้าเข้ามาหาแล้วจับไหล่บางไว้ แก้วกัลยาสะดุ้งหันมอง

“แก้วไปดูแลเจ้าสัวได้แล้ว”

“ท่านอิ่มแล้วเหรอแม่”

“ใช่”

ร่างบางลุกยืนถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ คนเป็นแม่เห็นถึงความผิดปกติ

“เป็นอะไรหรือเปล่า แม่เห็นทำหน้าเหมือนคนไม่สบาย”กรองกาญจ์เอ่ยถามแล้วยกมือแตะหน้าผาก

“เปล่าค่ะแม่ แค่รู้สึกเบื่อเท่านั้นเอง”

“เบื่ออะไร คุณชายมาเจ้าสัวดีใจ คนในบ้านก็มีความสุขกันทั้งนั้น”

เธออยากจะตอบเหลือเกินว่า เพราะคุณชายมานั้นแหละทำให้ไม่มีความสุข

“จ้า เข้าใจแล้วค่ะแม่”

ร่างบางเดินเคียงมารดาเข้ามาด้านใน และแล้วสายตาสองคู่สบกันอีกครั้ง แก้วกัลยารีบหลุบตามองพื้นแล้วก้าวมายืนขนาบข้างเจ้าสัวเพื่อคอยพยุง ธัญจกรจึงลุกจากโต๊ะแล้วจับแขนบิดาอีกฝั่ง

“เดี๋ยวผมช่วยอีกแรงนะป๊า”

“เออ... ดีๆ”

เจ้าสัวแสดงทีท่าพอใจ แต่สำหรับเธอมันเหมือนช่วงเวลาแห่งความน่ากลัว สามคนก้าวสู้ชั้นบนจนถึงหน้าห้องนอน แก้วกัลยาพยุงท่านไว้ปล่อยให้คุณชายเปิดประตูห้อง จังหวะก้าว เจ้าสัวเหลียงเซจนดึงร่างเธอลงด้วย ชายหนุ่มอ้าแขนโอบรัดบิดาพร้อมกับร่างบางในคราวเดียวกันเพื่อไม่ให้ทั้งคู่ล้มลง

เอวบางรู้สึกได้ถึงมือผ่าวร้อน ใบหน้าเรียวแดงซ่านขึ้นมา เธอพยายามเบี่ยงกายหนีแต่เหมือนอีกฝ่ายจะโอบกระชับดึงดันให้ออกไม่ได้ ดวงตาเรียวสวยช้อนมองเห็นสีหน้ากรุ่มกริ่มรอยยิ้มแฝงปริศนาส่งมา ร่างกายเหมือนถูกน้ำแข็งมันชาขึ้นมาอย่างกะทันหัน

“ขอบใจอาเล็ก อั้วนึกว่าจะล้มทับอาแก้วเสียแล้ว”เจ้าสัวเหลียงหัวเราะเบาๆ

ธัญจกรยอมคลายอ้อมแขน แล้วพยุงบิดาเข้าห้อง ไม่วายหันมามองหญิงสาวแล้วพยักหน้าให้เธอเข้ามาด้วย แก้วกัลยายืนชั่งใจ ไม่อยากตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นอีกแล้ว

“อาแก้ว ลื้อเข้ามาด้วยสิ มาอ่านหนังสือให้อั้วฟังก่อน อาเล็กจะได้ฟังด้วย”ชายชราเอ่ยเรียก แล้วหันมาทางบุตรชาย “อาแก้วอ่านหนังสือเก่งมากเลยอาเล็ก อั้วอยากให้ลื้อฟังด้วย”

“ครับป๊า ผมก็อยากฟังเหมือนกัน”เขาหันมองทางหญิงสาว

ร่างท้วมนั่งลงบนเตียงแล้วเอนกายลงนอน ขณะที่แก้วกัลยาพับเพียบกับพื้นแล้วเปิดหนังสือขงจื้ออ่าน เสียงหวานเจื้อยแจ้วฟังแล้วสบายหู ชายหนุ่มยิ้มพรายจ้องมองใบหน้าสวยหวานราวกับต้องมนต์สะกด รู้สึกถูกชะตา จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แว๊บขึ้นมา เมื่อความต้องการครอบครองกำลังตีตื้น

ไม่นานเจ้าสัวหลับเรียบร้อย คนอ่านจึงปิดหนังสือ สภาพการณ์เช่นนี้เธอไม่ควรอยู่ในห้องเดียวกับเขา มันอึดอัดเกินกว่าจะรับไหว พยายามไม่สบตาหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้แต่เหมือนว่าทุกอย่างไม่มีความหมาย เธอยังรู้สึกถึงการมองของอีกฝ่าย มันกดดันมาเหลือเกิน

“แก้วขอตัวก่อนนะคะคุณชาย”บอกเขาแล้วลุกยืน วางหนังสือไว้บนโต๊ะไม้ข้างเตียง

ชายหนุ่มชะงักลุกตามแล้วก้าวมาขวางหน้าเธอไว้ แก้วกัลยาผงะถอยหลังด้วยอาการตื่นตระหนก

“อะไรกัน กลัวฉันมากเหรอ”เขาถามสีหน้าสดใส และดูเหมือนจะสนุกที่ได้แกล้ง

“ปะ...เปล่าค่ะ”

“แล้วทำไมต้องรีบถอยหนีด้วยล่ะ”

“แก้วไม่ได้ถอยหนีค่ะ”

“ไม่ถอยงั้นเหรอ?”เขายิ้มอย่างมีเลศนัย

เห็นรอยยิ้มแล้วเธอชักกลัว ร่างสูงก้าวเท้าเข้ามาใกล้ แก้วกัลยารีบถอยหลังด้วยความตกใจ

“ไหนว่าไม่ถอยไง”

“คือว่า...”เธอปากสั่นพูดไม่ออก

“ฉันน่ากลัวตรงไหนเหรอแก้ว ปกติมีแต่คนชอบเข้าใกล้ฉันนะ”ชายหนุ่มเลิ่กคิ้วถาม

อยากออกไปจากห้องนี้ ทำไมคุณชายถึงได้น่ากลัวขนาดนี้ พบหน้ากันไม่กี่ชั่วโมงกลับแสดงท่าทีแปลกๆ ใส่เสียแล้ว

“คุณชายไม่ได้น่ากลัวหรอกค่ะ แต่ว่าแก้วมีธุระต้องทำอีกเลยต้องรีบออกไป!”เธอพยายามหาข้อแก้ตัว

ธัญจกรจ้องมองใบหน้าของเธอ สาวใช้บิดาชื่อแก้วทำให้ใจเขาเต้นแรงจนแทบทะลุออกนอกอก เหมือนเธอมีบางอย่างดึงดูดให้เขาเข้าหา แล้วท่าทางเหมือนคนกำลังกลัวแบบนี้ยิ่งสร้างความสนุกให้เขานัก

“งั้นเหรอ ดูเธอขยันดีนะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป