บทที่ 1 การกลับมา
บทที่1
การกลับมา
บริษัทกิตติวรนันท์
ภายในห้องประชุมใหญ่ที่เงียบสงัด ร่างสูงโปร่งของประธานหนุ่มนั่งอ่านเอกสารข้อมูลเงินปันผลของบริษัทด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนปิดแฟ้มเอกสารเล่มหนาและวางลงตรงกลางโต๊ะประชุมทันทีเมื่ออ่านเสร็จ ใบหน้าของประธานหนุ่มเผยรอยยิ้มมุมปากท่ามกลางสายตาของคณะผู้เข้าประชุม
“ปีนี้บริษัทของเราทำกำไรได้ดีกว่าปีที่แล้วมาก ผมต้องขอบคุณทุกคนที่ตั้งใจทำเพื่อบริษัทของเราขนาดนี้ เพื่อเป็นการตอบแทนที่ทุกคนทำงานหนัก ผมขอเพิ่มวันหยุดพักร้อนและโบนัสของปีนี้ให้แก่ทุกคนครับ” อัคคีภัสร์พูดพลางยืนขึ้นปรบมือเบาๆให้กับทุกคนในห้อง
ในที่แห่งนี้ไม่มีใครไม่รู้จักอัคคีภัสร์ หรือ เพลิง ลูกชายคนโตของเจ้าสัวชูชัย กิตติวรนันท์ เจ้าของบริษัทส่งออกรายใหญ่และเจ้าของโรงแรมห้าดาวที่มีชื่อเสียง ด้วยการศึกษา หน้าตาและความเก่งในด้านการบริหารทำให้อัคคีภัสร์โลดแล่นอยู่ในแวดวงนักธุรกิจและมีหลายคนจับตามอง โดยเฉพาะนักธุรกิจสาวหรือแม้กระทั่งนักธุรกิจรุ่นใหญ่ที่มีลูกสาวก็มักจะพาลูกๆของตนมาให้รู้จักกับอัคคีภัสร์เพื่อหวังว่าลูกสาวของตนจะเข้ามาเป็นสะใภ้ใหญ่ของเจ้าสัวชูชัย
แต่ทว่าการที่จะเข้าหาอัคคีภัสร์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะประธานหนุ่มมีนิสัยรักสันโดษและไม่สนใจเรื่องความรักจนบางครั้งก็ทำให้ผู้เป็นพ่อมีแอบหวั่นๆอยากที่จะมีหลานคนแรกเต็มที
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“เป็นยังไงบ้างทุกคน” เสียงของชายวัยชราที่เดินเข้ามาในห้องประชุม เจ้าสัวชูชัยเอ่ยถามเมื่อเดินเข้ามาในห้อง ทว่าข้างหลังของชายชรายังมีหญิงสาวสวยอีกคนเดินเข้าติดๆ อัคคีภัสร์รู้ได้ทันทีว่าเธอคนนี้คือใคร
“เธอมาอยู่นี่ได้ยังไง” อัคคีภัสร์มองหน้าหญิงสาวข้างกายผู้เป็นพ่อด้วยความไม่พอใจก่อนที่จะเดินตรงไปหาผู้เป็นพ่อทันที
”กลับไปนั่งเลยเพลิงพ่อมีเรื่องจะประกาศ ผมขอรบกวนเวลาทุกคนสักครู่นะครับ” เมื่อเห็นว่าทำอะไรไม่ได้อัคคีภัสร์จึงจำใจเดินกลับไปนั่งที่ดังเดิมพลางมองทอดสายตาไปทางหญิงสาวที่ยืนจ้องหน้าตน
“ผมขอแนะนำให้รู้จักคุณลลิตา ต่อไปนี้คุณลิตาจะมาเป็นเลขาของอัคคีภัสร์” เจ้าสัวชูชัยเอ่ยแนะนำหญิงสาวข้างกายให้กับคณะผู้เข้าประชุม ทว่าเสียงของชายหนุ่มที่นั่งอยู่หัวโต๊ะก็พูดขึ้น
“ผมไม่ต้องการเลขา ผมมีเจตเป็นมือขวาอยู่แล้ว” อัคคีภัสร์พูดแย้งทันที เมื่อผู้เป็นพ่อเห็นแบบนั้นจึงยิ้มเบาๆ
“ฉันคิดมาดีแล้ว ลิตาเขาเรียนจบมาด้านนี้โดยตรงแถมยังมีผลงานดีเด่นจากลอนดอน อีกอย่างฉันไว้ใจลิตาให้มาดูแลแกเอาเป็นว่าต่อจากนี้ลิตาจะเป็นเลขาของแก”
”แต่…”
”ไม่มีแต่ พ่อพูดคำไหนคำนั้นเข้าใจมั้ย” เจ้าสัวชูชัยมองลูกชายด้วยสายตาดุพลางหันไปยิ้มให้หญิงสาวข้างกาย
“เข้าใจครับ” อัคคีภัสร์ทำได้แค่ตอบไปส่งๆเพราะตนทำอะไรมากไม่ได้เนื่องจากอาทิตย์ที่แล้วเขาไม่ได้เข้าไปดูตัวกับลูกสาวของเพื่อนผู้เป็นพ่อจึงทำให้ท่านต้องแบกหน้าไปขอโทษบ้านฝ่ายหญิงถึงบ้าน
เมื่อกลับมาผู้เป็นพ่อก็ยื่นคำขาดว่าหากไม่ไปดูตัวก็ห้ามขัดคำสั่งและต้องทำตามคำสั่งทุกอย่าง แต่เขาก็ไม่คิดเลยว่าคำสั่งที่ว่าจะเป็นการที่พาลลิตากลับมาเพื่อเป็นเลขาให้กับเขา ตอนนี้ในหัวของเขามีเพียงความโกรธแค้นให้กับหญิงสาวตรงหน้า ลลิตา หรือ ลิตา เป็นลูกติดแฟนใหม่ของผู้เป็นพ่อที่เรียกว่าแฟนเพราะทั้งคู่ไม่ได้จดทะเบียนกัน ตอนเด็กครอบครัวกิตติวรนันท์เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์มากมีพ่อแม่พี่น้องอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข จนกระทั่งวันที่ผู้เป็นแม่ของอัคคีภัสร์เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตบรรยากาศในบ้านก็เริ่มเปลื่ยนไป
เมื่อเจ้าสัวชูชัยพาพิมพ์ดาวและลูกติดของเธอเข้ามาในบ้าน ซึ่งน้องๆของอัคคีภัสร์ก็ดูจะชอบพวกเธอมากแต่ไม่ใช่สำหรับเขา เพราะในความคิดของเขาพิมพ์ดาวและลลิตาก็แค่คนที่เข้ามาก็เพื่อหวังรวยทางลัดเพียงเท่านั้น ความขัดแย้งเริ่มต้นตั้งแต่ที่ลลิตาเข้ามาในบ้านและแย่งทุกอย่างที่ควรจะของเขาไป
หลังจากที่พิมพ์ดาวและลลิตาเข้ามาในบ้านผู้เป็นพ่อก็มักจะเอาเขาไปเปรียบเทียบกับลลิตาอยู่เสมอซึ่งไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ยังสู้เธอคนนี้ไม่ได้เลยและนี่คืออีกเหตุผลที่ทำให้อัคคีภัสร์เกลียดเธอคนนี้เข้าไส้
”เอาล่ะงั้นก็แยกย้ายกันได้แล้วแหละ” เจ้าสัวชูชัยพูดออกมาก่อนที่ทุกคนในห้องประชุมจะรีบเดินออกไปทันที เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ในห้องแล้วอัคคีภัสร์จึงรีบเอ่ยถาม
”พ่อครับ ทำไมต้องเป็นลิตาคนอื่นก็มีตั้งเยอะจะพาเธอกลับมาทำไมผมไม่ยอม”
”เพราะหนูลิตาปิดดิลโปรเจคพันล้านที่ลอนดอนมาได้ แล้วฉันก็สัญญากับพิมพ์เอาไว้ว่าถ้าหนูลิตาปิดดิลได้จะให้กลับมาช่วยงานที่บริษัทของเรา อีกอย่างอาทิตย์ที่แล้วแกทำเรื่องงามหน้าอะไรไว้ก็น่าจะรู้ดี ฉันต้องแบกหน้าไปขอโทษหนูปัทถึงที่บ้านแล้วดูแกสิวันๆเอาแต่ทำงานให้ทำอะไรก็ไม่ทำ”
”ก็ผมไม่ได้ชอบปัท ผมโตแล้วนะพ่อผมกำหนดชีวิตของผมเองได้”
“เถียงคำไม่ตกฟาก อวดดีอวดเก่งเหมือนแม่แกไม่มีผิด” เมื่อได้ยินผู้เป็นพ่อเอ่ยถึงแม่ของตนด้วยท่าทีไม่พอใจก็ทำเอาอัคคีภัสร์กัดฟันแน่น
“งั้นถ้าผมไปดูตัวพ่อจะให้ลิตากลับไปใช่มั้ยครับ” น้ำเสียงเรียบถูกเอ่ยออกมา
”ถึงแกจะไปหรือไม่ไปยังไงหนูลิตาก็ต้องเป็นเลขาของแก ฉันตัดสินใจแล้ว” พูดจบเจ้าสัวชูชัยก็เดินออกไปจากห้องทันที ส่วนหญิงสาวข้างกายก็เดินตามออกไปปล่อยให้อัคคีภัสร์หัวเสียอยู่ในห้องประชุมเพียงลำพัง
บ้านกิตติวรนันท์
รถหรูขับเข้ามาจอดภายในโรงจอดรถของบ้านหลังใหญ่ก่อนที่ชายร่างสูงโปร่งจะเดินลงมาจากรถ อัคคีภัสร์หยิบกระเป๋าและเสื้อสูทของตนแล้วเดินเข้ามาในบ้านพลางเดินตรงไปทางห้องอาหารใหญ่ ในขณะที่ภายในห้องอาหารกำลังมีการสนทนาที่คึกคักอยู่
“พี่ลิตาทานเยอะๆนะคะกลับมาทั้งที น้าพิมพ์ทำอาหารไว้เต็มเลยค่ะ รินก็เข้าครัวช่วยด้วยนะคะ” วารินทร์เอ่ยพลางตักแกงเขียวหวานใส่จานของลลิตา
“ขอบคุณนะริน แล้วนี่วินกับพีเราสองคนเป็นยังไงบ้าง” ลลิตาถามชายหนุ่มที่อายุน้อยกว่า
”ตอนนี้ผมก็ดูแลคลับอยู่ครับ ตอนนี้ก็กำลังเปิดสาขาใหม่แถวๆทองหล่อถ้าพี่ลิตาว่างๆอยากไปก็บอกนะคะเดี๋ยวผมพาไป” วายุพัฒน์เอ่ยตอบพลางตักกับข้าวใส่จานของตน
“พี่วินก็นะ คลับพี่มีแต่ผู้ชายจะให้พี่ลิตาไปได้ไงพีไม่ยอม พี่ลิตาไปดูพีเป็นแฮดว้ากดีกว่า ปีนี้พีได้เป็นรุ่นพี่แล้วนะสาวๆมีจีบเต็มเลย” ปถพีร์ลูกชายคนที่สามของเจ้าสัวชูชัยพูดขึ้นทว่าในขณะที่วงสนทนากำลังคึกคักอัคคีภัสร์ก็เดินเข้ามากลางวง
“อ้าวพี่เพลิง มานั่งสิจะได้กินข้าวพร้อมกัน” วารินทร์น้องสาวคนสุดท้องเอ่ยเรียกพี่คนโตที่พึ่งเดินเข้ามา เมื่อเห็นว่าเลขาคนใหม่ของตนนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารเขาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“กินเลย วันนี้พี่ไปคุยกับลูกค้ามาพี่กินมาแล้ว ส่วนคุณพรุ่งนี้สองโมงเช้าผมต้องเห็นคุณอยู่ที่โต๊ะทำงาน แล้วก็ต้องเรียกผมว่าคุณเพลิงไม่ก็บอส ถึงคุณจะเป็นลูกน้าพิมพ์แต่คุณก็เป็นเลขาของผมเข้าใจนะ” อัคคีภัสร์วางมาดดึงเสียงเข้ม
“ไม่มีปัญหาค่ะ คุณเพลิง” ลลิตาพูดกวนๆก่อนที่จะมองหน้าอัคคีภัสร์ที่เดินออกไปอย่างหัวเสีย
“พี่เพลิงนี่น้า รู้ว่าสู้พี่ลิตาไม่ได้ก็ยังจะสู้อีก” ปถพีร์ส่ายหัวเบาๆให้กับการกระทำของพี่ชาย
“พี่อิ่มแล้วงั้นพี่ขอตัวก่อนนะ” เมื่อเห็นแบบนั้นลลิตาจึงรีบขอตัวออกไป เพราะเธอรู้ดีว่าตอนนี้อัคคีภัสร์รู้สึกยังไง
“อิ่มเร็วจังเลยพี่ลิตา พี่กินไปนิดเดียวเองนะคะ”
“ช่วงนี้พี่กำลังลดน้ำหนักน่ะ เดี๋ยวพี่ขอขึ้นไปเตรียมตัวก่อนพรุ่งนี้ต้องเข้างานเช้า”
“งั้นพรุ่งนี้วินไปส่งนะ”
“โอเค พี่ไปแล้วนะ” ลลิตายิ้มเบาๆก่อนที่จะเดินออกไปจากห้องทันที
เมื่อแผ่นหลังของหญิงสาวพ้นประตูเสียงซุบซิบบนโต๊ะอาหารก็ดังขึ้นอีกครั้ง
”นี่พี่ๆรู้มั้ยคะว่าทำไมพี่เพลิงถึงดูไม่ชอบพี่ลิตา” วารินทร์เอ่ยถามพี่ชายทั้งสอง
”พี่ว่าคงเป็นเพราะคุณพ่อชอบเปรียบเทียบพี่ลิตากับพี่เพลิงมั้ง ตอนเด็กพี่จำได้ว่าพี่เพลิงชอบทำกิจกรรมมากกว่าเรียน แต่พี่ลิตาชอบเรียนมาก พอเกรดออกพ่อเลยเปรียบเทียบพี่เพลิงกับพี่ลิตา หลังจากนั้นพี่เพลิงก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องอ่านหนังสืออย่างเดียวเลย อีกอย่างอาจจะเป็นเพราะพ่อชอบพูดว่าจะยกทุกอย่างให้พี่ลิตาด้วยหรือเปล่าพี่เพลิงน่าจะน้อยใจน่ะ” วายุพัฒน์เอ่ยออกมา
”แบบนี้เอง แต่ถ้าเป็นพีก็คงกดดันนะที่จู่ๆก็ถูกเปรียบเทียบ”
”แต่รินว่าเรื่องนี้มันก็ผ่านมานานแล้วนะคะ อีกอย่างน้าพิมพ์ก็บอกเองว่าจะไม่จดทะเบียนกับคุณพ่อเพราะกลัวพี่เพลิงจะเข้าใจผิดว่าน้าพิมพ์จะเข้ามาเพื่อหวังเงินทองของพ่อ”
”ชั่งเรื่องของพี่เพลิงก่อนเถอะ ว่าแต่เมื่อวานรินไปกินไอติมกับใครมา เพื่อนพี่บอกว่าเห็นชายคนนั้นจับแก้มริน” วายุพัฒน์เอ่ยถามน้องสาวคนสุดท้อง
“เอ่อ รินอิ่มแล้วขอตัวนะคะ” พูดจบวารินทร์ก็รีบเดินหนีออกไปทันที
”เดี๋ยวสิริน”
“พี่วิน ใครอะพี่บอกพีมาพีจะไปจัดการมัน”
“น่าจะเป็นคนที่มาจีบน้องสาวเรา แต่แกไม่ต้องห่วงดูท่าแล้วรินคงจะไม่สนใจหรอก”
”พูดแบบนี้ค่อยสบายใจหน่อย วันนี้พีจะไปคลับพี่นะลงบิลเหมือนเดิม ไปแล้วนะ” ปถพีร์ยิ้มออกมาก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป
”พี อีกแล้วนะแกเนี่ยเฮ้อ อาหารนี้คงต้องกินคนเดียวอีกแล้วสินะ” วายุพัฒน์ส่ายหน้าเบาๆกับการกระทำของน้องๆก่อนที่ลุกออกไป
