บทที่ 9 บทที่ 9
รอยตำหนิเดียวกับที่เขาเห็นในคืนที่พ่อของเธอตาย
มือขวาของณรันที่วางอยู่บนขอบเคาน์เตอร์เลื่อนลงไปจับหูแก้วกาแฟเซรามิก เขาบีบมันแน่นจนเส้นเลือดบนท่อนแขนปูดโปนขึ้นเป็นแนวนูน ข้อนิ้วขาวซีดจนแทบไร้สีเลือด ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปตามแนวกระดูกสันหลัง ความรู้สึกผิดที่ถูกกักขังไว้มานานกว่าทศวรรษระเบิดตัวออกเงียบๆ ภายใต้สีหน้าที่ยังคงนิ่งสนิทเหมือนรูปปั้นหิน
ผู้หญิงที่เขานอนด้วยเมื่อคืน... ผู้หญิงที่เขาบดขยี้ริมฝีปากและขับเคลื่อนความต้องการเข้าใส่จนเธอต้องครางขอความเมตตา... คือลูกสาวคนเดียวของคนที่ตายไปต่อหน้าเขา
"ค่ะ สะดวกค่ะ ไฟล์ชุดเต็มฉันคัดแยกไว้แล้ว เดี๋ยวช่วงบ่ายจะส่งลิงก์ดาวน์โหลดให้ทางอีเมลนะคะ... ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา ขอบคุณมากค่ะ"
ปอฝ้ายลดโทรศัพท์ลงจากหู กดตัดสายแล้วเก็บมันกลับเข้ากระเป๋าคลัตช์ เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาอีกครั้ง และสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นในอากาศรอบตัวเขา
ณรันยังคงยืนอยู่ที่เดิม แก้วกาแฟในมือของเขายังคงส่งควันจางๆ แต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับไม่ได้มองเธอด้วยความปรารถนาหรือความหยอกเย้าเหมือนเมื่อสองนาทีก่อน มันกลายเป็นสายตาที่ลึกจนหยั่งไม่ถึง นิ่งสงัดจนน่ากลัว เหมือนสายตาของศัลยแพทย์ที่เพิ่งเปิดช่องอกคนไข้แล้วพบว่าเนื้อเยื่อข้างในเน่าเปื่อยเกินกว่าจะเยียวยา
"มองอะไรคะ หน้าฉันมีอะไรติดหรือไง" เธอถามอย่างหวาดระแวง ถอยหลังไปครึ่งก้าวตามสัญชาตญาณระวังภัย
ณรันใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีในการดึงหน้ากากความเยือกเย็นกลับมาสวมทับ เขาคลายนิ้วมือที่บีบแก้วกาแฟออกอย่างช้าๆ ยกแก้วขึ้นจิบกาแฟร้อนรสขมปร่าลงคอเพื่อกดข่มความปั่นป่วนในอก รสชาติของกาแฟไม่ได้ช่วยลบล้างรสชาติของความจริงที่เพิ่งปรากฏขึ้นมาได้เลยแม้แต่น้อย
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือถ้ามันคือเรื่องบังเอิญ มันก็คือความบังเอิญที่อำมหิตที่สุดที่โชคชะตาเคยโยนใส่เขา
เขารู้ดีว่าตระกูลริคคาร์โด ศัตรูเก่าแก่ของครอบครัวเขายังคงไม่เลิกล้มการตามหาบัญชีดำที่หายไปในคืนนั้น บัญชีที่ทุกคนเชื่อว่าธีรเดชซ่อนไว้ที่ไหนสักแห่งก่อนตาย และถ้าพวกมันรู้ว่าธีรเดชมีลูกสาวที่ยังมีชีวิตอยู่และใช้ชีวิตอยู่ในมิลาน... ปอฝ้ายจะตกเป็นเป้าหมายทันที
เธอไม่รู้เรื่องอะไรเลย แววตาของเธอว่างเปล่าจากความแค้น เธอจำเขาไม่ได้ และเธอคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อของเธอไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ธรรมดาอย่างที่ตำรวจท้องถิ่นแถลงข่าวปิดคดี
เขาจะปล่อยให้เธอเดินออกจากห้องนี้ไปไม่ได้
ไม่ใช่แค่เพราะความต้องการทางกายที่ยังค้างคา แต่เป็นเพราะการปล่อยเธอคลาดสายตาในตอนนี้ เท่ากับการผลักเธอไปยืนอยู่บนปากเหวโดยที่เธอไม่รู้ตัว
"กาแฟของคุณ" เขาเอ่ยเสียงเรียบ เลื่อนแก้วกาแฟอีกใบข้ามเคาน์เตอร์หินอ่อนไปทางเธอ
"ฉันบอกแล้วไงคะว่าไม่กิน และฉันต้องรีบไปส่งไฟล์งาน" ปอฝ้ายยืนกรานเสียงแข็ง เธอเริ่มรำคาญความตื๊อที่ไม่เข้าท่าของเขา "คุณหมอคะ เราคุยกันรู้เรื่องแล้วไม่ใช่เหรอ คืนเดียวคือคืนเดียว อย่าทำตัวเหมือนพวกผู้ชายที่แยกแยะเรื่องเซ็กส์กับเรื่องชีวิตจริงไม่ออกสิคะ"
ณรันวางแก้วกาแฟของตัวเองลงบนเคาน์เตอร์ เสียงก้นแก้วกระทบกับพื้นหินอ่อนดังทึบและหนักแน่น เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร เดินอ้อมเคาน์เตอร์ออกมาหาเธออย่างเชื่องช้า รังสีความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขารุนแรงขึ้นจนปอฝ้ายรู้สึกว่าอากาศในห้องเริ่มเบาบางลง
เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ห่างกันไม่ถึงสองคืบ เงาของเขาทอดทาบทับตัวเธอไว้เกือบมิด
"คุณเป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ สตูดิโอของคุณอยู่ที่เวีย โตริโน่ ใช่ไหม" เขาถามคำถามที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับบทสนทนาก่อนหน้า
ปอฝ้ายชะงัก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความระแวง "คุณรู้ได้ยังไง"
"ผมรู้มากกว่าที่คุณคิด ปอฝ้าย" เขาเอื้อมมือออกไป ปลายนิ้วยาวที่เย็นเฉียบแตะลงบนสายสะพายหนังของกล้องไลก้าตรงหัวไหล่เธอ สัมผัสนั้นแผ่วเบาแต่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าแล่นผ่าน "และผมเป็นคนกำหนดว่าอะไรคือเรื่องจริง อะไรคือเรื่องเล่น"
"คุณไม่มีสิทธิ์มาก้าวก่ายชีวิตฉัน!" เธอปัดมือเขาออกอย่างแรง ก้าวถอยหลังไปจนชนกับบานประตูกระจกของตู้โชว์ "เราแค่นอนด้วยกันรอบเดียว อย่ามาทำตัวเป็นเจ้าชีวิตฉันนะ"
"ผมไม่ได้อยากเป็นเจ้าชีวิตคุณ" ณรันลดมือลง ทิ้งสายตามองลึกเข้าไปในดวงตาดื้อรั้นของเธอ แววตาของเขาไร้ความลังเล มีเพียงความเด็ดขาดของคนที่คุ้นชินกับการสั่งการ "แต่ผมไม่อนุญาตให้เรื่องระหว่างเราจบแค่นี้"
"คุณมันบ้าไปแล้ว"
"อาจจะใช่" เขาตอบรับหน้าตาเฉย ไม่สะทกสะท้านกับคำด่า "แต่เย็นนี้ผมจะไปรับ"
"ฉันไม่ไป! ฉันจะไม่อยู่ที่สตูดิโอ และฉันจะไม่รับสายคุณด้วย!" ปอฝ้ายตวาดใส่เขาด้วยความโมโห เธอหมุนตัวเดินตรงไปยังหน้าลิฟต์ส่วนตัวทันที สองมือควานหากดปุ่มเรียกลิฟต์ด้วยความเร่งรีบ ประตูโลหะเลื่อนเปิดออกแทบจะในทันทีเหมือนรอคอยอยู่แล้ว
เธอก้าวเข้าไปในตู้ลิฟต์ หันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้งเพื่อเตรียมจะกดปุ่มปิดประตู
ณรันไม่ได้ก้าวตามเข้าไป เขาเพียงแค่ยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่หน้าลิฟต์ ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเธอ นิ่งสนิท เยือกเย็น และเต็มไปด้วยความมั่นใจที่น่ารังเกียจ
ก่อนที่บานประตูกันกระสุนจะเลื่อนเข้าหากันจนสนิท เสียงทุ้มต่ำของเขาก็ดังแทรกผ่านช่องว่างสุดท้ายเข้ามาอย่างชัดเจน
"หกโมงเย็น รถผมจะไปรับที่สตูดิโอ"
