บทที่ 4 ตอนที่ 4 กฏของตัวประกัน
ตอนที่ 4 กฏของตัวประกัน
ณาริณก้มมองมันด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ ก่อนที่จะได้ยินเสียงล็อกประตูจากด้านนอกดังขึ้นอีกครั้ง
คลิก!
ค่ำคืนแรกในคฤหาสน์วราทรจบลงพร้อมคำถามที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม และเธอเริ่มเข้าใจว่า สิ่งที่ธารันต้องการจากจี้สร้อยอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความลับทั้งหมด ส่วนอีกครึ่งหนึ่งกำลังรอเธออยู่ในบ้านหลังนี้
หญิงสาวนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน เสียงฝนด้านนอกค่อยๆ เบาลงหลังเที่ยงคืน แต่ความเงียบที่ตามมากลับทำให้เธอหวาดระแวงยิ่งกว่าเดิม ทุกครั้งที่หลับตา ภาพข้อความปริศนาบนหน้าจอโทรศัพท์ก็ย้อนกลับมา
(ถ้าอยากให้แม่ปลอดภัย อย่าเชื่อธารัน)
คนส่งข้อความเป็นใคร เขารู้ได้ยังไงว่าเธออยู่ที่นี่ และรู้ได้ยังไงว่าเธอกำลังตามหาผู้เป็นแม่ คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในหัวจนเธอแทบไม่ได้พัก
หญิงสาวลุกจากเตียงช่วงประมาณตอนตีห้า เธอเปิดผ้าม่านและมองออกไปด้านนอก ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท มีหมอกบางลอยอยู่เหนือสนามหญ้า กำแพงสูงรอบคฤหาสน์ทอดยาวไปจนสุดสายตา ด้านบนมีกล้องวงจรปิดติดอยู่เป็นระยะๆ และมีชายชุดดำสองคนกำลังเดินตรวจแนวรั้วอยู่ตลอดเวลา
ไม่มีทางออก...
คนตัวเล็กหันกลับมามองประตู เธอเดินไปลองหมุนลูกบิดอย่างเบามือ ทว่ามันกลับไม่ขยับ ประตูถูกล็อกจากด้านนอกจริงอย่างที่เธอคิดเอาไว้ไม่ผิด
เธอเดินสำรวจห้องอย่างละเอียด ตั้งแต่หลังตู้เสื้อผ้า ใต้เตียง ไปจนถึงช่องระบายอากาศ เธอไม่พบกล้องวงจรปิด แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มี บางทีบ้านหลังนี้อาจซ่อนสายตาของใครบางคนไว้ทุกมุมก็ได้
ณาริณเดินกลับมาที่โต๊ะเครื่องแป้งและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา สัญญาณยังไม่กลับมา เธอลองเปิดหน้าต่าง แต่เหล็กดัดด้านในถูกเชื่อมติดแน่นจนไม่สามารถง้างออกได้เลย
จากนั้นเธอจึงเปิดกระเป๋าและหยิบกรรไกรตัดลวดออกมา
มันอาจใช้ตัดสายไฟของกล้องวงจรปิดได้ หรืออย่างน้อยก็น่าจะใช้ขูดสีบนหน้าต่างเพื่อดูว่ามีช่องว่างตรงไหน เธอไม่คุ้นเคยกับการหลบหนีจากคฤหาสน์หรือการเอาตัวรอดจากคนติดอาวุธ แต่การนั่งรอให้คนอื่นตัดสินชะตากรรมให้ไม่ใช่สิ่งที่เธอทำได้
#เวลา 06:00 น.
เวลาหกโมงเช้า เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง ณาริณรีบเก็บกรรไกรไว้ใต้หมอนแล้วเดินไปเปิดประตูทันที ป้าสายใจยืนอยู่หน้าห้องพร้อมกับเสื้อผ้าชุดใหม่และถาดอาหารเช้า
“คุณธารันให้ดิฉันนำเสื้อผ้ามาให้ค่ะ”
“ฉันไม่ต้องการ”
“ถ้าคุณไม่เปลี่ยนเสื้อผ้า คุณก็จะไม่สบายนะคะ”
“ฉันอยากได้โทรศัพท์ที่ใช้งานได้”
ป้าสายใจวางเสื้อผ้าลงบนเก้าอี้ พร้อมกับวาดถาดอาหารลงบนโต๊ะ
“ที่นี่ไม่มีสัญญาณค่ะ”
“แต่ฉันเห็นโทรศัพท์ของคุณนะคะ”
“ของดิฉันใช้ซิมของบ้านค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นขอใช้โทรศัพท์คุณโทรหาเพื่อนหน่อยได้ไหมคะ”
ป้าสายใจนิ่งไปเล็กน้อยก่อนที่จะส่ายหน้าไปมา
“คุณธารันไม่อนุญาตให้ติดต่อคนนอกค่ะ”
“กฎข้อนี้เขาเป็นคนบอกคุณเหรอคะ”
“ค่ะ”
“เขายังมีกฎอะไรอีกบ้าง” ณาริณหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
ป้าสายใจเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“คุณธารันจะบอกคุณเองค่ะ”
คำตอบนั้นยิ่งทำให้ณาริณแน่ใจว่า ในคฤหาสน์แห่งนี้ทุกคนล้วนกลัวธารัน แม้แต่คนที่ทำงานกับเขามาหลายปีก็ยังไม่กล้าพูดเกินคำสั่ง
เธอปิดประตูลงหลังจากป้าสายใจออกไป แล้วเปลี่ยนเป็นเสื้อเชิ้ตสีครีมกับกางเกงขายาวที่ถูกเตรียมไว้ ชุดเรียบง่ายแต่มีขนาดพอดีเกินกว่าจะเป็นของที่หยิบมาแบบเร่งรีบ
ธารันคงรู้ขนาดตัวเธอมาก่อนแล้ว ความคิดนั้นทำให้เธอรู้สึกอึดอัด
เมื่อเดินลงมาที่ชั้นล่าง ณาริณก็พบว่าธารันนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร เขาเปลี่ยนเสื้อเป็นเชิ้ตสีขาวและปลดกระดุมคอไว้สองเม็ด แขนเสื้อพับขึ้นเผยให้เห็นนาฬิกาเรือนสีดำและเส้นเลือดบนข้อมือของเขา ชายหนุ่มกำลังอ่านเอกสารโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามองเธอ
บนโต๊ะมีอาหารเช้าสองชุด แต่ไม่มีใครนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาเลย
“คุณนั่งได้” ธารันเอ่ยพูดทั้งที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่เอกสารในมือ
“ฉันไม่อยากกิน”
“ตั้งแต่เมื่อคืนเธอยังไม่ได้กินอะไร”
“ฉันบอกว่าไม่อยากกิน!”
ธารันเงยหน้าขึ้น เขามองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ณาริณเห็นว่าดวงตาของเขากำลังประเมินทุกอย่าง ตั้งแต่ท่าทางการเดินไปจนถึงสีหน้าของเธอ
“เธออ่านจดหมายแล้ว” เขาเอ่ยขึ้น
“คุณรู้ได้ยังไง”
“ฉันมองโทรศัพท์ทุกสามนาทีตั้งแต่ที่เธอลงบันไดมา”
“คุณติดกล้องไว้ในห้องฉันเหรอ”
“ไม่มี”
“ฉันจะเชื่อได้ยังไง”
“เธอไม่จำเป็นต้องเชื่อ”
ณารันวางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะเสียงดัง
“ฉันต้องการโทรหาเพื่อน”
“ไม่ได้”
“ฉันต้องการกลับไปเอาของที่สตูดิโอ”
“ไม่ได้”
“ฉันต้องการไปหาแม่”
“ฉันบอกไปแล้วว่าแม่ของเธอยังมีชีวิตอยู่”
“นั่นไม่ใช่คำตอบที่ฉันต้องการค่ะ”
ธารันปิดแฟ้มเอกสารช้าๆ ไม่ได้สนใจคำพูดเธอด้วยซ้ำ
“เธอต้องการอะไรอีก?”
“ฉันต้องการความจริงทั้งหมด”
“เธอยังไม่พร้อมรับฟังมันหรอก ณาริน”
“อย่าตัดสินฉันแทนตัวฉันเอง”
“ถ้าฉันบอกว่าพ่อเธอมีส่วนทำให้คนของฉันตาย เธอจะยังอยากฟังความจริงอยู่ไหม หื้ม?”
“ใช่”
“ถ้าฉันบอกว่าแม่เธออาจเป็นคนเดียวที่รู้ว่าพ่อของเธออยู่ที่ไหน”
“ใช่”
“ถ้าฉันบอกว่า การตามหาแม่ของเธออาจทำให้เธอกลายเป็นเป้าหมายของคนที่อันตรายกว่าฉันล่ะ”
“ฉันก็ยังต้องการที่จะรู้”
ธารันมองเธออยู่นานหลายนาที แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ปฏิเสธทันที แต่กลับเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกให้เธออย่างช้าๆ
“นั่งลง แล้วกินข้าว”
“นี่ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรม”
“ในบ้านฉัน ไม่มีอะไรที่ยุติธรรม”
“อย่างน้อยคุณก็บอกกฎของบ้านมา”
ธารันเอนหลังพิงเก้าอี้
“กฎข้อแรก ห้ามคุณออกจากคฤหาสน์โดยไม่ได้รับอนุญาต กฎข้อสอง ห้ามติดต่อคนนอกเกี่ยวกับเรื่องของตระกูลวราทร กฎข้อสาม ห้ามถอดจี้สร้อยออกจากคอเด็ดขาด”
“แล้ว... ถ้าฉันฝ่าฝืนล่ะ”
“เธอจะถูกพากลับมา”
“แค่นั้น?”
“ถ้าเธอทำให้คนของฉันได้รับอันตราย ผลลัพธ์จะไม่ใช่แค่การถูกพากลับมา”
“ฟังดูเหมือนคำขู่นะคะ”
“มันคือคำเตือน”
ณาริณนั่งลงในที่สุด แต่ไม่ได้แตะอาหาร เธอมองชายตรงหน้าอย่างพยายามอ่านความคิด
“ทำไมต้องห้ามถอดจี้”
“เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ศัตรูตามหาเธอเจอ”
“แต่ถ้าฉันถอดมันออก คุณก็สามารถเก็บไว้ได้”
“ฉันไม่ได้ต้องการแค่จี้”
“คุณต้องการอะไร”
“รหัสที่อยู่ข้างใน”
“ฉันไม่รู้ว่ามีรหัส”
“แต่เธอรู้ว่ามีช่องลับ”
ณาริณก้มมองจี้สร้อย เธอไม่รู้ว่าธารันเห็นตอนเธอค้นพบรอยนูนเมื่อคืนหรือไม่ แต่จากน้ำเสียงของเขา เธอแน่ใจว่าเขารู้มากกว่าที่พูดแน่นอน
“ฉันเพิ่งรู้เมื่อคืน”
“แล้วเธอได้เปิดมันหรือยัง”
“ยัง”
“ดี...” ธารันยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“ดีตรงไหน”
“เพราะถ้าเธอเปิดมันโดยไม่รู้วิธี ข้อมูลข้างในอาจถูกทำลาย”
“คุณรู้วิธีเปิดหรือเปล่า” ณาริณเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าทันที “ถ้ารู้ก็เปิดเองสิ”
“ฉันไม่มีรหัส”
“แล้วทำไมคุณถึงไม่แย่งมันไปจากฉันตั้งแต่เมื่อคืน”
คำถามนี้ทำให้ธารันนิ่งไปทันที ดวงตาของเขาเลื่อนมาหยุดที่จี้สร้อย ก่อนที่จะเลื่อนกลับมาสบสายตาเธอ
“เพราะถ้าฉันใช้กำลัง เธออาจทำสิ่งที่โง่กว่านั้นเพื่อเอามันกลับคืน”
“คุณเป็นห่วงฉันเหรอ?”
“ฉันเป็นห่วงข้อมูล”
คำตอบนั้นควรจะทำให้เธอวางใจ ทว่ากลับทิ้งความรู้สึกประหลาดไว้ในใจของณาริณยิ่งกว่าเดิม เสียงโทรศัพท์ของธารันดังขึ้นขัดจังหวะ เขากดรับสายแล้วนิ่งฟังเพียงไม่กี่วินาที ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“แน่ใจนะ?” ธารันฟังคำตอบจากปลายสายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “อย่าเพิ่งทำอะไร ฉันจะไปจัดการเอง”
ชายหนุ่มวางสายแล้วลุกขึ้นยืนทันที ณาริณรีบถามโพล่งออกไปด้วยความตื่นตกใจไปด้วย
“เกิดอะไรขึ้น!”
“เจอรถคันที่ตามเธอเมื่อคืนแล้ว”
“แล้วไงคะ”
“มันจอดอยู่หน้าบ้านเพื่อนเธอ”
“ดาวเหรอ...” ณาริณหน้าซีดลงทันที
“ฉันกำลังจะส่งคนไป”
“ฉันไปด้วย”
“ไม่อนุญาต”
“นั่นเพื่อนฉันนะ! ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเธอเพราะเรื่องนี้ ฉันไม่มีวันยอมอยู่เฉยๆ แน่”
“เกะกะเปล่าๆ เธอไปก็ช่วยอะไรไม่ได้”
“คุณพูดเหมือนฉันไม่มีค่าอะไรเลยสักอย่าง!”
“ฉันก็พูดตามเนื้อผ้า”
ณาริณพรวดพราดลุกขึ้นยืน จ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง
“ถ้าไม่ให้ฉันไป ฉันจะแหกกฎบ้าบอนั่นซะตอนนี้ แล้วไปหาดาวด้วยตัวเอง!”
