บทที่ 2 1/1
“มาพอดีชิน”
ชินพัทธ์คือลูกน้องที่เป็นทั้งมือซ้ายและมือขวาของเขา
“เอามันทิ้งให้ที กลิ่นฉี่แรงมาก ลืมเตือนไปว่าฝากไปบอกเจ้าของฉี่ด้วยว่าตรวจมดลูกบ้าง กลิ่นแบบนี้เหมือนจะมีโรคแฝงนะ”
เลขานุการเขาถอนหายใจและหยิบมันโยนลงถังขยะให้
“ขอบใจ” เจ้านายยิ้มใสเหมือนเด็ก “ข่าวดี คนนี้เซฟค่าขนมไปแสนหนึ่ง”
“คุณบี๋เพลาๆ หน่อยสิครับ นายแม่กับนายท่านรู้เข้าจะทำยังไง”
“ทำยังไง” จีรัณยังยิ้มแบบ ‘ซื่อๆ’ แต่คนสนิทรู้ว่ายิ้มนี้มันร้ายกาจมากแค่ไหน “ก็ไม่ต้องทำอะไร ดีเสียอีกคงได้ร้องลั่นบ้านถ้าหากว่าจะได้หลานเสียที เนี่ยเร่งยิกๆ ให้แต่งงาน ฉันล่ะเบื่อ ไม่ได้ดูเล้ยว่าลูกชายน่ะยังหาเมียไม่ได้”
ชินพัทธ์ยืนนิ่งฟังแล้วก็ให้เหนื่อยใจ จีรัณอายุน้อยกว่าเขาสามปี พ่อเขาเป็นลูกน้องคนสนิทของนายท่าน ตัวเขาจึงถูกเลี้ยงมาคู่กันกับนายน้อย เรียกว่าเป็นพี่เลี้ยงกลายๆ จนโตมาอายุจะเข้าเลขสี่แล้ว ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเจ้านายเป็นคนแบบไหน จีรัณเป็นพวกหวงความโสด แถมยังเขี้ยวลากดิน เชี่ยวชาญเรื่องผู้หญิงมาตั้งแต่แตกเนื้อหนุ่ม ใครมาไม้ไหนรู้หมด อยู่ที่ว่าอยากจะเล่นด้วยไหมก็เท่านั้น!
ผู้หญิงสายเปย์ ใครๆ เขาก็เรียกว่าแม่เจ้าบุญทุ่ม แต่ความหมายแฝงมันก็ไม่ค่อยจะดีนัก เพราะฟังๆ แล้วเหมือนสาวแก่ไร้คู่ชอบเปย์เด็กหนุ่ม แบบที่เรียกกันว่าค่าเทอมไม่พอใส่ชุดนักศึกษามาหาป้า อะไรประมาณนั้น
“ก็บอกแล้วไม่ชอบให้เรียกว่าแม่เจ้าบุญทุ่ม แต่ก็ชอบเรียกกันจัง เจอหน้าอี่ทีไรคนในซอยก็เรียกอี่กันแบบนี้แทบทุกคนเลย”
หน้าสวยๆ ของคนพูดยับยุ่ง อิษยาถอนหายใจแรงๆ คิ้วเรียววาดไว้ขมวดแน่นตึ๊บ ริมฝีปากบางที่เคยแย้มยิ้มก็เม้มแน่น ตาคู่สวยใต้แพขนตาหนาฉายแววไม่พอใจ
“มันฟังดูไม่ค่อยดี คิดดูสิคะใครมาได้ยินเข้าจะคิดว่าอี่เป็นคนยังไง ผู้หญิงสายเปย์งั้นเหรอ ใช้เงินเปย์ผู้ชายเงี้ยอะนะ”
คนฟังเป็นหญิงวัยกลางคนอายุราวๆ ห้าสิบต้นๆ เจ้าหล่อนหัวเราะหึๆ พลางส่ายหน้า
“ก็จริงไหม อี่ก็เปย์จริง” สองสาวอายุต่างอยู่กันในห้องครัวของบ้านไม้ คนพูดอยู่หน้าเตาถ่าน “ลูกใครหลานใครผ่านมาให้เห็น ก็ยื่นขนมให้เขาหมด พอขนมไม่มีก็ยื่นเงินให้”
“ป้าอะ” หลานสาวพ้อ “ก็มันอดไม่ได้นี่ เด็กๆ น่ารักดีออก แล้วเด็กบางคนในซอยบ้านเราเขาก็ไม่มีจริงๆ อย่างหลานยายสาย กับลูกเจ้าอ้อย พ่อแม่ตายายก็หากินแค่พออยู่ไปวันๆ พอไปโรงเรียนก็ไม่มีค่าขนม ดูคนอื่นกินน่าสงสารออก เราพอให้ได้ก็ให้ไปสิคะ ถือว่าทำบุญไปด้วยในตัวไง ชาติหน้าเกิดมาจะได้รวยๆ กับเขาบ้าง”
จวงจันทร์ละสายตาจากหน้าเตามามองหลานสาวที่นั่งอยู่ที่โต๊ะกลางห้องครัว ที่พื้นซึ่งนอนหมอบอยู่คือหมาพันทางหนวดยาวเฟื้อยแต่ขนตัวสั้นจุดจู๋กำลังแกว่งหางไปมา
“ก็เพราะอย่างนี้เขาถึงได้เรียกอี่ว่าแม่บุญทุ่มยังไงเล่า”
“ก็อี่ไม่ชอบ”
“แล้วบอกเขาไหมว่าไม่ชอบ”
อิษยาเงียบ...
“ก็ไม่กล้าบอกอีกละ ไอ้เรื่องถนอมน้ำใจคนนี่ก็อีกอย่างกลัวแต่เขาจะเสียใจ ตัวเองไม่ชอบก็ยังกล้ำกลืนฝืนไว้ อี่เอ๊ย ทำอะไรก็ให้พอดีหน่อยลูก” พูดแล้วแต่คนฟังยังเงียบ คนเป็นป้าก็ให้ระอาเลยเปลี่ยนเรื่อง “แล้วไง ชอบเด็กขนาดนี้ ทำไมไม่มีลูกเป็นของตัวเองสักทีล่ะลูก จะได้ไม่เที่ยวไปดูแลลูกคนอื่นอยู่แบบทุกวันนี้ มีเป็นของตัวเองซะสิ”
อิษยายิ้มแห้ง “แค่คิดหาพ่อของลูกให้ได้ก็น่ากลัวแล้วจ้ะป้าจ๋า”
คุณป้ามองค้อนแล้วก็ถอนหายใจ
“ก็มันจริงไหมล่ะ คนดีๆ เดี๋ยวนี้หายากจะตาย อี่ไม่อยากไปแย่งกับผู้หญิงคนอื่นให้เหนื่อย ธรรมดาเนี่ยผู้หญิงก็มากกว่าผู้ชายสามเท่าตัวละ แต่ยังไม่นับผู้ชายที่บวชเป็นพระถือศีล ผู้ชายที่ชอบผู้ชายด้วยกัน ผู้ชายที่มีเมียหรือแฟนแล้ว แล้วก็ผู้ชายที่ไม่ตรงสเป็ก หล่อน้อยไป เตี้ยเกินไป สูงมากไป อะไรแบบเนี้ย ป้าคิดดูสิจ๊ะพอหารผู้ชายพวกนี้ออกแล้วจะเหลืออยู่สักกี่คนกัน ที่สำคัญเกิดอี่ไปคว้าได้สุ่มสี่สุ่มห้างานก็เข้าสิคะ ป้าคิดดูนะผู้ชายสมัยนี้น่ะ ทั้งเจ้าชู้บ้างละ กะล่อนมั่งละ ไม่ทำงานทำการบ้างละ ติดการพนัน ติดเหล้า ขี้โกหก โอ๊ย! ป้าจ๋าแค่คิดมาอี่ก็กลัวจนหัวหดแล้ว ขืนอี่ได้พ่อของลูกแบบนี้นะ มีหวังได้ผูกคอตายวันละหลายสิบรอบ ต้องทำงานงกๆ หาเลี้ยงทั้งลูก ทั้งพ่อของลูก!”
จวงจันทร์อ้าปากจะท้วงหลานสาวว่าคิดแต่แง่ร้าย ทำไมไม่คิดถึงเรื่องดีๆ ที่จะเกิดขึ้นบ้าง ทว่าเสียงกระดิ่งจักรยานหน้าบ้านก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
“อุ้ย น้องไม้” อิษยาที่เอี้ยวตัวไปมองหันกลับมามองยิ้มสวย “อี่เอาขนมไปให้น้องก่อนนะจ๊ะป้า เนี่ยซื้อเค้กมาฝาก วันก่อนสัญญาไว้ว่าจะซื้อเค้กวันเกิดย้อนหลังมาให้” พูดแล้วหลานสาวตัวเล็กที่สูงไม่ถึงร้อยหกสิบเซนติเมตรก็ลุกขึ้นเดินเร็วๆ เข้าไปหาเด็กชายกับพ่อและแม่ที่หน้าบ้าน พร้อมกับกล่องใส่เค้กหนึ่งปอนด์
จวงจันทร์มองตามและได้แต่ยิ้มๆ หลังได้ยินเสียงพูดกระเซ้าของแม่เด็กดังมาให้ได้ยินแว่วๆ
“เนี่ยถือว่าเป็นสินสอดจองตัวน้องไม้หรือเปล่าคะครูอี่ เปย์ขนาดนี้น้องไม้รักครูอี่ตายเลยค่ะ!”
