บทที่ 10 ตอนที่ 10 แรงปะทะแห่งความจริง

ตอนที่ 10 แรงปะทะแห่งความจริง

บรรยากาศยามค่ำคืนภายในคฤหาสน์วราทรเต็มไปด้วยความเงียบสงบที่แฝงไว้ด้วยความอึดอัด แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมระย้าในห้องโถงทอดเงายาวไปตามพื้นหินอ่อน

ความรู้สึกผูกพันและความไว้วางใจที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นระหว่างเธอกับธารันทำให้หัวใจของเธอปั่นป่วน สัมผัสอบอุ่นจากฝ่ามือหนาและความห่วงใยที่เขาแสดงออกเมื่อตอนเย็นยังคงเด่นชัดในความทรงจำ แต่ลึกลงไป เธอก็ยังคงตระหนักดีว่า ตัวเองเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ในฐานะ ‘ตัวประกัน’ และถูกควบคุมด้วยกฎเหล็กของมาเฟียหนุ่มผู้เย็นชาคนนี้

ณาริณตัดสินใจเดินออกจากห้องพักรับรองและมุ่งหน้าไปทางห้องทำงานของธารัน เธอต้องการพูดคุยกับเขาเรื่องการสืบหาเบาะแสของแม่ และขอร้องไม่ให้เขาปิดบังข้อมูลใด ๆ จากเธออีก ไม่ว่าจะเรื่องสายลับในคฤหาสน์หรือแผนการของวรินทร์ก็ตาม

ทว่า เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องทำงาน เสียงบทสนทนาที่ลอดผ่านช่องประตูที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อยกลับทำให้เท้าทั้งสองข้างของณาริณต้องชะงักทันที

“พี่แน่ใจเหรอว่า จะปิดเรื่องสายลับในคฤหาสน์ไว้ไม่ให้ณาริณรู้จริง ๆ” เสียงของกวินดังขึ้น น้ำเสียงเจือความกังวลอย่างเห็นได้ชัด “ถ้าวรินทร์ส่งคนแทรกซึมเข้ามาได้จริง การที่ณาริณไม่รู้อะไรเลยอาจจะยิ่งทำให้เธอตกอยู่ในอันตรายนะพี่”

ณาริณกลั้นหายใจ แผ่นหลังเล็กแนบชิดกับผนังข้างประตูเพื่อฟังบทสนทนาอย่างตั้งใจ

“กูรู้” เสียงทุ้มต่ำของธารันเอ่ยตอบ เรียบเย็นและสุขุม “แต่ถ้าบอกเธอตอนนี้ ณาริณจะตื่นตระหนก และอาจจะทำเรื่องบุ่มบ่ามอีก หน้าที่ของเธอไม่ใช่การมานั่งระแวงคนในบ้าน แต่คือการอยู่เฉย ๆ ในพื้นที่ที่กูจัดไว้ให้”

“แล้วเรื่องจี้สร้อยล่ะ?” กวินถามต่อ “พี่จะปล่อยให้เธอพยายามแก้รหัสไปคนเดียวแบบนี้เหรอ ทั้ง ๆ ที่พี่ก็รู้ว่าข้อมูลบัญชีลับในนั้นเป็นสิ่งเดียวที่จะลากคอวรินทร์เข้าคุกได้”

เกิดความเงียบขึ้นครู่หนึ่ง ก่อนที่ธารันจะเอ่ยคำตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจของณาริณกระตุกวูบ

“ตราบใดที่จี้สร้อยยังอยู่กับเธอ วรินทร์และพวกของมันก็จะพุ่งเป้ามาที่ณาริณ นั่นทำให้กูควบคุมสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น การมีเธออยู่ตรงนี้ช่วยดึงความสนใจของพวกมันให้เผยตัวออกมาทีละคน”

คำพูดนั้นแทงเข้ากลางอกของณาริณอย่างจัง เลือดในกายของเธอเย็นวาบ ราวกับถูกน้ำแข็งรดราดลงมา รอยยิ้ม คำสัญญา และสายตาห่วงใยที่เขามอบให้เมื่อครู่... ทั้งหมดนี้มันคืออะไรกันแน่?

เธอเป็นเพียง ‘เหยื่อล่อ’ ที่เขาใช้เพื่อดึงศัตรูให้ออกมางั้นเหรอ?

ความรู้สึกหลอกลวงและความผิดหวังถาโถมเข้าใส่จนณาริณไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป เธอผลักประตูห้องทำงานเปิดออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น

ปัง!

ร่างสูงใหญ่ของธารันและกวินหันขวับมามองทางประตูเป็นตาเดียว ณาริณยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าหวานซีดเผือด แต่ดวงตากลมโตกลับฉายรังสีความโกรธแค้นและเจ็บปวดออกมาอย่างปิดไม่มิด หยาดน้ำตาคลอเบ้าพร้อมที่จะรินไหลออกมาได้ทุกเมื่อ

“ณาริณ!” กวินอุทานออกมาด้วยความตกใจ รีบเบือนสายตามองธารันทันที

ธารันขมวดคิ้วมุ่น แววตาคมเข้มวูบไหวไปเสี้ยววินาทีเมื่อเห็นหยาดน้ำตาบนใบหน้าของหญิงสาว แต่เขาก็ปรับสีหน้าให้กลับมาราบลื่นและเย็นชาได้อย่างรวดเร็ว

“เธอมายืนแอบฟังคนอื่นคุยกันตั้งแต่เมื่อไหร่” ธารันเอ่ยถามเสียงเรียบ

“ฉันไม่ได้แอบฟัง! แต่ฉันได้ยินทุกอย่างที่คุณพูด!” ณาริณตวาดเสียงสั่น ก้าวเข้าไปในห้องอย่างไม่เกรงกลัว “คุณบอกว่าอยากปกป้องฉัน คุณสัญญาว่าจะพาแม่ฉันกลับมาอย่างปลอดภัย แต่แท้จริงแล้วคุณก็มองฉันเป็นแค่เหยื่อล่อ เป็นแค่หมากตัวหนึ่งในเกมแค้นของคุณกับวรินทร์ใช่ไหม!”

“ณาริณ ใจเย็น ๆ ก่อนครับ คุณกำลังเข้าใจผิด” กวินพยายามก้าวเข้ามาแทรกเพื่อเกลี้ยกล่อม

“เข้าใจผิดตรงไหนคะ!” ณาริณหันไปมองกวินทั้งน้ำตา “ฉันได้ยินเต็มสองหูว่าเขาใช้ฉันดึงความสนใจของพวกมัน เขาไม่ได้ห่วงฉันจริง ๆ หรอก เขาห่วงแค่ข้อมูลในจี้สร้อยและชัยชนะของตัวเองต่างหาก!”

ธารันลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขามองร่างเล็กที่กำลังสั่นเทาด้วยความโกรธ แววตาของเขาไร้ซึ่งความออเซาะหรือคำแก้ตัวใด ๆ มีเพียงความเฉียบขาดที่เป็นเอกลักษณ์ของมาเฟียผู้กุมอำนาจ

“กวิน ออกไปก่อน” ธารันสั่งเสียงต่ำ

“แต่พี่...”

“กูบอกให้ออกไป”

กวินถอนหายใจยาว ๆ รู้ดีว่าไม่อาจขัดคำสั่งได้ เขาหันมามองณาริณด้วยสายตาสงสาร ก่อนจะยอมก้าวออกจากห้องและปิดประตูลงตามหลัง ทิ้งให้ความเงียบที่หนักอึ้งปกคลุมคนทั้งสองไว้ภายในห้องทำงาน

ณาริณจ้องหน้าธารันตรง ๆ หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มเนียนอย่างไม่อาจห้ามได้ ความอบอุ่นที่เธอเคยสัมผัสได้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนทลายลงกลายเป็นเศษซาก

“ทำไมไม่ปฏิเสธล่ะคะ?” เสียงเธอสั่นจนไม่สามารุควบคุมได้ “บอกฉันสิว่าสิ่งที่คุณพูดเมื่อกี้มันไม่จริง! บอกสิว่าคุณไม่ได้ใช้ฉันเป็นเหยื่อล่อ!”

ธารันเดินเข้าไปหาเธอช้า ๆ ระยะห่างที่ลดลงไม่ได้สร้างความรู้สึกปลอดภัยเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป แต่กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่กดดัน

“ฉันเป็นมาเฟีย” ธารันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นทว่าหนักแน่น “ในโลกของฉัน ทุกการตัดสินใจต้องมีผลลัพธ์ที่คุ้มค่า การที่เธออยู่ที่นี่ และมีจี้สร้อยอยู่กับตัว มันคือความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าศัตรูต้องตามล่าเธอ”

“ดังนั้นคุณก็เลยฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากความเดือดร้อนของแม่ฉันอย่างนั้นเหรอ!”

“ฉันทำเพื่อหาตัวคนผิด!” ธารันตวาดกลับเสียงต่ำ ดวงตาคมดุจเหยี่ยวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “วรินทร์เป็นคนสั่งฆ่าพ่อของฉัน และทำลายครอบครัวของเธอ! ถ้าฉันไม่ใช้ทุกทางที่มี เราจะไม่มีวันลากคอมันมาลงโทษได้เลย!”

“แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณมีสิทธิ์มาหลอกใช้ฉัน!” ณาริณยกมือขึ้นปัดคราบน้ำตาบนแก้มอย่างเด็ดเดี่ยว “คุณมันก็แค่มนุษย์ที่เห็นแก่ตัว ใช้คำว่า ‘ปกป้อง’ บังหน้าเพื่อควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในมือคุณ! ฉันเกลียดคุณ... เกลียดที่คุณทำเหมือนฉันมีความหมาย แต่สุดท้ายฉันก็เป็นแค่หมากบนกระดานของคุณ!”

คำว่า ‘เกลียด’ และความผิดหวังในดวงตาของเธอทำให้ธารันรู้สึกเหมือนถูกมีดสั้นแทงเข้าที่อกข้างซ้าย สันกรามของเขากระตุกเกร็ง มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดนูน เขาอยากจะอธิบาย อยากจะบอกว่าความห่วงใยที่เขามีให้เธอมันคือของจริง และการปกป้องเธอคือเป้าหมายสูงสุด ไม่ใช่แค่เรื่องเหยื่อล่อ...

แต่ศักดิ์ศรีและความเป็นผู้นำกลับทำให้เขาเลือกที่จะเงียบและรับบทเป็นตัวร้ายในสายตาเธอต่อไป

“ถ้าเธอคิดแบบนั้นแล้วสบายใจขึ้น ก็เชิญคิดไป” ธารันตอบเสียงเย็นชา “แต่จำไว้ กฎก็ยังคงเป็นกฎ เธอไม่มีสิทธิ์ไปไหนทั้งนั้นจนกว่าเรื่องนี้จะจบ”

“ฉันจะไม่ยอมเป็นหมากให้คุณเดินอีกแล้ว!” ณาริณเชิดหน้าสู้ “ถ้าคุณอยากได้รหัสในจี้สร้อยนัก คุณก็ไปหาเอาเอง! เพราะฉันจะไม่มีวันช่วยคุณเปิดมันอีกต่อไป!”

หญิงสาวหมุนตัวทำท่าจะเดินออกจากห้องไป แต่ธารันคว้าข้อมือเธอไว้แน่น แรงบีบที่ไม่รุนแรงแต่บังคับให้เธอต้องหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง

“อย่าทำตัวเด็ก ๆ” ธารันกระซิบเสียงพร่าดุดันข้างใบหูเธอ “เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเธอหรือฉัน แต่มันคือชีวิตของแม่เธอ และชีวิตของเพื่อนเธอ ถ้าเธอคิดจะถอยตอนนี้ เท่ากับเธอทิ้งความปลอดภัยของทุกคน”

ณาริณเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง สะบัดข้อมือออกจากการจับกุมของเขาอย่างแรง ครั้งนี้ธารันยอมปล่อยมือแต่โดยดี

“ฉันจะพาแม่กลับมาด้วยตัวของฉันเอง โดยไม่ต้องพึ่งคนโกหกอย่างคุณ!”

ทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคนั้น ณาริณก็วิ่งออกจากห้องทำงานไปทันที เสียงฝีเท้าของเธอดังห่างออกไปเรื่อย ๆ ทิ้งให้ธารันยืนนิ่งอยู่กลางห้องทำงานที่เงียบสงบ

ชายหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียด ยกมือขึ้นเสยผมสีดำสนิทอย่างหงุดหงิดและอึดอัดใจ เขามองออกไปนอกหน้าต่างบานสูงที่สะท้อนภาพความมืดมิดของยามค่ำคืน ความรู้สึกวูบโหว่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกำลังกัดกินหัวใจของมาเฟียหนุ่มผู้ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใด

กวินเดินกลับเข้ามาในห้องช้า ๆ มองดูพี่ชายด้วยความกังวล

“พี่ควรจะอธิบายให้เธอฟังมากกว่านี้นะ พี่ก็รู้ว่าพี่ไม่ได้คิดจะใช้เธอเป็นเหยื่อล่อจริง ๆ แต่พี่แค่พูดเพื่อตีกรอบความปลอดภัยให้เธอ”

ธารันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อย ๆ

“อธิบายไปก็ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้เธอเกลียดกูไปแล้ว และมันอาจจะดีกว่า ถ้าเธอไม่มาผูกพันกับคนอย่างกูมากเกินไป”

#ทางด้านณาริณ

หญิงสาววิ่งกลับเข้ามาในห้องนอนของตัวเอง ปิดประตูล็อกสลักอย่างแน่นหนา ก่อนจะปล่อยให้หยาดน้ำตาแห่งความเจ็บปวดทะลักออกมาอย่างกักเก็บไว้อีกต่อไป เธอทุ่มตัวลงนอนบนเตียงกอดหมอนไว้แน่น ความเชื่อใจที่เธอเริ่มมอบให้เขาถูกทำลายลงจนไม่เหลือชิ้นดี

เธอกำจี้สร้อยในมือแน่น ความสับสนและสะอื้นไห้กัดกินหัวใจ แต่ท่ามกลางหยาดน้ำตานั้น แววตาของณาริณกลับค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว

ถ้าธารันมองว่าเธอเป็นเพียงหมาก... เธอก็จะกลายเป็นหมากที่เดินเกมด้วยตัวเอง เธอจะไม่ยอมนั่งรอให้เขาตัดสินชะตาชีวิตของเธอหรือแม่ของเธออีกต่อไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป