บทที่ 3 ความห่วงใย
ความห่วงใย
หลายชั่วโมงต่อมา
“เฮ้อ! เหนื่อยชะมัด สัปดาห์ก่อนอาจารย์ก็พึ่งจะสั่งงานไป มาวันนี้สั่งอีกแล้วอะ เราจะไม่ไหวแล้ววว” เฟิร์นบ่นทันทีเมื่ออาจารย์ออกจากห้องในรายวิชาสุดท้ายของวันนี้ มินตรายิ้มขำอย่างเอ็นดูคนขี้บ่นก่อนจะช่วยเพื่อนเก็บหนังสือใส่กระเป๋าผ้าอีกใบ เธอรู้ว่าเฟิร์นก็บ่นไปงั้นเองแหละเพราะเดี๋ยวถึงเวลาส่งงานก็ทำอย่างเต็มที่และตรงเวลาเช่นเคย พวกเธอค่อนข้างซีเรียสกับการเรียน เป็นประเภททำทุกอย่างให้เต็มที่จะได้ไม่เสียดายทีหลัง
“เอาน่า ถือว่าได้เก็บคะแนนส่วนนี้เยอะๆ ไง สอบย่อยนี้ก็ไม่รู้ข้อสอบจะยากมั้ย อย่างน้อยคะแนนส่วนนี้ก็จะช่วยพวกเราได้” เฟิร์นครุ่นคิดตามคำพูดของเพื่อนก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มแป้นได้อีกครั้ง
“ก็จริงของมิน งั้นเราเลิกบ่นละ กลับบ้านไปทำรายงานดีกว่า” เธอเก็บของอย่างอารมณ์ดีจนมินตราตามไม่ทันแต่ก็ดีใจที่เพื่อนยิ้มได้อีกครั้งหลังจากที่ทำหน้าเหี่ยวเฉาตั้งแต่อาจารย์เริ่มสั่งงาน
“คิก~ ดีมาก ไปเถอะกลับกันดีกว่า” เธอกลัวว่ามันจะมืดค่ำมากกว่านี้ เพื่อนเธอต้องขับรถฝ่ารถติดกลับบ้านอีกนาน
“พี่ซันมารับแล้วแน่ๆ เลย รีบขนาดนี้” เฟิร์นหรี่ตา มองอย่างจับผิด
“แหะ ใช่แล้ว เฮียซันรออยู่ลานจอดรถแล้วน่ะ” มินตราเกาแก้มอย่างเขินๆ ก็แฟนหนุ่มของเธอมารอรับแบบนี้เป็นประจำอยู่แล้ว ตั้งแต่ตกลงคบกันเป็นแฟน เขาก็แทบไม่ให้เธอกลับห้องเองเลย
“ชิ หมั่นไส้จริงๆ แล้วนะ” ร่างบางย่นจมูกใส่เพื่อนอย่างหมั่นไส้เพราะเธอรู้ว่าคู่นี้คลั่งรักกันมาก พี่ซันเดย์ก็ดูแลแฟนดีแบบสุดๆ ถ้าไม่ใช่แฟนอย่าหวังจะได้รับสายตาอบอุ่นและดูแลดีแบบนี้เลย มินตราขำสีหน้าคนงอแงก่อนจะหยิกแก้มอย่างมันเขี้ยวเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายก็ทำหมั่นไส้เธอไปอย่างนั้นเอง จากนั้นทั้งสองก็เดินควงแขนกันออกไปจากห้องเรียนและตรงไปที่ลานจอดรถข้างตึกคณะทันที
“แยกกันตรงนี้นะ พอดีวันนี้เราจอดรถไว้ตึกบริหารน่ะ” เฟิร์นบอกเพื่อนยิ้มๆ และเตรียมแยกตัวออกไปเพราะตอนนี้เริ่มเย็นมากแล้วเธอกลัวรถติดหนักอีก อีกอย่างตอนนี้ก็เริ่มหิวแล้วด้วย
“อ่อ โอเคจ้ะ แต่ถ้าเฟิร์นถึงบ้านแล้วส่งข้อความบอกเราด้วยนะ” ร่างบางพยักหน้าให้เพื่อนและสวมกอดเบาๆ เพราะทนความน่ารักเพื่อนไม่ไหว มินตรามักจะห่วงใยเพื่อนๆ แบบนี้เสมอ แม้เจ้าตัวจะแสดงออกไม่ค่อยเก่งแต่ก็เป็นคนซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง เป็นคนตรงไปตรงมาและน่ารักมากๆ
หลังจากแยกกันกับเพื่อนตรงคณะ ร่างบางก็เดินมาที่รถยนต์ตัวเองและรีบเข้าไปสตาร์ตรถเพื่อเดินทางกลับแต่ไม่ว่าเธอจะพยายามสตาร์ตรถยังไงก็สตาร์ตไม่ติด จนเธอเริ่มกังวลใจขึ้นมาเพราะบรรยากาศด้านนอกเริ่มมืดค่ำลงทุกที ความกลัวทำให้เธอนึกถึงพี่ชายขึ้นมาจึงรีบควานหาโทรศัพท์และโทรออกทันที
ตู้ด~ ตู้ด~ เธอแนบหูฟังด้วยใจที่เป็นกังวลเพราะปกติพี่ชายเธอจะรับสายเร็วมาก แต่นี่เธอรอสายสักพักแล้วทางนั้นก็ยังไม่กดรับสักที กระทั่งสายกำลังจะตัดไปนั่นแหละพี่ชายเธอถึงได้กดรับพอดี
(ฮัลโหล เฟิร์นเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมโทรหาเฮียเวลานี้ล่ะ) โฟล์ครีบถามน้องด้วยความเป็นห่วงเพราะปกติเวลานี้น้องสาวเขาน่าจะขับรถอยู่หรือไม่ก็ถึงบ้านแล้ว ถ้าถึงบ้านแล้วไม่มีทางที่เจ้าตัวจะโทรหาเขาเพราะคนตัวเล็กติดซีรีส์และหนังจะตายไป
“เฮียโฟล์ค ช่วยเฟิร์นด้วย รถเฟิร์นสตาร์ตไม่ติดค่ะ” เธองอแงทันทีที่ได้ยินเสียงพี่ชาย ยิ่งได้ยินน้ำเสียงห่วงใยจากคนเป็นพี่ก็ยิ่งอ่อนไหวจนน้ำตาซึม
(รถสตาร์ตไม่ติดงั้นเหรอ แล้วนี่เฟิร์นอยู่ไหน มีคนอยู่เป็นเพื่อนหรือเปล่า) ปลายสายรัวคำถามเป็นชุดอย่างเป็นห่วงและไม่สบายใจ
“เฟิร์นอยู่มหาลัยค่ะ กำลังจะกลับบ้านแต่รถมาสตาร์ตไม่ติดซะก่อน แล้วเฟิร์นก็ไม่รู้ด้วยว่ารถเป็นอะไร” เธอพยายามดูนั่นนี่แล้วแต่ก็ไม่รู้สาเหตุอยู่ดี อีกอย่างเธอก็ไม่ได้มีความรู้ด้านนี้มากมาย รู้แค่ว่าน้ำมันใกล้หมดแล้วก็ต้องรีบเติมเท่านั้น
(โอเคๆ งั้นเรารออยู่บนรถนะ เฮียจะให้คนไปรับ ตอนนี้เฮียติดงานที่ผับ) เขาเองเป็นห่วงน้องสาวมากจนอยากจะขับรถไปรับด้วยตัวเองแต่ตอนนี้ที่ผับกำลังมีปัญหากับทางตำรวจอีกแล้ว เขาจึงต้องอยู่เคลียร์เพื่อให้ผับเปิดทันตามเวลาปกติ
“เฮียมารับเฟิร์นไม่ได้เหรอ เฟิร์นกลัวอะ”
(ที่ผับมีปัญหาพอดี นี่เฮียก็ต้องเข้ามาเคลียร์ก่อนผับเปิด แต่เฟิร์นไม่ต้องกลัว เฮียจะให้ไอ้ปาร์คไปรับ คอนโดมันอยู่ใกล้มหาลัยสุดแล้ว)
“งั้นก็ได้ค่ะ บอกพี่ปาร์คมารับเฟิร์นเร็วๆ ด้วยนะ”
(ครับ เดี๋ยวเฮียเร่งมันให้ เราอย่าโกรธเฮียนะ อีกอย่างกว่าเฮียจะไปถึงต้องใช้เวลา ให้ไอ้ปาร์คไปรับน่าจะเร็วกว่า)
“เฟิร์นเข้าใจค่ะ เฮียทำงานเถอะ แค่บอกพี่ปาร์คมาเร็วๆ ก็พอค่ะ” เธอไม่ใช่คนงี่เง่าอยู่แล้ว แม้จะชอบงอแงไปบ้างแต่ก็เข้าใจการทำงานของพี่ชายเป็นอย่างดีเพราะนอกจากเรียนแล้วพี่ชายเธอก็ยังต้องรับผิดชอบงานที่ผับและบางครั้งก็ยังต้องเข้าไปช่วยงานบิดาที่บริษัทด้วย
แม้พี่ชายเธอจะเรียนวิศวะคอมฯ ตามความชอบตัวเอง แต่ก็ไม่ได้จะทิ้งให้บิดาต้องทำงานคนเดียวไปตลอด เจ้าตัวยังเข้าไปเรียนรู้งานกับบิดาอยู่เสมอและเธอได้ยินว่าถ้าจบปริญญาตรีแล้วพี่ชายเธอก็จะเรียนโทบริหารด้วย แบบนี้จะไม่ให้เธอรักและภูมิใจในตัวพี่ชายเธอได้ยังไง ทั้งใจดีและยังซัปพอร์ตเธอทุกอย่างเพราะฉะนั้นหากพี่ชายมีธุระเรื่องงานเธอจะไม่มีทางงอแงเด็ดขาด
(ได้ครับ เราอย่าลงจากรถนะ อยู่บนรถจนกว่าไอ้ปาร์คจะไปถึง)
“ค่ะ เฟิร์นจะอยู่แต่บนรถและถ้ามีอะไรจะรีบโทรหาเฮียทันที” เธอคุยกับพี่ชายอีกนิดหน่อยก็วางสายและมองไปรอบๆ มหาวิทยาลัยอย่างสำรวจอีกครั้ง โชคดีที่ยังพอมีนักศึกษาอยู่บ้างแต่แค่ตรงลานจอดรถมันจะดูวังเวงไปสักหน่อยก็แค่นั้นเอง…
