บทที่ 3 กรงเล็บของตัวร้าย

ดวงตาคมดุเลื่อนจากพี่สาวไปยังหญิงสาวชุดสีครีม “ผมยังไม่ได้ตกลงนะครับ”

“ก็แค่กินข้าวเองค่ะ ลลิตาไม่ได้คิดอะไรมาก” อีกฝ่ายตอบเสียงหวาน

“แต่ผมคิดครับ” ศิลากรตัดรอนอย่างไร้เยื่อใย น้ำเสียงเด็ดขาดไม่ไว้หน้าใคร “และผมก็บอกพ่อไปชัดเจนแล้วว่าผมไม่รับนัดดูตัว ยิ่งตอนนี้มีคนมาขอคบเป็นแฟน ผมยิ่งไม่มีเวลาไปทานข้าวกับใคร”

ใบปอมองรอยยิ้มของลลิตาที่ค่อยๆ แข็งค้างและจางหายไป ถึงสมองจะทำงานช้า เธอก็พอจับได้ว่าตัวเองเพิ่งถูกนำไปวางเป็นข้ออ้างเพื่อหักหน้าผู้หญิงอีกคนอย่างเลือดเย็น

“ปอเมาค่ะคุณศิ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ” พรพิมลเข้ามาจับแขนลูกสาว พยายามจะดึงออกจากการเกาะกุมของมาเฟียหนุ่ม

“ผมได้ยินชัดเจนครับ ว่าเธอขอคบเป็นแฟน” เขากล่าวเสียงต่ำ สายตายังจดจ้องที่ใบปอไม่ลดละ “และผมก็ตอบรับแล้ว”

“ปอจำคนผิดค่ะ!” เธอรีบโพล่งออกไป ก่อนที่เขาจะปั่นหัวทุกคนไปมากกว่านี้

ศิลากรเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาดุดันฉายความเจ้าเล่ห์ดุจหมาป่า “ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้สิบโมงตรง ที่คาเฟ่หน้าปากซอยบ้านเธอ เราค่อยมาคุยกันว่าเธอตั้งใจจะพูดว่าอะไร”

“ปอไม่ไปค่ะ” เธอปฏิเสธทันควัน

ศิลากรไม่ตอบโต้ด้วยการขึ้นเสียง เขาเพียงแค่โน้มใบหน้าลงมาใกล้ กระซิบเสียงเหี้ยมให้ได้ยินกันแค่สองคน

“ไปเถอะใบปอ เพราะถ้าเธอไม่ไป ฉันจะมาอธิบายรายละเอียดรสจูบเมื่อกี้ให้สิบหมื่นฟังถึงในบ้าน เลือกเอาเอง”

คำขู่ที่แทงเข้าจุดอ่อนอย่างสมบูรณ์แบบทำให้ใบปออ้าปากค้าง ศิลากรยอมคลายมือจากเอวเธอ ปล่อยให้พรพิมลประคองร่างที่ยังคงโอนเอนของเธอเดินออกไปจากวงสนทนาที่น่าอึดอัด

พรพิมลพาลูกสาวมานั่งตรงม้านั่งข้างระเบียง สิบหมื่นนำน้ำเปล่ามาให้ ก่อนขยับหลบเมื่อแม่ของเธอขอผ้าเย็นจากพนักงาน

ใบปอรับแก้วน้ำมาถือสองมือ แล้วค่อยๆ ยกขึ้นบังหน้าตัวเอง ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่กลับมาเป็นช่วงๆ เสื้อสีกรมท่า คำสารภาพรัก ริมฝีปากร้อนผ่าวของคนแปลกหน้า และการถูกข่มขู่

“ปอ” เสียงของสิบหมื่นทำให้เธอนิ่ง “ไหวไหม”

เธอพยักหน้าโดยไม่เงยขึ้น “ไหวค่ะ”

“พี่ไปหยิบกระเป๋าให้นะ วางอยู่ตรงเก้าอี้ใช่ไหม”

ใบปอพยักหน้าอีกครั้ง พอเขาเดินออกไป เธอก็ค่อยๆ เอนศีรษะซบไหล่แม่ พรพิมลวางผ้าเย็นบนท้ายทอยให้ ความเย็นช่วยให้ดีขึ้นเล็กน้อย แต่ความหวาดหวั่นต่อผู้ชายคนนั้นยังคงเกาะกินหัวใจ

“แม่คะ เราย้ายบ้านกันไหม” พรพิมลถอนหายใจ “คืนนี้กลับไปพักก่อน” “แม่อย่าเล่าให้ใครฟังนะ” พรพิมลมองกลับด้วยสายตาอ่อนใจ “แม่ยังไม่ได้เล่าเลยลูก ป่าวประกาศเองแท้ๆ”

ใบปอก้มหน้าลงอีกครั้ง มีเสียงฝีเท้าหนักๆ หยุดลงตรงหน้า เธอเห็นรองเท้าหนังสีเข้มก่อน แล้วค่อยไล่มองขึ้นไปถึงใบหน้าของเจ้าของ คนเดิม พ่อเจ้าประคุณเสื้อสีกรมท่า ศิลากรยืนห่างจากม้านั่ง ในมือมีขวดน้ำที่ยังไม่ได้เปิด

“ดีขึ้นไหม” น้ำเสียงของเขาแข็งกระด้าง ไร้ความห่วงใยเจือปน

ใบปอมองเขาอยู่นานกว่าจะพยักหน้า “ค่ะ”

“ดื่มน้ำอีกหน่อย” เขาสั่ง

เธอจิบอย่างว่าง่าย ก่อนนึกขึ้นได้ว่าควรพูดอะไร “ปอขอโทษนะคะ”

“ผมไม่ถือสาคนเมาหรอกครับ” ศิลากรตอบเสียงเรียบ แต่สายตาที่มองใบปอกลับไม่ยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ง่ายๆ “แต่คนก่อเรื่อง ก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ”

คำตอบของเขาทำให้ใบปอเงยหน้าขึ้น “คุณน้าคะ ช่วยลืมเรื่องวันนี้ไปได้ไหมคะ”

“คนอย่างฉันไม่เคยลืมสิ่งที่ตัวเองถูกใจ” เขาตอบเสียงต่ำ แววตาดุดันจดจ้องจนคนเมาแทบสร่าง “ฉันจำได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะความหวานจากริมฝีปากของเธอ”

ใบปอเบิกตากว้าง หน้าแดงก่ำไปถึงใบหู ผู้ชายคนนี้ร้ายกาจและหยาบคายเกินกว่าที่เธอคาดคิด แต่ก่อนจะได้ต่อล้อต่อเถียง สิบหมื่นก็กลับมาพร้อมกระเป๋าของเธอ

“ได้แล้วครับน้าพิม”

พรพิมลรับกระเป๋าแล้วช่วยประคองลูกสาวลุกขึ้น ใบปอต้องใช้สมาธิกับการเดินผ่านโต๊ะผู้ใหญ่โดยไม่มองหน้าใคร ทุกคนใจดีอย่างพร้อมเพรียง ไม่มีใครถามเรื่องแฟนอีกเลย

เมื่อถึงประตูเล็กระหว่างสองบ้าน ใบปอก็หยุด ศิลากรเดินตามมาส่ง เขายื่นขวดน้ำให้พรพิมล ก่อนขยับมายืนขวางหน้าใบปอ ปิดกั้นทางเดินด้วยร่างสูงใหญ่

ใต้แสงไฟตรงนี้ เธอมองเห็นใบหน้าเขาชัดขึ้น เขาสูงกว่าสิบหมื่น ไหล่กว้างกว่า และคิ้วเข้มจนดูดุแม้จะยืนนิ่งๆ

“พรุ่งนี้สิบโมงตรง” เขาย้ำคำสั่งอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดที่ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ

“ห้ามสาย และห้ามหนี ถ้าสิบโมงตรงฉันไม่เห็นหน้าเธอ ฉันจะเดินมาทวงคำตอบถึงในบ้าน”

ใบปอมองคนเอาแต่ใจด้วยความเจ็บใจ แต่ก็ทำได้เพียงกัดริมฝีปากแน่นก่อนที่แม่จะพาเดินผ่านประตูรั้วไป การสารภาพรักคืนนี้ของเธอไม่ได้ทำให้เธอหลุดพ้นจากสถานะน้องสาว แต่กลับผลักเธอให้ตกลงไปในกรงเล็บของตัวร้ายที่ใส่ชุดพระเอกอย่างไม่อาจหลีกหนี

บทก่อนหน้า
บทถัดไป