บทที่ 3 ตอนที่ 3 คนตายที่ยังอยู่

ตอนที่ 3 คนตายที่ยังอยู่

ธารันเปิดแฟ้มออก ภายในมีสำเนาเอกสารหลายชุด ภาพถ่ายของชายคนหนึ่งในวัยหนุ่ม และรายชื่อบัญชีที่เต็มไปด้วยตัวเลข คนตัวเล็กจำใบหน้าของชายในภาพได้ แม้จะเป็นภาพเก่าและเขาดูหนุ่มกว่าความทรงจำที่เลือนราง

เป็นบิดาของเธอ

“พ่อของเธอเป็นผู้ดูแลบัญชีลับของตระกูล” ธารันเอ่ยพูดน้ำเสียงราบเรียบ “เขารู้เส้นทางเงิน รู้ชื่อคนของเรา และรู้ว่าธุรกิจส่วนไหนถูกใช้บังหน้าให้กับการขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย”

“พ่อฉันไม่ใช่คนแบบนั้น”

“เขาอาจไม่ใช่ แต่เขาอยู่ในระบบนั้น”

“แล้วเรื่องที่เขาตาย...”

“ใครบอกเธอ ว่าพ่อเธอตายแล้ว” ธารันเลิกคิ้วสูงเอ่ยถาม

คำถามนั้นทำให้หญิงสาวพูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ แม่เป็นคนบอกเธอเมื่ออายุเก้าขวบว่า พ่อจากไปแล้วและจะไม่กลับมาอีก เธอจำได้เพียงว่าผู้เป็นร้องไห้อยู่หลายคืน แต่ไม่เคยยอมบอกว่าเกิดอุบัติเหตุที่ไหน หรือมีแม้แต่รูปถ่ายงานศพให้เธอดู

ณาริณเคยคิดว่าแม่เศร้าเกินกว่าจะพูดถึงเรื่องนั้น แต่ตอนนี้เธอเริ่มสงสัยว่า บางทีแม่อาจไม่เคยมีหลักฐานว่าพ่อเสียชีวิตจริงๆ

“คุณกำลังบอกว่าพ่อฉันยังมีชีวิตอยู่เหรอ?”

“ฉันกำลังบอกว่าฉันไม่เคยพบศพของเขา”

ความเงียบแผ่ปกคลุมไปทั่วห้องรักแขก ณาริณก้มมองแฟ้มตรงหน้า เอกสารหลายแผ่นระบุวันที่เมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่มีรูปถ่ายบางใบที่ใหม่กว่านั้น เธอพลิกไปจนพบภาพรชานนท์ยืนอยู่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง ใบหน้าของเขาดูแก่ขึ้น แต่ยังจำได้ชัดเจน

มุมภาพมีตราประทับวันที่เมื่อหกเดือนก่อน ทำให้มือของณาริณเริ่มสั่นเล็กน้อย

“นี่เป็นภาพตัดต่อหรือเปล่า”

“เธอคิดว่าฉันพาเธอมาที่นี่เพื่อเล่นละครหรือไง”

“ฉันไม่รู้ว่าคุณต้องการอะไร!”

“ฉันต้องการสิ่งที่พ่อเธอเอาไป”

ธารันหยิบภาพจี้สร้อยจากแฟ้มออกมาวางบนโต๊ะ ภาพนั้นถ่ายจากระยะใกล้จนเห็นลวดลายด้านหน้าอย่างชัดเจน ณาริณแตะจี้ที่คอโดยอัตโนมัติทันที

“มันอยู่กับฉันมาตั้งแต่เด็ก”

“ฉันรู้”

“แม่เป็นคนให้ฉัน”

“อันนี้ฉันก็รู้”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับบัญชีของคุณ”

“มันไม่ใช่เครื่องประดับธรรมดา ข้างในมีรหัสที่นำไปสู่ข้อมูลทั้งหมดที่พ่อเธอขโมยไป” ธารันเอนหลังพิงโซฟา สายตาไม่ละจากจี้สร้อยเลยแม้แต่วินาทีเดียว

“ฉันไม่เคยเห็นรหัสอะไรทั้งนั้น”

“คุณอาจยังไม่รู้วิธีเปิดมัน”

“หรืออาจจะไม่มีอะไรอยู่ข้างในเลยก็ได้” เธอเอ่ยสวนกลับทันที

“ถ้าอย่างนั้น เธอคงไม่รังเกียจที่จะถอดมันให้ฉันตรวจสอบ”

ณาริณกำจี้นั้นไว้แน่น เธอถอยหลังหนึ่งก้าวทันที

“ไม่!”

ธารันพยักหน้าอย่างช้าๆ ราวกับคาดคำตอบไว้แล้วทั้งหมด

“ฉันไม่ได้จะขอ”

“คุณไม่มีสิทธิ์แตะต้องของของฉัน”

“ตั้งแต่วินาทีที่เธอเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ สิ่งของทุกอย่างที่อาจนำอันตรายมาสู่ตระกูลวราทรจะอยู่ภายใต้การควบคุมของฉัน”

“ฉันไม่ใช่ของของคุณ”

“ฉันยังไม่ได้พูดว่าเธอเป็น”

“แต่คุณกำลังทำเหมือนฉันเป็นนักโทษ”

“เธอเป็นนักโทษ”

คำพูดนั้นดังขึ้นอย่างไร้ความปรานี ณาริณรู้สึกชาไปทั้งตัว เธอพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล เพราะไม่ต้องการให้ผู้ชายตรงหน้าเห็นว่าเขามีอำนาจเหนือเธอมากเพียงใด

“เธอจะต้องอยู่ที่นี่ จนกว่าฉันจะรู้ว่าพ่อเธอเอาข้อมูลไปไว้ที่ไหน และจนกว่าฉันจะพาแม่ของเธอกลับมาได้อย่างปลอดภัย”

“แล้วถ้าฉันไม่ยอมล่ะ”

“เธอจะไม่มีอาหาร ไม่มีโทรศัพท์ และไม่มีทางออกจากคฤหาสน์”

“นี่คือคำขู่เหรอ?”

“เป็นกฎ”

ณาริณหัวเราะออกมาเบาๆ ทั้งที่ขอบตาร้อนผ่าว

“กฎของคนที่ลักพาตัวคนอื่นมาเนี่ยนะ!”

ธารันไม่โต้เถียงอะไร เขาลุกขึ้นเต็มความสูงและหยิบแฟ้มกลับมาไว้ในมือ

“เธอมีห้องอยู่ชั้นสอง คนรับใช้จะพาไป หากต้องการสิ่งใดให้บอกคนรับใช้”

“ฉันไม่ต้องการอะไรจากคุณ”

“แต่เธอต้องการแม่ของเธอ อย่าลืมสิ!”

เขาเดินผ่านเธอไป ทว่าเมื่อถึงประตู ณาริณกลับพูดขึ้นเสียก่อน

“ธารัน”

ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่ประตูห้องรับแขก แต่ไม่ได้หันกลับมา

“ถ้าแม่ฉันเป็นอะไรไป ฉันจะไม่มีวันให้อภัยคุณ”

ชายหนุ่มนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเอ่ยตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ

“ฉันไม่เคยขอให้เธอให้อภัย”

เขาเปิดประตูแล้วเดินออกไปทันที ทิ้งให้ณาริณยืนอยู่กลางห้องรับแขกคนเดียว

ความเย็นจากพื้นหินอ่อนซึมผ่านฝ่าเท้า เธอหันไปมองกระจกบานสูงที่สะท้อนภาพของตัวเอง หญิงสาวในเสื้อคลุมเปียกฝนดูแตกต่างจากคนที่นั่งออกแบบเครื่องประดับอยู่ในสตูดิโอเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้

ตอนนี้เธออยู่ในคฤหาสน์ของผู้ชายที่ไม่รู้จัก ถูกล้อมด้วยคนติดอาวุธ และมีแม่ที่อาจยังมีชีวิตอยู่แต่ถูกใช้เป็นเครื่องต่อรอง

หญิงคนรับใช้เดินเข้ามาใกล้ๆ เธอ ก่อนที่จะเอ่ยแนะนำตัวเสียงเบา

“ดิฉันชื่อป้าสายใจค่ะ จะพาคุณไปที่ห้องพักนะคะ”

ณาริณหันไปมองบันไดที่ธารันเพิ่งจะเดินขึ้นไปเมื่อครู่นี้

“เขาเป็นคนแบบไหนเหรอคะ?”

ป้าสายใจชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบอย่างระมัดระวังคำพูดให้ได้มากที่สุด

“คุณธารันเป็นคนจริงจังค่ะ”

“ฉันไม่ได้ถามว่าเขาจริงจังหรือเปล่า ฉันถามว่าเขาเป็นคนแบบไหนกัน”

หญิงสูงวัยก้มหน้าลงไปทันที

“อยู่ที่นี่ คุณไม่ควรถามเรื่องที่ไม่จำเป็นนะคะ”

“แล้วอะไรจำเป็นบ้างคะ!?”

“การทำตามกฎค่ะ”

ณาริณยิ้มอย่างขมขื่น

“ทุกคนที่นี่พูดเหมือนกันหมดเลยสินะ”

ป้าสายใจไม่ได้ตอบ เพียงเดินนำเธอขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง ห้องพักของเธออยู่สุดทางเดินด้านซ้าย

ภายในมีเตียงขนาดใหญ่ โต๊ะเครื่องแป้ง และหน้าต่างบานสูงที่มองเห็นสวนด้านหลัง แม้ห้องจะหรูหรา แต่หน้าต่างมีเหล็กดัดซ่อนอยู่ด้านใน

ณาริณมองไปรอบๆ ห้องอย่างรวดเร็ว

“โทรศัพท์ของฉันล่ะ”

“อยู่ในกระเป๋าค่ะ”

เธอรีบหยิบโทรศัพท์ออกมา แต่หน้าจอไม่มีสัญญาณ โทรออกไม่ได้ และข้้อความที่ส่งหาดาวยังคงค้างอยู่แบบนั้น

“ที่นี่ไม่มีสัญญาณ”

“เป็นพื้นที่ส่วนตัวของบ้านค่ะ”

“หรือพวกคุณตัดสัญญาณ”

ป้าสายใจไม่ยอมตอบอะไร ทำให้ณาริณวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะแล้วเดินไปที่หน้าต่าง เธอมองเห็นกำแพงสูงและกล้องวงจรปิดหลายตัวซ่อนอยู่ตามมุมสวน ด้านล่างมีชายชุดดำยืนเฝ้าอยู่สองคน

นี่ไม่ใช่บ้าน...

มันคือคุกที่ตกแต่งด้วยโคมระย้าและพื้นหินอ่อนตั้งหาก

“พรุ่งนี้เช้าจะมีเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยนนะคะ” ป้าสายใจเอ่ยพูด “หากคุณต้องการอาหารหรือยา กดกริ่งตรงหัวเตียงได้”

“ฉันจะได้พบคุณธารันอีกเมื่อไหร่คะ”

“คุณธารันจะเป็นคนเรียกพบเองค่ะ”

“ถ้าฉันต้องการพบเขาก่อนล่ะคะ”

ป้าสายใจมองเธอด้วยสายตาสงสารเพียงชั่วครู่ ก่อนที่จะรีบหลบตาลง

“ดิฉันไม่แนะนำค่ะ”

ประตูห้องถูกปิดลงทันทีที่ป้าสายใจเอ่ยพูดจบ ทำให้ภายในห้องเหลือณาริณอยู่ตามลำพัง

เธอเดินกลับไปที่เตียงและนั่งลงอย่างหมดแรง ความกลัวที่พยายามกดไว้ตั้งแต่สตูดิโอเริ่มไหลย้อนกลับมา มือของเธอสั่นขณะหยิบจี้สร้อยขึ้นมาดู

ด้านหลังจี้มีรอยนูนเล็กๆ จริงอย่างที่ธารันบอก เธอใช้เล็บลองกด แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ณาริณนึกถึงกล่องไม้ของแม่ นึกถึงใบแจ้งหนี้ และภาพของพ่อที่เธอไม่เคยรู้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

เธอไม่เชื่อธารัน...

แต่ทุกหลักฐานที่เขาเอามาวางตรงหน้ากลับเชื่อมโยงกันอย่างน่ากลัว

เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก

ร่างเล็กรีบดับไฟและถอยไปยืนหลังประตู เธอคว้ากรรไกรตัดลวดจากกระเป๋าเสื้อคลุมแล้วกำไว้แน่น

เสียงฝีเท้าหยุดที่อยู่หน้าห้องของเธอ เงาของคนคนหนึ่งทอดผ่านช่องว่างใต้ประตู ร่างเล็กกลั้นหายใจอยู่ครู่หนึ่ง

ลูกบิดประตูก็ขยับช้าๆ แต่ทว่าประตูกลับไม่ได้เปิด คนที่อยู่ด้านนอกเพียงยืนเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเดินจากไป

เธอรอจนเสียงฝีเท้าหายลับไป แล้วค่อยๆ กลับไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง

หน้าจอสว่างขึ้นพร้อมข้อความใหม่หนึ่งข้อความ ทั้งที่เมื่อครู่ยังไม่มีสัญญาณ

ข้อความนั้นมาจากหมายเลขที่ไม่รู้จัก

จากคนที่ไม่รู้จัก : ถ้าอยากให้แม่ปลอดภัย อย่าเชื่อธารัน

คนตัวเล็กอ่านข้อความซ้ำๆ อยู่หลายรอบ หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก

เธอรีบพิมพ์ตอบกลับไปทันที

ณาริน : คุณเป็นใคร แล้วแม่ฉันอยู่ที่ไหน

ข้อความถูกส่งออกไปทันที แต่ไม่มีคำตอบกลับมาอีกเลย

ด้านนอกหน้าต่าง แสงสายฟ้าผ่าจนสวนทั้งสวนสว่างวาบ ณาริณหันไปมองเงาสะท้อนของตัวเองบนกระจก และในวินาทีนั้น เธอเห็นเงาชายคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลัง

เธอรีบหันกลับไปทันที

แต่ก็ไม่ได้ไม่มีใครอยู่ในห้องร่วมกับเธอ

มีเพียงประตูที่ยังปิดสนิท และจี้สร้อยในมือของเธอที่เริ่มอุ่นขึ้นอย่างผิดปกติ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป