บทที่ 29 EP 5/4 กีฬาในร่ม
เวนิสาไถลตัวลงมานอนที่พรมลายสวย วางหมอนลงแล้วนอนหนุนมัน ถอนหายใจรอบที่ร้อย ข่มตาให้หลับแต่หลับไม่ลง สัมผัสจากริมฝีปากอุ่นยังกรุ่นอยู่ในมโนจิต กลิ่นเขา ลมหายใจเขา รสจุมพิตของเขาช่างชัดเจนในหัวใจ
นี่เธอ...หลงรักศศินอย่างหัวปักหัวปำแล้วใช่ไหม แย่จริง...แล้วถ้าวันหนึ่งข้างหน้า เขากับรวีกานต์คบกันต่อจนถึงขั้นแต่งงานล่ะ เธอจะทำเป็นยินดีกับพวกเขาได้ไหม จะยิ้มให้กับความสุขของคนทั้งสองได้อย่างไร
“ทำไมฉันต้องเจอสถานการณ์นี้ด้วยนะ ทำไมกัน!” ถามสวรรค์เบื้องบนแต่ไม่ได้รับคำตอบ พอไม่มีอะไรทำก็เปิดแช็ตไลน์คุยกับเพื่อนสาว เจ๊หวานเพิ่งรายงานเรื่องการออกเดตของรวีกานต์ หัวใจเธอแตกโพละเมื่อเห็นข้อความที่เจ๊หวานส่งมา
‘ยัยตะวันโดนจูบ!’
“จูบเหรอ...ตอนไหนนะ คงเป็นตอนที่เรากลับแล้วละมั้ง เฮ้อ...ปวดใจจัง ปวดหนึบเลยเวนิสา...” หยดน้ำใสๆ เอ่อคลอในสองตา แลเห็นอีกหลายข้อความจากเจ๊หวาน ล้วนเป็นข้อความที่เกี่ยวกับรวีกานต์ทั้งสิ้น
‘ยัยตะวันดูแปลกๆ โดนจูบมาแต่ทำหน้าเหมือนอยากร้องไห้ ถามอะไรก็ไม่ตอบ’
‘คงตกใจมั้งคะ พี่อย่าไปซักมันนะ ปล่อยไปก่อน ถ้ามันไม่ออกมากินข้าวก็ไม่ต้องไปเรียกนะคะ’
เธอพิมพ์ตอบเจ๊หวานในกลุ่มแช็ต เจ๊หวานส่งแค่สติ๊กเกอร์โอเคกลับมา คงกำลังกินข้าวอยู่กระมัง
ความล้าจากการออกกำลังที่มิใช่วิสัย ทำให้เวนิสาผล็อยหลับในเวลาต่อมา ศศินกลับห้องในอีกสองชั่วโมงให้หลัง เจอเข้ากับคนที่นอนอยู่บนพื้นพรม
“นี่เธอ” เขาเรียก สะกิดขาหล่อนด้วยปลายเท้าของตัวเอง “วี...วีนัส!” เขาเรียกซ้ำ สองมือล้วงกระเป๋า ปลายเท้าข้างหนึ่งสะกิดขาเวนิสายิกๆ
หญิงสาวปรือตาขึ้นมอง ก่อนจะปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง เธอนอนคู้กายไร้ผ้านวม บนพรมผืนหนาที่ไร้ความนุ่มอ่อน
“อือ...อะไร”
“ทำไมไม่นอนข้างบน”
“เดี๋ยวก็ตกลงมาอยู่ดี” เธอเถียงแต่ไม่ยอมลืมตา
“งั้นฉันจะให้สาวใช้เอาที่นอนสำรองมาปูให้”
คราวนี้เวนิสาลืมตาตื่น “อย่านะคะ ถ้าทำแบบนั้นเดี๋ยวคุณลุงก็รู้เข้าหรอกว่าเราไม่ได้นอนเตียงเดียวกัน”
ศศินคิดตามก็เห็นว่าจริง พ่นลมหายใจอุ่นๆ ทิ้งเสียงดังๆ ให้รู้ว่าสิ่งที่จะทำต่อไปนี้คือความลำบากใจอย่างยิ่งยวด
“ไปนอนบนเตียงสิ วันนี้ฉันทำให้เธอลำบาก จะยกผลประโยชน์ให้เธอวันหนึ่งก็ได้”
คนสวยหรี่ตามองคนที่ยืนอยู่ ยิ้มกรุ้มกริ่มเจ้าเล่ห์เหลือร้าย
“ก็อยากไปนะคะ แต่ว่า...ขาค่ะ ขาไม่อำนวยเลยค่ะคุณพี่ มันปวดไปหมด โอย...เจ็บๆๆ เหน็บกินแล้วเดี๋ยวตะคริวคงมา” ว่าแล้วทำตาปริบๆ อ้อนแบบหน้าซื่อตาใสแต่รอยยิ้มเหลือร้าย
ศศินรู้ทัน แต่ไม่สามารถปฏิเสธ ได้แต่ย่อกายลงไปอุ้มแม่คนเรื่องมาก เอาหล่อนไปวางลงบนเตียง หล่อนนั่งหย่อนขาลงในขณะที่เขายืนอยู่ตรงหน้าในตำแหน่งใกล้กว่าการประชิด แล้วจู่ๆ สองแขนเรียวก็โอบรอบเอวเขา
“ทำอะไร”
“กอดไง ขอกอดหน่อย ขอบคุณที่ช่วยฉันนะคะ ถ้าพี่ไม่ลงไปช่วย วันนี้ฉันคงตายไปแล้ว”
เขาทำตัวไม่ถูกเมื่อถูกขอบคุณ เสียงเล็กๆ ใสๆ กำลังส่งความอุ่นเข้าไปถึงในหัวใจ
เวนิสาเงยหน้าขึ้นมอง เป็นจังหวะเดียวกับที่เขามองลงมาพอดี ดวงตาสองดวงจึงสานสบกัน ท่ามกลางหยาดพิรุณที่กำลังโปรยปรายนอกหน้าต่าง สองแขนของเวนิสากอดเอวศศินแน่นขึ้น แถมยังแนบแก้มเข้ากับอกเขาอย่างถือสิทธิ์
ชายหนุ่มเลื่อนมือไปหาศีรษะทุยของแม่ตัวแสบ มันเข้าใกล้กระหม่อมบาง มือสั่นนิดๆ ทว่าในท้ายที่สุด เขากลับดึงมันไปสอดไว้ในกระเป๋ากางเกงเช่นเดิม
“กอดอะไรนักหนา ไม่เคยกอดผู้ชายเหรอ”
“ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ แต่กอดพี่แล้วอุ่นดี ขอกอดหน่อยนะ”
สาวเจ้าบอกเช่นนั้นบุรุษหนุ่มจะทำเช่นไรได้ ก็คงทำได้แค่กลั้นยิ้มด้วยความเขิน เขาดึงแขนหล่อนออก เบรกอารมณ์หวานเหมือนมีรูปหัวใจทะลักออกมาจากตาหล่อนด้วยการกระทำนี้
“อะไรกัน กอดนิดกอดหน่อยทำเป็นหวง”
“ฉันเป็นผู้ชายราคาแพง อยากได้ต้องจ่ายหนัก” เขาว่า
เวนิสาย่นจมูกใส่ “ทีฉันโดนจูบฟรียังไม่คิดตังค์เลย งก!”
“พูดมากจริง ง่วงไม่ใช่เหรอ นอนสิ นอนๆ”
แนะแล้วต้องเดินกลับมาเอาหมอนของเวนิสาโยนไปบนที่นอนฝั่งของตัวเองแทนที่หมอนอันเดิมที่ยกให้หล่อน
หญิงสาวดึงขาขึ้นมาอย่างยากลำบาก การออกกำลังกายวันแรกทำเอาเธอร้าวระบมไปทั้งตัว ศศินแลเห็นรอยแดงบนหน้าแข้ง แอบส่ายหน้าให้กับท่อนขาอันบอบบาง เขาเปิดลิ้นชักข้างเตียงหายาที่มีไว้เพื่อนวดบรรเทาอาการกล้ามเนื้ออักเสบ หน้าแข้งของเวนิสาเริ่มบวมนิดๆ แลเห็นเป็นมันวาว พรุ่งนี้คงได้ปวดกว่านี้หากไม่รีบหายากันเอาไว้
เขาปีนขึ้นไปบนที่นอน หยิบหมอนข้างทิ้งไปเสียแล้วดึงขาหล่อนมาวางบนตัก ก่อนจะเริ่มทายาแล้วนวดเบาๆ
“อย่าเตะกระสอบทรายอีกล่ะ เธอไม่เหมาะกับมันหรอก ใช้เครื่องเล่นอย่างอื่นที่พอเล่นได้ก็พอ”
“พี่ให้ฉันเข้าไปในนั้นหรือคะ สาวใช้บอกว่านั่นเป็นที่ส่วนตัวของพี่ พี่หวงนี่นา”
เขาเบะปากใส่คนที่ออกตัวราวกับเกรงอกเกรงใจ
