บทที่ 4 EP 1/4 บ่วงพิศวาส

“เขาจะชอบกินเหรอ มาการ็องมันหวานนะ” ใช่...หวาน ศศินไม่ชอบกิน อย่างน้อยเขาก็เคยบอกแบบนั้นตอนพวกเธอนัดกินข้าวกันแบบพร้อมหน้าครอบครัว เขาดูไม่ปลื้มทุกสิ่งทุกอย่างยามมองมาที่เธอ เกลียดทุกเสียงที่เธอเอื้อนเอ่ยด้วย

“เถอะน่า ฉันก็หาข้ออ้างไปอ่อยเขาเหมือนเจ๊หวานว่านั่นแหละ พรุ่งนี้ทำให้หน่อยนะ” รวีกานต์ย้ำอีก

“อือ...จะลุกมาเตรียมให้แต่เช้าแล้วกัน” 

บอกเพื่อนแล้วแอบถอนหายใจ เกิดมาเป็นดาววีนัสช่างห่างไกลความสุขเรื่องความรักเสียนี่กระไร บางทีเธอก็อยากเป็นดวงตะวันบ้าง มันส่องแสงสว่างสดใสเหมือนเพื่อนสาวของเธอนี่อย่างไร

----------

คฤหาสน์ ศิวเศขร เวลา 21:30 นาฬิกา 

ศศินลงรถมาด้วยความสงสัย รถของบ้านโน้นเพิ่งขับสวนรถเขาออกไป เขาจำได้ดี มาทำไมดึกดื่นมืดค่ำขนาดนี้ก็ไม่รู้

ชายหนุ่มก้าวเข้าไปในคฤหาสน์หลังงามปานวังเจ้าชาย แม้ปราสาทจะกว้างใหญ่แต่ความอบอุ่นไม่ค่อยมีมากนัก นั่นเพราะทุกเวลานาทีของเขามีค่ายิ่ง เขาเลยไม่ค่อยได้อยู่บ้านเพื่อทำหน้าที่ลูกที่ดี

“มาแล้วเหรอ วันนี้กลับเร็วนะ” 

บุรุษสูงวัยในชุดลำลอง นั่งไขว่ห้างอย่างมีมาดอยู่ที่เก้าอี้ตัวโปรด บนโต๊ะตรงหน้ายังมีกาน้ำชาลายสวยตั้งวางไว้ ถ้วยชาสองใบเล็กๆ วางไว้ห่างจากกัน ใบหนึ่งนั้นปรากฏว่ามีไอร้อนลอยขึ้นมาให้เห็น 

“บ้านโน้นมาอีกแล้วหรือครับ จะมาจับผมรีดน้ำเชื้ออีกหรือไง” ถามอย่างเคืองๆ 

“เฮ้อ...ฟังแกพูดเข้าสิ ปากจัดยิ่งกว่ากรรไกรผ่าตัดซะอีก”

ศศินเมินคำประชดของบิดาเสีย เขาถอดสูทพาดไว้ตรงพนักเก้าอี้ แล้วนั่งลงตรงข้ามท่าน โซฟาบุผ้าไหมลายสวยไม่ได้ทำให้อารมณ์เขาดีขึ้นมาเลย

“ตอบผมก่อนสิครับ”

วศิน ศิวเศขร มองบุตรชายยิ้มๆ รู้ละว่าสิ่งใดจะเกิดยามท่านเอื้อนเอ่ยออกไป

“หนูวียังไม่ท้อง ฉันกับคุณวรรณิภาก็เลยหาทางใหม่ มันอาจต้องใช้วิธีอื่น”

ศศินเริ่มนั่งไม่ติด จะมีวิธีไหนทำลูกได้อีกเล่า “คงไม่ใช่...”

วศินยิ้มเจ้าเล่ห์ พยักหน้าหงึกๆ ให้บุตรชาย ในขณะที่อีกฝ่ายเริ่มโกรธขึ้นมาทีละนิด

“เกินไปแล้วนะครับ ทำเกินไปแล้ว!”

“นึกซะว่าช่วยคนคนหนึ่งให้มีชีวิตรอดเถอะ พ่อของหนูวีเคยเป็นเพื่อนกับฉัน เราทำธุรกิจด้วยกันแต่เจ้านั่นด่วนจากไปเสียก่อน แกก็รู้เรื่องนี้ดี เมื่อก่อนน่ะ เวลาหมุนเงินไม่ทัน ฉันก็ไปรบกวนพ่อหนูวีบ่อยๆ ดอกเบี้ยอะไรทางโน้นก็ไม่เคยคิดสักแดง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีวันนี้ วรรณรัตน์ก็มีส่วนช่วยเราไม่น้อยนะศศิน ลืมอะไรลืมได้ลูก แต่ลืมบุญคุณคนมันน่าละอายนะ แกว่าไหม”

ศศินขบกรามดังกรอดๆ ต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ ตอนเวนิสามาร้องขอกับเขา ก็นึกว่าจะไม่จริงจังเสียอีก แต่นี่อะไร มัดมือชกกันชัดๆ

“แล้วยัยนั่นก็ยอมหรือครับ” ถามอย่างขมขื่น รู้สึกรังเกียจเวนิสามากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

“น้องไม่มีทางเลือกนะศศิน หมอบอกว่าซีสต์ที่น้องเป็น หากมีการตั้งครรภ์มันจะฝ่อไปเอง ส่วนคุณวรรณิภาน่ะ เธอก็เอ็นดูลูกนะ เธอชื่นชมลูก อยากได้ลูกไปเป็นลูกเขย แต่ว่า...พ่อแม่น่ะ ไม่อยากฝืนใจลูกๆ ให้ต้องมาแต่งงานกัน ก็เลย...”

“ที่ทำอยู่นี่ไม่เรียกว่าฝืนใจหรือครับคุณพ่อ”

“มันไม่ยากสำหรับแกสักหน่อย แกก็เคยไปเที่ยวผู้หญิง ไม่ต้องมีความรักกับผู้หญิงพวกนั้นแกก็มีอะไรกับพวกเธอได้ พ่อถือว่าเป็นเกียรติด้วยซ้ำที่คุณวรรณิภาเลือกแก พ่อน่ะ อยากอุ้มหลานจะแย่แล้ว”

ศศินส่ายหน้าให้กับความคิดของบิดา

“บ้ากันไปหมดแล้ว ผมไม่น่าหลวมตัวช่วยเรื่องนี้ตั้งแต่แรกเลย”

“นึกซะว่า...เห็นแก่มนุษยธรรมเถอะนะ ถ้าเรื่องนี้หลุดออกไปให้สื่อรู้เข้าละก็ คุณวรรณิภากลัวจะเสียหน้าเสียชื่อ เธออยากเก็บทุกอย่างเป็นความลับ พอหนูวีท้อง เธอก็จะพาไปอยู่ต่างประเทศสักปีสองปี รับรองว่าจะไม่มายุ่มย่ามกับชีวิตครอบครัวหรือว่าคนรักของแกเลย”

“แน่ละครับ ตอนนี้ผมยังไม่มีใครนี่ ถ้าเกิดผมแต่งงานมีลูกขึ้นมา แล้วคนพวกนั้นเอาเด็กมาอ้างสิทธิ์จะทำยังไง สมบัติพ่อมีแค่บาทสองบาทหรือครับ คิดให้ดีๆ หน่อยเถอะ” พยายามอธิบายให้บิดาคิดถึงสิ่งที่อาจเกิด แต่อีกฝ่ายเอาแต่ส่ายหน้าเท่านั้น

“คิดมากน่า ตระกูลวรรณรัตน์ไม่ได้ยากจนข้นแค้น แกก็รู้ดี ช่วยพ่อสักครั้งนะศศิน แกเองก็ไม่มีทีท่าว่าจะแต่งงานนี่นา ถ้าหนูวีท้องเมื่อไหร่ มีหลานให้ฉันเมื่อไหร่ รับรองว่าฉันจะไม่จู้จี้กับแกเลย ต่อให้ชาตินี้แกไม่แต่งงาน ฉันก็จะไม่ยุ่งเลยเอ้า” วศินต่อรอง วาดแผนการบางอย่างในใจอย่างนักธุรกิจผู้ที่ลงทุนแล้วคาดว่าจะได้รับผลกำไรในอนาคต

“แน่นะครับ”

“สัญญาเลย” คนเป็นบิดาเอ่ยคำมั่น

ศศินหรี่ตามองบิดา ความเจ้าเล่ห์นั้นสองพ่อลูกมีมากไม่แพ้กันทีเดียว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป