บทที่ 2 ตอนที่ 2 คฤหาสน์วราทร

ตอนที่ 2 คฤหาสน์วราทร

ณาริณก้าวขาออกจากสตูดิโอ ท่ามกลางสายฝนที่ยังไม่หยุดตก เธอหันกลับไปมองประตูร้านอีกครั้งและรู้สึกเหมือนกำลังทิ้งชีวิตเดิมไว้ข้างหลัง

รถคันกลางเปิดประตูรออยู่ ชายอีกคนถือร่มให้ แต่ณาริณไม่ได้สนใจ เธอขึ้นรถด้วยตัวเองและนั่งชิดประตูอีกฝั่ง ดวงตายังจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของคนรอบตัว

เมื่อประตูถูกปิดลง เสียงฝนถูกตัดออกไปเกือบหมด เหลือเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่เริ่มทำงาน รถเคลื่อนออกจากหน้าสตูดิโอทันที ทิ้งไว้เพียงเศษกระจก แสงไฟสลัว และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

ณาริณกำจี้สร้อยไว้ในมือ ขณะมองเงาตัวเองบนกระจกรถ เธออยากเชื่อว่าทั้งหมดเป็นเพียงความเข้าใจผิด อยากเชื่อว่าแม่ยังปลอดภัย และอยากเชื่อว่าชายที่ชื่อ 'ธารัน วราทร' จะมีคำอธิบายที่ทำให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม

แต่ลึกลงไป เธอรู้ดีว่าไม่มีทางเป็นเช่นนั้น เพราะทันทีที่รถแล่นผ่านประตูเหล็กบานใหญ่ของคฤหาสน์ที่ซ่อนอยู่หลังแนวต้นไม้ ณาริณก็เห็นชายคนหนึ่งยืนรออยู่บนขั้นบันไดหินอ่อน

เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำ แขนเสื้อพับถึงข้อศอก ใบหน้าคมนิ่งสงบ และดวงตาสีเข้มจับจ้องมายังเธอราวกับรู้จักเธอมานานแล้ว

ชายคนนั้นไม่ได้เดินเข้ามาต้อนรับ ไม่ได้ถามว่าเธอเต็มใจมาหรือไม่ เพียงยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟสีทองของคฤหาสน์อย่างผู้ที่เป็นเจ้าของทุกสิ่ง

ทันทีที่รถยนต์จอดสนิท คนขับรถก็ลงมาเปิดประตูให้ณาริณ เธอก้าวลงจากรถและเผชิญหน้ากับเขาเป็นครั้งแรก

“คุณคือ 'ธารัน วราทร' ใช่ไหม”

ชายหนุ่มมองจี้สร้อยที่อยู่ในมือเธอ ก่อนที่เลื่อนสายตาขึ้นมาสบตาเธออย่างเย็นชา

“ใช่”

“แม่ของฉันอยู่ที่ไหน”

ธารันไม่ได้เอ่ยตอบในทันที เขามองเธออยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังประเมินว่าผู้หญิงตรงหน้ามีความสำคัญเพียงใดต่อเกมที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

“ถ้าเธออยากรู้ เธอต้องอยู่ที่นี่จนกว่าฉันจะได้ในสิ่งที่ต้องการ”

“แล้วถ้าฉันไม่ยอมล่ะ”

ธารันก้าวลงจากบันไดหนึ่งขั้น ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนณาริณได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ จากตัวเขา

“เธอก็จะไม่มีวันได้พบแม่ของเธออีก”

คำตอบนั้นทำให้เลือดในกายของณาริณเย็นวาบ เธอพยายามไม่แสดงความหวั่นไหว แต่ธารันกลับมองเห็นมันทั้งหมด เขาผายมือไปทางประตูคฤหาสน์

“ยินดีต้อนรับสู่คฤหาสน์วราทร”

คนตัวเล็กไม่ยอมขยับไปไหน แต่ทว่าด้านหลังเธอ ประตูเหล็กบานใหญ่กำลังปิดลงช้าๆ และเสียงล็อกก็ดังขึ้นท่ามกลางสายฝน เสียงประตูเหล็กดังสนั่นราวกับตอกย้ำว่า... ณาริณไม่มีทางย้อนกลับไปยังถนนเส้นเดิมได้อีกแล้ว

เธอยืนอยู่ใต้ชายคาคฤหาสน์วราทร ท่ามกลางสายฝนที่สาดเอียงเข้ามากระทบพื้นหินอ่อน ผมยาวเปียกชื้นจนแนบแก้ม เสื้อคลุมไม่อาจป้องกันความหนาวเย็นได้ แต่สิ่งที่ทำให้ร่างกายของเธอสั่นไม่ใช่อากาศ แต่เป็นสายตาของผู้ชายตรงหน้าต่างหาก

ธารันยืนอยู่ห่างจากเธอไม่กี่ก้าว แสงไฟสีทองจากเสาโคมสองข้างทำให้เงาของเขาทอดยาวไปบนพื้น ใบหน้าคมเข้มเรียบนิ่งเกินไป ราวกับการพาผู้หญิงที่ไม่เต็มใจเข้ามาในบ้านเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยในค่ำคืนธรรมดา

“ฉันถามว่าแม่ฉันอยู่ที่ไหน” เธอเอ่ยถามซ้ำ พยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่น ธารันไม่ได้เอ่ยตอบอะไรเธอ เขาหันไปทางชายชุดดำที่พาเธอมาแทน

“เอารถไปเก็บ แล้วตรวจดูรอบๆ คฤหาสน์อีกครั้ง”

“ครับ! นาย”

ชายคนนั้นรับคำสั่งและถอยออกไปพร้อมคนอื่นๆ ทำให้ตรงนี้เหลือเพียงณาริณ ธารัน และคนรับใช้หญิงวัยกลางคนที่ยืนรออยู่ตรงทางเข้าด้านใน

“คุณไม่ได้ยินที่ฉันถามหรือไง”

“ได้ยิน”

“ถ้าได้ยินก็ต้องตอบ”

“ฉันจะตอบเมื่อเธอเข้าไปข้างใน”

“ฉันไม่เข้าไปจนกว่าจะรู้ว่าแม่อยู่ที่ไหน”

ธารันมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาสีเข้มของเขาไม่แสดงความโกรธ แต่กลับทำให้ณาริณรู้สึกกดดันยิ่งกว่าเสียงตะคอกเสียอีก

“เธอกำลังต่อรองในสถานที่ที่ไม่มีอำนาจต่อรอง”

“ฉันไม่ได้ขอมาอยู่ที่นี่”

“ฉันรู้”

“ถ้าอย่างนั้นก็ส่งฉันกลับไป”

“ไม่ได้”

คำตอบสั้นๆ ทำให้ความอดทนของณาริณขาดสะบั้นลงทันที

“คุณมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน คุณพาคนไปบุกสตูดิโอของฉัน ทำให้ฉันถูกยิง แล้วก็ลากฉันมาที่นี่โดยไม่บอกอะไรสักอย่าง ถ้าคิดว่าฉันจะยอมทำตามคำสั่งง่ายๆ ก็คิดผิดแล้ว”

คนรับใช้ก้มหน้าลงเล็กน้อยเหมือนไม่กล้ามอง ธารันยังคงนิ่งเงียบ แต่กล้ามเนื้อบริเวณกรามขยับช้าๆ

“เธอเข้าใจผิดเรื่องหนึ่ง” ชายหนุ่มเอ่ยพูด “ฉันไม่ได้เป็นคนยิงเธอ”

“แต่คุณเป็นคนทำให้ฉันตกอยู่ในสถานการณ์นี้”

“ถ้าคนของฉันไม่ไปถึงที่นั่น เธอคงถูกพาตัวไปโดยคนอีกกลุ่มแล้ว”

“ฉันจะเชื่อได้อย่างไรว่าคุณไม่ได้เป็นคนจัดฉากทั้งหมด”

แววตาของธารันเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนกลับมาเย็นชาเหมือนเดิม

“คุณเชื่อไม่ได้หรอก”

คำตอบตรงไปตรงมาทำให้ณาริณเงียบไปทันที

“แต่เธอไม่มีทางเลือก” เขาเอ่ยพูดต่อ “อย่างน้อยตอนนี้เธอก็ยังมีชีวิตอยู่ และฉันยังต้องการให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อไป”

ชายหนุ่มหันหลังเดินเข้าไปในคฤหาสน์โดยไม่รอว่าเธอจะตามหรือเปล่า ณาริณยืนอยู่ที่เดิมด้วยความลังเล เธอรู้ว่าควรวิ่งหนี ร้องขอความช่วยเหลือ หรือทำอะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นนักโทษ แต่ทว่าประตูเหล็กด้านหลังถูกล็อกไปแล้ว คนของธารันกระจายอยู่รอบบริเวณคฤหาสน์ และข้างนอกยังมีคนที่ยิงสตูดิโอของเธอตามหาอยู่

สุดท้ายเธอจึงไม่มีทางเลือกนอกจากก้าวตามเขาเข้าไปภายในคฤหาสน์

ภายในคฤหาสน์กว้างใหญ่กว่าที่เห็นจากด้านนอก พื้นหินอ่อนสีเข้มสะท้อนแสงโคมระย้าขนาดใหญ่ ผนังประดับด้วยภาพวาดเก่าและกรอบรูปสีทอง ทุกอย่างดูหรูหรา สงบ และเย็นเยียบเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่ไม่มีใครอยู่

คนรับใช้หญิงเดินนำไปยังห้องรับแขก ธารันนั่งลงบนโซฟาหนังสีดำตรงข้ามกับเตาผิง แม้ภายนอกฝนจะตกหนัก แต่ภายในกลับเงียบจนได้ยินเสียงนาฬิกาบนผนัง

คนตัวเล็กไม่ยอมนั่งลง เธอยืนกอดอกอยู่กลางห้องรับแขก

“ทีนี้ตอบได้หรือยัง”

ชายหนุ่มพยักหน้าให้คนรับใช้ คนรับใช้หญิงวางถาดน้ำชาลงบนโต๊ะและออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้

“แม่เธอยังมีชีวิตอยู่”

“คุณรู้ได้ยังไง”

“เพราะคนของฉันเห็นแม่เธอครั้งสุดท้ายเมื่อสามวันก่อน”

“ที่ไหน!?”

“โกดังเก่าทางทิศตะวันตกของเมือง”

“แล้วทำไมคุณไม่ช่วยแม่ของฉัน”

“เพราะที่นั่นเป็นกับดัก”

“คุณปล่อยให้แม่ฉันอยู่ในอันตราย แล้วกลับมาจับตัวฉันแทนอย่างนั้นเหรอ”

“ฉันกำลังหาคนที่อยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของแม่เธอ”

“คุณรู้ว่าแม่อยู่ที่ไหน แต่ยังปล่อยให้ฉันไม่รู้อะไรเลยตั้งสามวัน!”

ณาริณก้าวเข้าไปหาเขา ความโกรธและความกลัวผสมกันจนเธอแทบควบคุมน้ำเสียงไว้ไม่ได้

“ถ้าคุณต้องการอะไรจากฉัน ก็พูดมาตรงๆ อย่าทำเหมือนกำลังช่วยฉันทั้งที่คุณเป็นคนกักตัวฉันไว้”

ธารันมองเธออย่างพิจารณา ก่อนที่จะหยิบแฟ้มสีดำจากโต๊ะข้างตัวแล้ววางลงตรงหน้าของเธอ

“พ่อของเธอชื่อรชานนท์ ศิราวัฒน์”

ณาริณมองชื่อบนปกแฟ้ม หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“ฉันรู้”

“เขาเคยทำงานให้ตระกูลวราทร”

“แม่บอกว่าพ่อทำธุรกิจส่วนตัว”

“นั่นเป็นเรื่องโกหก”

“อย่าพูดถึงแม่ฉันแบบนั้น”

“เธอยังไม่รู้ว่าแม่ปิดบังอะไรไว้บ้าง”

“แล้วคุณรู้ทุกอย่างหรือไง!” คนตัวเล็กตวาดกลับเสียงดังลั่นอย่างลืมตัว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป