บทที่ 12 ความคลุ้มคลั่งของมาเฟีย
"เขาจะตามหาฉันเจอไหม?"
"เขาจะพลิกป่านี้จนเจอเธอแน่ๆ" โซเฟียลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่หน้าต่าง "แต่ก่อนที่เขาจะมาถึง เธอต้องตัดสินใจว่าจะยอมเป็นลูกไก่ในกำมือของเขาต่อไป หรือจะรับข้อเสนอของฉัน"
"ข้อเสนออะไรคะ?"
โซเฟียยังไม่ทันจะได้ตอบ เสียงคำรามของเครื่องยนต์เอสยูวีที่ฝ่าหิมะมาด้วยความเร็วก็ดังก้องขึ้นภายนอก พร้อมกับแสงสว่างจากไฟหน้ารถที่สาดส่องเข้ามาในกระท่อมผ่านรอยแตกของไม้ โรสรินทร์ใจกระตุกวูบ ความรู้สึกสับสนระหว่างความดีใจและความหวาดกลัวตีกันยุ่งเหยิง
ปัง!
ประตูกระท่อมถูกถีบออกอย่างแรง ลมหนาวและหิมะพุ่งกระแทกเข้ามาข้างใน พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของคาร์ไลน์ที่ก้าวเข้ามาด้วยสภาพที่ดูไม่ได้ เสื้อเชิ้ตของเขาชุ่มไปด้วยเลือดที่เริ่มแห้งกรัง ใบหน้าคมคายมีรอยถลอกแต่ดวงตาสีน้ำทะเลนั้นกลับสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อเห็นโรสรินทร์นั่งอยู่ตรงนั้น
"โรสรินทร์!" เขาคำรามเสียงแหบพร่า ปราดเข้าไปคว้าตัวเธอขึ้นมากอดไว้แน่นจนเธอแทบหายใจไม่ออก
"คุณ...คุณเจ็บนี่" เธอพึมพำเมื่อสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นของเลือดบนเสื้อของเขา
"ฉันไม่เป็นไร ฉันนึกว่าพวกมันจับตัวเธอไปแล้ว" คาร์ไลน์ซุกใบหน้าลงกับซอกคอเธอ สูดดมกลิ่นกายที่โหยหาอย่างบ้าคลั่ง มือหนาบีบไหล่เธอแน่นจนเจ็บ
"ถ้าเธอเป็นอะไรไป ฉันจะฆ่าทุกคนในรัศมีร้อยกิโลเมตรนี้ให้หมด!"
"วางปืนลงก่อนดีไหมคาร์ไลน์ นายยังขี้โมโหไม่เปลี่ยนเลยนะ" เสียงเย็นๆ ของโซเฟียดังขึ้นจากมุมมืด
คาร์ไลน์ชะงักไปทันที เขาหันปืนพกในมือไปทางต้นเสียงอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเห็นใบหน้าของหญิงสาวที่ถือปืนลูกซองอยู่ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
"โซเฟีย? เธอ...เธอยังไม่ตาย?"
"ฉันตายไปนานแล้วล่ะ...ตายไปพร้อมกับความภักดีที่ฉันเคยมีให้ตระกูลโวล์คอฟ" โซเฟียลดปืนลงช้าๆ
"ฉันช่วยผู้หญิงของนายไว้ แต่จำไว้ว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องสกปรกของพวกนาย"
คาร์ไลน์ลดปืนลงเช่นกัน ลมหายใจของเขายังคงหอบถี่ เขาหันกลับมามองโรสรินทร์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ก่อนกระชากเธอเข้าหาตัวอีกครั้งก่อนจะบดจูบลงบนริมฝีปากเธออย่างรุนแรงต่อหน้าโซเฟีย เป็นจูบที่ประกาศความเป็นเจ้าของอย่างก้าวร้าว
"เราต้องไปแล้ว" เขาสั่งเสียงเรียบพลางลากเธอออกไปที่รถ โดยไม่หันกลับไปมองโซเฟียอีกเลย
โรสรินทร์เหลียวหลังกลับไปมองเห็นโซเฟียยืนนิ่งอยู่ในกระท่อม สายตาของหญิงคนนั้นดูเหมือนกำลังไว้อาลัยให้กับโชคชะตาของเธอ
เเละไม่นาน รถเอสยูวีพุ่งทะยานออกไปในความมืด คาร์ไลน์นั่งเงียบกริบแต่กลับคว้ามือเธอไปขยำไว้แน่นบนหน้าขาของเขา ซึ่งเเรงบีบที่หนักหน่วงนั้นเตือนให้รู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่
รถเอสยูวีหุ้มเกราะแล่นฝ่าความมืดสลัวยามใกล้รุ่งมาจนถึงคฤหาสน์หรูริมชายฝั่งอามาลฟี ที่นี่คือวิลล่าส่วนตัวที่คาร์ไลน์ใช้เป็นฐานบัญชาการลับในยามวิกฤต เสียงคลื่นกระทบหน้าผาดังกึกก้องราวกับจะกลบเสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะของโรสรินทร์
คาร์ไลน์ก้าวลงจากรถด้วยท่าทางที่ดูอันตรายกว่าทุกครั้ง เขาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนแล้วลากเธอขึ้นไปบนชั้นสองของวิลล่าทันที บอดี้การ์ดที่ยืนเฝ้าต่างก้มหน้าลงต่ำ ไม่มีใครกล้าสบตามาเฟียหนุ่มที่บัดนี้ดูเหมือนปีศาจที่กำลังคลุ้มคลั่ง
ปัง! ประตูห้องนอนใหญ่ถูกปิดลงพร้อมกับการล็อคอย่างแน่นหนา
"คุณคาร์ไลน์...ฉันเจ็บ" โรสรินทร์ครางออกมาเมื่อเขาเหวี่ยงเธอลงบนเตียงกว้างอย่างแรง
คาร์ไลน์ไม่ตอบ แต่เขาเริ่มถอดเสื้อเชิ้ตที่เปื้อนเลือดทิ้ง เผยให้เห็นรอยสักที่แผ่นหลังและแผลที่สีข้างซึ่งยังคงมีเลือดไหลซึม เขาเดินเข้ามาประชิดเตียง สายตาคู่นั้นจ้องมองเธอเหมือนจะควักเอาความอ่อนแอทุกอย่างออกมาจากอก
"โซเฟียพูดอะไรกับเธอ?" เขาถามเสียงต่ำจนเกือบจะเป็นการคำราม
"เธอก็แค่ช่วยฉัน เอ่อ...เธอบอกว่าคุณอันตราย" โรสรินทร์พยายามทำเสียงให้ปกติที่สุด ทั้งที่ในหัวของเธอกำลังสับสน ภาพใบหน้าของ 'รวิ' น้องชายเพียงคนเดียวที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยที่ไทยผุดขึ้นมาในมโนสำนึก ความโศกเศร้าที่ต้องเสียคนในครอบครัวไปโดยไม่รู้ชะตากรรมทำให้เธอน้ำตาคลอเบ้าอย่างห้ามไม่อยู่
"อันตรายงั้นเหรอ?" คาร์ไลน์แค่นหัวเราะ เขาขึ้นมาคร่อมร่างเธอไว้ มือหนาทั้งสองข้างตรึงข้อมือเธอไว้กับฟูก
"เธอยังเห็นความอันตรายของฉันไม่ถึงครึ่งเลยด้วยซ้ำ โรสรินทร์!"
เขาโน้มตัวลงมาซุกไซ้ซอกคอเธออย่างรุนแรง ฟันคมขบเม้มไปบนผิวเนื้ออ่อนจนเธอต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ มือหนาเลื่อนลงไปลูบไล้หน้าท้องแบนราบที่สั่นสะท้าน เขาเริ่มใช้นิ้วมือสอดแทรกเข้าไปใต้ขอบเดรสที่ขาดรุ่ย ไล้ผ่านขาอ่อนขาวจัดจนหญิงสาวบิดส่าย
"คุณรู้เรื่องน้องชายฉันใช่ไหม? รวิหายไป ฉันติดต่อเขาไม่ได้เลย ฉันไม่เหลือใครแล้วนะคาร์ไลน์"โรสรินทร์สะอึกสะอื้น พลางเค้นถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
คาร์ไลน์ชะงักไปเล็กน้อย แววตาที่แข็งกร้าวอ่อนแสงลงครู่หนึ่งเมื่อเห็นหยาดน้ำตาที่ไหลนองอาบแก้มเนียน
