บทที่ 9 เส้นทางสีเลือด
รถของคาร์ไลน์เร่งความเร็วฝ่าหิมะที่เริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ทัศนวิสัยเริ่มแย่ลง แต่พวกเขาก็สามารถทิ้งห่างจากขบวนรถศัตรูได้ชั่วคราว รถบรรทุกของพวกมันคว่ำขวางทางจนคันที่เหลือตามมาไม่ได้ในทันที
"มันหยุดตามแล้วครับนาย แต่พายุหิมะข้างหน้ากำลังตั้งเค้าหนักมาก" ดิมิทรีรายงานด้วยน้ำเสียงตึงเครียด
คาร์ไลน์ลดปืนลง ลมหายใจของเขาหอบถี่เล็กน้อย เขาหันมามองหญิงสาวที่ยังคงหมอบนิ่งอยู่บนตัก เขาเชยคางเธอขึ้นมา ดวงตาคู่นั้นจ้องมองใบหน้าหวานที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเหงื่อที่ซึมตามไรผม
"ดูเหมือนเธอจะโชคดีนะโรส" เขาพูดเสียงต่ำ พลางใช้นิ้วโป้งเช็ดรอยเลือดจางๆ ที่มุมปากของเธอซึ่งเกิดจากการกระแทกเมื่อครู่
"รอดตายมาได้ขนาดนี้ เธอน่าจะมีรางวัลให้ฉันมากกว่าเมื่อคืนหน่อยไหม?"
เขาโน้มใบหน้าลงมาประชิด ริมฝีปากร้อนผ่าวเฉียดใบหูเธอไปมาอย่างหยอกเย้า ในขณะที่มืออีกข้างเริ่มเลื้อยเข้าไปใต้กระโปรงที่เลิกขึ้นสูงของเธอ ลูบไล้ผิวเนื้ออ่อนที่เย็นเฉียบจากอากาศภายนอกแต่กลับร้อนรุ่มจากสัมผัสของเขา
"คุณมัน... บ้าไปแล้ว" เธอครางเสียงแผ่ว พยายามจะขยับตัวหนีแต่พื้นที่ในรถไม่มีที่ให้ไป
"ฉันบ้ามานานแล้ว และเธอก็เป็นคนทำให้ฉันบ้ากว่าเดิม" เขาบดจูบลงที่ซอกคอเธออย่างแรงจนเกิดรอยใหม่ พร้อมกับขยำเนื้อหน้าขาของเธอจนเป็นรอยนิ้วมือ
"พายุหิมะกำลังมา เราต้องติดอยู่ที่เซฟเฮาส์อีกนาน เตรียมตัวไว้ให้ดีเถอะ เพราะฉันจะไม่ปล่อยให้เธอมีเวลาได้พักหายใจเลยแม้แต่วินาทีเดียว"
รถเอสยูวีแล่นทะยานเข้าสู่กลุ่มเมฆหิมะสีขาวโพลน มุ่งหน้าสู่บ้านไม้ลึกลับกลางหุบเขาที่ซึ่งไม่มีใครตามหาเจอ เส้นทางข้างหน้ามืดมิดและหนาวเหน็บ แต่ภายในรถกลับระอุไปด้วยกระแสความปรารถนาและความชิงชังที่พันธนาการคนทั้งคู่ไว้ด้วยกันอย่างไม่อาจแยกออก
พายุหิมะด้านนอกโหมกระหน่ำจนมองไม่เห็นแม้แต่เงาของต้นสนที่ยืนต้นตายซากอยู่รอบเซฟเฮาส์ไม้หลังใหญ่ เสียงลมหวีดหวิวปะทะตัวบ้านดังสะท้านราวกับเสียงคำรามของปีศาจ รถเอสยูวีหุ้มเกราะจอดสนิทอยู่ใต้ถุนบ้านที่ดัดแปลงเป็นโรงรถลับ ดิมิทรีและบอดี้การ์ดที่เหลือแยกย้ายกันไปประจำจุดตรวจการณ์ชั้นนอก ทิ้งให้คาร์ไลน์เดินลากข้อมือโรสรินทร์ขึ้นสู่ตัวบ้านชั้นบนเพียงลำพัง
ทันทีที่ประตูไม้โอ๊กหนาหนักปิดลง ความหนาวเหน็บถูกตัดขาด แต่ความอึดอัดที่ระอุยิ่งกว่าเปลวไฟกลับเข้ามาแทนที่ คาร์ไลน์เหวี่ยงเสื้อแจ็คเก็ตหนังที่เปื้อนคราบเลือดและหิมะลงบนพื้นอย่างไม่ใยดี แสงไฟสลัวจากตะเกียงน้ำมันสำรองในบ้านขับให้ใบหน้าคมเข้มของเขาดูดุดันและดูลึกลับในเวลาเดียวกัน
"หนาวงั้นเหรอ?" เขาถามเสียงต่ำ เมื่อเห็นโรสรินทร์ยืนกอดอก ตัวสั่นเทาอยู่กลางห้องโถงกว้าง
"ที่นี่ไม่มีฮีตเตอร์เหรอคะ?" เธอถามพลางมองไปรอบๆ บ้านไม้ที่ดูเก่าแก่แต่แข็งแรง
"พายุตัดไฟป่าไปหมดแล้ว ถ้าอยากอุ่น เธอก็ต้องรู้จักหา ความร้อนด้วยตัวเอง" คาร์ไลน์กระตุกยิ้มที่มุมปาก สายตาคมปลาบกวาดมองเดรสสีแดงที่ตอนนี้เปื้อนคราบฝุ่นและขาดรุ่ยตรงชายกระโปรง เผยให้เห็นขาอ่อนขาวเนียนที่สั่นระริก
เขาก้าวเข้าไปหาเธอช้าๆ จนโรสรินทร์ต้องถอยกรูดไปจนหลังพิงกับเสาไม้ต้นใหญ่ คาร์ไลน์วางมือทั้งสองข้างยันเสาเอาไว้ กักขังเธอไว้ในวงแขนแกร่ง กลิ่นบุหรี่ผสมกลิ่นดินปืนและกลิ่นกายบุรุษเพศที่รุนแรงทำให้สมองของโรสรินทร์เริ่มพร่าเบลอ
"คุณจะทำอะไร..."
"ฉันหิว และฉันก็เหนื่อยกับการถูกไล่ล่า" คาร์ไลน์โน้มใบหน้าลงมาจนปลายจมูกชนกัน ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาเป่ารดริมฝีปากเธอ
"เธอรู้ไหมว่ามาเฟียเวลาเครียด เขาใช้วิธีไหนผ่อนคลาย?"
"ฉันไม่ใช่เครื่องมือผ่อนคลายของคุณนะ!" เธอเถียงเสียงแข็ง แต่มือเรียวที่ยันแผงอกเขาไว้กลับสั่นจนควบคุมไม่ได้
"หึ! ปากดี"
คาร์ไลน์ไม่รอช้า เขาฉกวูบลงมาบดจูบริมฝีปากสีเชอร์รี่นั้นอย่างดุดัน มือหนาข้างหนึ่งรวบข้อมือเธอไว้เหนือศีรษะ ส่วนอีกข้างเลื่อนลงมาบีบเค้นเอวคอดกิ่วอย่างหนักมือ จูบของเขาเต็มไปด้วยรสชาติของอำนาจและการครอบครอง เขาดูดดึงกลีบปากล่างของเธอจนเจ็บจี๊ด สลับกับการสอดแทรกเรียวลิ้นเข้าไปกวาดชิมความหวานอย่างตะกรุมตะกราม
"อื้ออออ..."
โรสรินทร์ครางอื้ออึงในลำคอ ร่างกายของเธอประท้วงด้วยความขัดแย้ง แต่สัญชาตญาณกลับตอบสนองความป่าเถื่อนนั้นอย่างน่าอดสู เธอเผลอแอ่นหน้าอกเข้าหาแผงอกกว้างที่ร้อนราวกับเตาหลอม คาร์ไลน์ผละริมฝีปากออกช้าๆ ไซ้ไปตามลำคอระหงก่อนจะขบเม้มติ่งหูเธอเบาๆ จนเธอขนลุกซู่
"ถอดออก" เขาซิบสั่งชิดใบหู
"ไม่..."
"ฉันบอกให้ถอดเดรสเน่าๆ นี่ออก หรือจะให้ฉันฉีกมันทิ้งตรงนี้?" น้ำเสียงของเขาทรงพลังจนเธอไม่กล้าขัด
โรสรินทร์มือสั่นขณะเอื้อมไปรูดซิปด้านหลังเดรสออกอย่างช้าๆ เนื้อผ้าสีแดงร่วงหล่นลงไปกองที่ปลายเท้า เหลือเพียงชุดชั้นในลูกไม้สีดำบางเฉียบที่แทบจะปิดบังอะไรไม่ได้เลย คาร์ไลน์มองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟสวาท เขาใช้หลังนิ้วไล้ไปตามเนินอกอิ่มที่่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจ
"สวย... สวยจนน่าทำลายให้ย่อยยับ"
