บทที่ 4 การไล่ต้อนเหยื่อของมาเฟีย
บรรยากาศความเงียบปกคลุมโต๊ะอาหารหลังจากคำขู่ฆ่าที่แสนเย็นชาของคาร์ไลน์ โรสรินทร์รู้สึกเหมือนเลือดในกายจับตัวเป็นน้ำแข็ง มือที่ถือช่อกุหลาบสั่นเทาจนกลีบดอกไหวระริก
“คุณมัน...ปีศาจ” เสียงของเธอแหบพร่า ดวงตาคมสวยวาวโรจน์ด้วยความโกรธที่พยายามกลบเกลื่อน
ทว่าคาร์ไลน์ไม่ได้สะทกสะท้านเลยสักนิด เขาจิบไวน์ช้าๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินอ้อมมาด้านหลังเก้าอี้ของเธอ มือหนาวางลงบนไหล่มนอย่างเเผ่วเบา แต่กลับทำให้โรสรินทร์ไม่กล้าขยับเขยื้อนอีกต่อไป
“โลกของฉันไม่มีที่ว่างให้ความบังเอิญหรอกนะโรสรินทร์” เขาโน้มตัวลงมาใกล้จนได้กลิ่นลมหายใจร้อนผ่าว
“แต่ในเมื่อพิสูจน์แล้วว่าเธอบริสุทธิ์ ฉันก็จะให้รางวัล”
“รางวัลของฉันคือการไปจากที่นี่! ส่งพาสปอร์ตคืนมา แล้วฉันจะลืมเรื่องบ้าๆ นี่ให้หมด!” เธอกระชากเสียง พยายามลุกขึ้นแต่กลับถูกแขนแกร่งกักตัวไว้กับพนักเก้าอี้
“เสียใจด้วยที่รางวัลของฉันไม่ใช่แบบนั้น” คาร์ไลน์หัวเราะในลำคอ กลิ่นกายหอมกรุ่นของหญิงสาวผสมกับกลิ่นไวน์ชั้นเลิศกำลังกระตุ้นสัญชาตญาณบางอย่างในตัวเขา
“ตอนนี้คนของศัตรูเห็นหน้าเธอแล้ว ถ้าเธอเดินออกไปจากคฤหาสน์นี้เพียงลำพัง เธอจะไม่ใช่แค่นางแบบที่ตายอย่างไร้ค่าข้างถนน แต่จะเป็นเหยื่อที่ถูกล่าเพื่อเอามาต่อรองกับฉัน”
“คุณโกหก! คุณแค่หาเรื่องรั้งฉันไว้!”
“ฉันไม่จำเป็นต้องโกหกเพื่อกักขังผู้หญิงสักคน” เขาเชยคางเธอขึ้น บังคับให้สบดวงตาสีน้ำทะเลที่บัดนี้เต็มไปด้วยความปรารถนาที่ปิดไม่มิด
“เธอสวยมาก และฉันยังเชยชมความสวยของเธอไม่เต็มอิ่ม”
นิ้วโป้งของเขาไล้ไปตามริมฝีปากล่างของเธออย่างแผ่วเบา โรสรินทร์เม้มปากแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบคลั่ง ความรู้สึกร้อนวูบวาบแล่นพล่านไปทั่วท้องน้อยเมื่อใบหน้าหล่อเหลานั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้จนเเทบหยุดหายใจ
“อยู่ที่นี่ในฐานะผู้หญิงของคาร์ไลน์ หรือจะออกไปตายข้างนอก เลือกเอาสักอย่าง”
"....!!"
เเม้จะบอกให้เลือก เเต่สายตาที่ใช้มองเธอเหมือนรู้คำตอบอยู่เเล้วว่าต้องเลือกอะไร เเละในวินาทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสริมฝีปากของเธอมากขึ้น โรสรินทร์ก็พยายามเบี่ยงหน้าหนี แต่วงแขนแกร่งกลับกักขังเธอไว้แน่นมากขึ้นกว่าเดิม
“ปล่อย”เสียงที่เปล่งออกมานั้นเเผ่วเบาเเละสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด ทำเอาร่างสูงใหญ่ถึงกับตาลุกวาวด้วยความถูกใจ
“เธอกำลังสั่น โรสรินทร์” คาร์ไลน์กระซิบพลางกดจมูกลงที่ข้างขมับของเธอ สูดดมกลิ่นหอมจากเรือนผมนุ่มสลวยอย่างจงใจ
“กลัวฉัน...หรือว่ากำลังตื่นเต้นกันแน่?”
“ฉันไม่ได้ตื่นเต้น! ฉันเกลียดคุณ!” เธอแหวใส่ทั้งที่หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมาประจานตัวเอง คาร์ไลน์จึงหัวเราะในลำคอ ทว่าน้ำเสียงของเขากลับทำำให้เธอรู้สึกวูบโหวงในช่องท้องอย่างน่าประหลาด
“เกลียดให้ตลอดแล้วกัน”
ว่าเเล้วก็ละมือออกจากคางของเธอ เลื่อนลงมาโอบรัดช่วงเอวคอดกิ่วอย่างถือวิสาสะ บังคับให้เธอต้องลุกขึ้นยืนแล้วหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับเขาในระยะประชิด เดรสสีแดงรัดรูปที่เธอสวมอยู่ทำให้ทุกสัดส่วนบดเบียดกับชุดสูทเนื้อดีของเขาจนแทบไม่มีอากาศคั่นกลาง
"ต่อจากนี้ เธอต้องนอนในห้องเดียวกับฉัน กินข้าวพร้อมฉัน และไปไหนมาไหนในฐานะผู้หญิงของฉัน จนกว่าฉันจะมั่นใจว่าศัตรูของฉันเลิกสนใจเธอ”
“ห้องเดียวกัน? ไม่! ฉันไม่ยอม!”
“ฉันไม่ชอบพูดซ้ำ” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบทันควัน แววตานักล่ากลััับมาแทนที่ความเจ้าชู้เมื่อครู่จนน่าขนลุก
"เเต่...."
“ที่นี่คือซิซิลี คำสั่งของฉันคือประกาศิต ถ้าเธอเดินออกไปจากประตูนี้แม้แต่ก้าวเดียวโดยไม่มีคนของฉัน พรุ่งนี้เช้าชื่อของเธออาจจะไปปรากฏอยู่ในหน้าข่าวอาชญากรรม ไม่ใช่หน้าเเรกของนิตยสารแฟชั่น”
คำพูดของเขาทำให้โรสรินทร์หนาวสั่นไปถึงกระดูก เธอรู้ว่าเขาไม่ได้ขู่เกินจริงเลยเเม้เเต่น้อย ทว่าโลกของเขาและโลกของเธอต่างกันราวฟ้ากับเหว และตอนนี้เธอก็พลัดหลงเข้ามาอยู่ในปากเหวที่เขาสร้างขึ้นมาเสียเเล้ว
"ทำไม กลัวหรือ?"
คาร์ไลน์โน้มใบหน้าลงมาอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้เพียงแค่คลอเคลีย แต่ริมฝีปากร้อนจัดบดจูบลงบนกลีบปากนุ่มของเธออย่างรวดเร็วและรุนแรง มันไม่ใช่จูบที่อ่อนหวาน แต่มันคือการ "ตีตราจอง" ที่ทำำเอสโรสรินทร์ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ มือเรียวเผลอขยำสาบเสื้อเชิ้ตของเขาแน่น รับรู้ถึงรสชาติของไวน์แดงและความดิบเถื่อนที่ซาบซ่านอยู่ในโพรงปากจนเธอแทบยืนไม่อยู่
"อื้อ..."
ทว่าเพียงครู่เดียวเท่านั้น...เขาก็ผละออกอย่างช้าๆ เเละทิ้งให้เธอหอบหายใจประท้วงอากาศอย่างน่าสงสาร
“คนของฉันเตรียมห้องไว้แล้ว” เขาเอ่ยเสียงเรียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น พลางบุ้ยปากไปทางสาวใช้ที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ไม่ไกล
“พาเธอไปที่ห้องนอนของฉันและเฝ้าเอาไว้ให้ดี อย่าให้แมลงสักตัวเข้าใกล้เธอได้”
“ค่ะ นายท่าน” สาวใช้ที่รอรับคำสั่งรีบเข้ามาประคองโรสรินทร์ที่ยังคงยืนอึ้งก่อนถูกพาเดินออกมาจากระเบียงหรูด้วยท่าทางราวกับคนละเมอ
กระทั่งได้สติ เธอเหลือบมองกลับไปทางเบื้องหลัง เห็นคาร์ไลน์ยืนหมุนแก้วไวน์ในมือพลางจ้องมองเธอผ่านความมืด แสงไฟจากเชิงเทียนขับให้ใบหน้าของเขาดูหล่อเหลาราวกับเทพบุตรที่ใจดำที่สุดในโลก
